Review ล่าสุด

 



+ Reply to Thread
Page 3 of 3 FirstFirst 123
Results 31 to 44 of 44

Thread: อยากเล่าประสบการณ์ของช่างภาพโง่ๆที่ไปถ่ายรูปในเรือสำราญให้ฟังครับ...

  1. #31
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    นักมายากลหรือ Magician คนนี้ชื่อ Elton หมอนี่เป็นคนที่เอนเตอร์เทนคนได้โคตรเก่งงงงง คือทุกครั้งที่เค้าเล่นโชว์จะสะกดสายตาคนดูและเรียกเสียงฮาได้อยู่หมัด เป็นหนุ่มมหัศจรรย์ที่ทุกคนอึ้งในความสามารถ


    มันฮา มันสนุก เวลาเค้าพูดอะไร คุณจะได้ยินผู้ชมส่งเสียงชอบใจอยู่เสมอ รวมไปถึงทักษะในการเล่นมายากลแนว Street ที่เอามาประยุกต์ใช้กับการโชว์ของเค้า ผมดูโชว์เดิมๆของเค้าซ้ำไปซ้ำมาทุกครูส เพราะทุกวันที่ 3 ของครูสตารางงานของ Elton จะมาเล่นตรงโถงกลางของเรือตลอด ซึ่งรอบๆนั้นเราเซตฉากถ่ายรูป


    โชว์ก็เดิมๆ มุกก็เดิมๆ แต่มันก็ยังฮาและสนุกตลอด ไม่เข้าใจว่า ผู้ชายคนนี้มีพรสวรรค์ในอาชีพที่ทำได้มากมายเหลือเชื่อจริงๆ


    ผมเลือกถ่ายคู่รักคู่นี้ ใช้เวลาถ่ายไม่นานนัก แต่งรูปอยู่ 2 วันใช้เวลาทำก่อนนอน งานก็เสร็จเรียบร้อย แค่นี้เราก็ได้พอร์ทงาน เพื่อจะส่งเข้าร่วม AWP แล้ว


    เชิญชมภาพตัวอย่างคร่าวๆนะครับ


    Name:  1416181224-photo-o.jpg
Views: 263
Size:  97.0 KB

    Name:  1416184285-photo-o.jpg
Views: 264
Size:  100.9 KB

    Name:  1416184505-photo-o.jpg
Views: 259
Size:  190.2 KB

  2. The Following 2 Users Say Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    Sanaz.. (30th July 2018), sombutp (24th September 2018)

  3. #32
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    Name:  1416184676-photo-o.jpg
Views: 262
Size:  111.3 KB

    Name:  1416193257-photo-o.jpg
Views: 259
Size:  119.0 KB

    Name:  1416193372-photo-o.jpg
Views: 262
Size:  113.9 KB

  4. The Following User Says Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    sombutp (24th September 2018)

  5. #33
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    Name:  1416193651-photo-o.jpg
Views: 261
Size:  180.4 KB
    ไฟล์ภาพก็พร้อมแล้ว ผมก็เริ่มจะวานให้ Mirjana ส่งภาพให้ผม โชคไม่ค่อยดีที่ตอนนั้น Mirjana ก็ค่อนข้างวุ่นๆกับการต้อง Sign off และ Manager คนใหม่ที่ชื่อ Mac จะเข้ามาแทนที่ ประจวบกับเรือกำลังจะเข้าสู่ช่วง Dry dock ผมเลยต้องรอไปก่อน


    ในช่วงที่เรือเข้า Dry dock นี้ จะไม่มีลูกค้าเลย เรือจะจอดอยู่นิ่งๆซ่อมบำรุง ไม่ออกทะเลไปไหนทั้งสิ้น เหมือนหยุดซ่อมบำรุง 3 สัปดาห์ พนักงานหลายๆแผนกจะ Sign off หรือขอย้ายลำ เพราะไม่มีงานให้ทำ คืองี้ครับช่างภาพเนี่ยถือว่าเป็น Staff ในช่วง Dry dock ก็ยังได้เงินเดือน แต่พนักงานอย่างแม่บ้านที่ต้องคอยจัดห้องเนี่ย จะไม่มีงานให้ทำ หรือเด็กเสิร์ฟที่ต้องวิ่งหาทิป ก็จะได้รายได้น้อยลง บางคนเลยขอยื่นเรื่องเพื่อย้ายลำ


    แต่สำหรับพวกผม Manager จะหางานให้ เช่นบำรุงรักษาอุปกรณ์กล้อง ฉากต่างๆ ทำความสะอาด Photo Lab กันครั้งใหญ่ เพียงแต่งานพวกนี้ ทำกันสองสามวันก็เสร็จแล้ว ดังนั้นเราก็จะถูกส่งไปช่วยตามช่างต่างๆเช่น ทาสี อะไรง่ายๆแบบนี้ครับ ซึ่งเท่ากับว่าเราจะได้รายได้เพิ่มขึ้นด้วย คือจะได้เงินเดือน และจะได้เงินจากการรับจ๊อบพิเศษพวกนี้ไปในตัว ตลอดสามสัปดาห์


    และงานที่ผมได้ทำในช่วง Dry dock ก็คือ


    แต่น.....แตน......แต๊นนนนนนนนนนนนนนน !!


    Fire watch




    ??????


    แปลเป็นไทย งานจ้องไฟ ?


    WTF !!


    งานที่เราทำง่ายมากครับ ระหว่างที่พวกช่างก่อสร้างกำลังซ่อมบำรุง อ๊อกเหล็ก เชื่อมโลหะ เลื่อยนู่นนี่นั่น มันอาจจะมีสะเก็ดไฟ เราก็ ไปยืนในตำแหน่งแถวๆนั้น (หรือจะนั่งก็ได้ ไม่ว่ากัน) คอยดูอย่าให้เกิดไฟใหม้ ถือฟ็อกกี้ สเปรย์ ที่ใช้ฉีดน้ำยาปรับผ้านุ่มไว้นั่นแหละ คอยฉีด ถ้ามันเหมือนจะมีไฟใหม้


    คืองานไม่ต้องทำอะไรเลย ไปยืน ไปนั่ง ถือฟ็อกกี้ แทบจะไม่ต้องฉีดอะไรมากมาย เพราะมันไม่มีไฟลุกไหม้ คือผมเติมน้ำไปสองรอบ ตลอด 3 สัปดาห์ กรูรีดผ้ายังเติมน้ำบ่อยกว่านี้อีก


    เป็นอาชีพนั่งโง่ ที่ได้เงิน มันเป็นอาชีพที่สำคัญมาก เพราะช่างก่อสร้างอาจจะไม่ระมัดระวัง ดังนั้นเราต้องคอยเป็นหูเป็นตาให้


    ยืนโง่ๆ ไปวันๆ ฟังเพลงไปชิลๆ เราต้องมีสมาธิกับการทำงานอยู่เสมอ หากเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นมาแล้วเราไม่เป็นหูเป็นตาให้ อาจจะซวยเอาได้


    สาย mamagayo แบบนี่ผมหลงรักเลย ภารกิจที่ยิ่งใหญ่พร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งขนาดนี้ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ


    ตลอดสามสัปดาห์กับการ เดินไปมาใส่หูฟังฟังเพลงเพลินๆ ที่ไม่มีลูกค้าและเราต้องมานั่งจ้องไฟเพื่อทำงานที่สำคัญ ทำวันละไม่กี่ ชม. ที่เหลือก็ออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ เป็นอะไรที่ช่วยพักผ่อนร่างกายจากการทำงานยาวนานต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี




    เรือจอด Dry dock ที่ Freeport บางทีผมก็ออกไปข้างนอกกับ Frankie บางครั้งก็ไปเดินเล่นริมทะเล กับกลุ่มเพื่อนตามแผนกต่างๆ เราแวะเข้าคาสิโนที่นี่ เล่นกันขำๆ แวะไปนั่งกิน พิซซ่า ไปร้านอาหาร ไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อยยามว่าง มันช่างผ่อนคลายดีแท้

  6. The Following 2 Users Say Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    Sanaz.. (30th July 2018), sombutp (24th September 2018)

  7. #34
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    Name:  o725gkk9su7nkw33K9K-o.jpg
Views: 260
Size:  57.8 KB

    เรือจอด Dry dock พนักงานหลายคนออกมาชิลด้านนอก นั่งแท็กซี่หรือเหมารถตู้ไปหาเที่ยวบาร์ตามที่ต่างๆ

    Name:  o725iioknQAOXO5xGzK-o.jpg
Views: 260
Size:  99.8 KB
    ผมกับ Frankie หาเรื่องอู้งาน กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างตั้งอกตั้งใจ ถือ ฟ็อกกี้ ฉีดใส่หน้ากันเอง เดินลาดตระเวนตามจุดที่เค้ากำหนดไว้




    ในช่วง Dry dock นี้เองที่ Mirjana จะต้อง Sign off พวกเราจัดปาร์ตี้อำลำให้เธอ ทุกคนมางานปาร์ตี้อำลา เราดื่ม เราเมา เรามันส์ เรากอดกัน มันสนุกมาก Mirjana กับ Tracey พวกนางเป็นสายปาร์ตี้กันอยู่แล้ว แต่วันนี้ดูเหมือนเราจะเรื้อนกันมากกว่าปกติ เรามีความสุขที่ได้ทำงานร่วมกัน มันเป็นความทรงจำดีๆระหว่างเพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง


    ในเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน นาย A ก็ Sign off ไปเช่นกัน ช่วงนั้นมันอินดี้ อารมณ์หงุดหงิดเรื่องเด็กมันไปคบคนอื่น มันเลยนอยด์ๆ อาจจะทะเลาะกับเมียที่บ้านหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ แต่มันไม่ค่อยคุยกับใคร Sign off ไปแบบไม่มีใครถามถึง


    จบช่วง Dry dock ไปแล้ว ได้เวลากลับมาลุยงานกันอีกรอบ Mac เข้ามาคุมงาน เป็นเมเนเจอร์คนที่สอง ที่ผมจะได้ทำงานด้วย และนั่นทำให้ผมเห็นความแตกต่าง ของการเปลี่ยน manager ในงานชนิดเดิมที่เดิม


    เราจะเห็นว่าแต่ละคนมีวิธีจัดการปัญหาและตารางงานที่ต่างกัน


    ตารางงานที่ Mac ทำให้พวกเรา ทำให้พวกเราทำงานสบายกว่าเดิมมาก พูดง่ายๆคืองานง่ายกว่าเดิมเยอะ รวมถึงวิธีการจัดการต่างๆ Mac ทำได้ค่อนข้าง Make sense เช่นปกติ ถ้าเราถ่ายถึง สี่ทุ่มแล้วลูกค้าไม่มี ถ้าเป็น Mirjana ก็จะคอยถามยอดว่าใครถ่ายได้เท่าไหร่ ใครแบคกราวน์ไหนยังได้น้อยอยู่ Mirjana ก็จะบอกให้อยู่ต่ออีกสิบนาที คือนางจะผลักดัน ตลอดเวลา
    หรือถ้าเป็นตอนถ่าย Gangway Mirjana ก็จะคอยดูยอดว่าเราทำได้ตามเป้าหรือเปล่า ถ้ายังไม่ได้ตามเป้าก็ต้องอยู่ต่อนานอีกหน่อย


    แต่ Mac จะเห็นว่า สีทุ่มแล้ว ลูกค้าไม่เดินเลย อืมมมม ปิดๆๆๆ เลิกๆๆ แยกย้ายๆ


    ทุกคนก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปผมทำงานกับ Mac งานมันสบายขึ้นก็จริง เพียงแต่ว่า.....


    Mac จะไม่ค่อยสนใจเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องตัวเองมากนัก เช่นตอนนี้ผมต้องการที่จะส่งพอร์ทงานเพื่อเข้าร่วม AWP เค้าก็จะบอกผมว่า เดี๋ยวก่อน ไว้วันหลัง ยุ่งอยู่ ไม่ว่าง พรุ่งนี้ค่อยเอามาให้อีกที คือถ้าให้เทียบง่ายๆคือ Mac จะไม่ค่อยสนใจเรื่องที่มันไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงานเค้าเท่าไหร่ และผมรู้สึกได้ว่า Mac อาจจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าผมเท่าไหร่ เพราะผมเป็นคนที่มีคำถามในหัวเยอะ เค้าอาจขี้เกียจตอบหรือช่วยเหลือผม นั่นอาจทำให้เค้าไม่ค่อยชอบผมก็เป็นได้ ผมพยายามไม่คิดมาก แต่ผมรู้สึกได้ว่า ถ้าผมทำผิดพลาดเรื่องเล็กๆน้อยๆ ผมจะโดน Mac เล่นงานว่ากล่าวหนักกว่าคนอื่นทำทั่วไป มันอาจจะเป็นจังหวะซวยของผม เพราะผมดันชอบพลาดในจังหวะที่ Mac อารมณ์เสียเสมอ


    เช่นสมมุติ ถ้าคนอื่นลืม Clock in (ระบบตอกบัตรเข้าเวลางานของที่นี่ ใช้ระบบกรอก Crew ID กับ password ) อาจจะไม่มีปัญหาอะไร Mac ก็แค่แก้เวลาให้ ใช้เวลาไม่ถึง 30 วิ คลิกๆๆ เสร็จ จบ


    แต่ถ้าผมลืม Clock in ผมจะโดนบ่นยาวเป็นนาที


    นั่นทำให้ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่จะขอร้อง ให้ Mac ช่วยส่งรูปให้ผมหน่อย (ผมส่งเองไม่ได้ เพราะมันต้องให้ Manager ส่งให้เท่านั้น)


    ผ่านมาหลายวัน ผมยังไม่ได้เอารูปให้ Mac เพราะหาจังหวะให้ไม่ได้ซะที และ Mac ก็ไม่เคยถามถึง


    อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ผมยืนทำงานอยู่ปกติทั่วไป


    Mac เดินเข้ามาหาผมแล้วบอกผมว่า


    "Jendee อีกสามวันที่จะเข้าพอร์ท Tampa นี้ คุณเตรียมแพคกระเป๋า ออกจากเรือได้เลย "






    .....หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ Teen เลยครับ

  8. The Following User Says Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    sombutp (24th September 2018)

  9. #35
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    ผมเหมือนโดนสตันต์เข้าที่หัว คือมึนๆ เอ๋อๆ ว่าเราฟังถูกหรือเปล่า


    ก่อนที่ Mac จะบอกผมว่า


    "เตรียมจัดกระเป๋า อีกสามวันบินไป Cozumel เพราะนายจะได้ไป AWP training"


    ผมกระโดดดีใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมผมถึงได้ไป ?


    Mac บอกไม่รู้ อยุ่ๆก้มีอีเมลล์เข้ามา ว่ารายชื่อนายติดในโผคนที่ได้ไป




    ............
    ....................ผมนึกไปถึงตอนที่ Bojan ขอรหัส Crew ID ผมไว้ตอนที่ผมคุยกับเค้าครั้งนั้น มันเป็นเหตุผลเดียวว่าทำไมผมถึงได้รับคัดเลือก ทั้งๆที่ยังไม่มีคนเห็นภาพที่ผมยังไม่ได้ส่งไป


    มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข เพื่อนๆหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี การไปครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่าหลังจบ College 7 วันที่นั่นแล้ว ผมจะได้กลับมาเรือลำเก่าอีกหรือเปล่า เพราะบางทีหลังจบการฝึก คุณอาจจะโดนส่งไปเรือลำอื่นก็ได้ ผมต้องแพคของ จัดกระเป๋า เตรียมเดินทางอีกรอบ


    ปัญหาคือตอนผมถ่ายงาน ผมไม่ได้เอากล้องผมมาจากไทย ผมยืมที่นี่ใช้ถ่าย คือทางบริษัท จะมีกล้องให้พนักงานส่วนตัวอยู่แล้ว แต่การไปอบรมครั้งนี้ ทางบริษัท จะต้องให้เราเอากล้องส่วนตัวไปเอง ถ้าไม่มีก็ต้องใช้กล้องบริษัท ซึ่งต้องเบิกจากที่นี่ไป


    ปัญหาคือ Mac บอกว่าเลนส์มันไม่พอ เค้าให้ผมยืมไปไม่ได้ .....


    Frankie เป็นคนที่ให้ผมยืมกล้องส่วนตัวไป (5D MKII)


    ซึงคุณรู้ป่าวว่าผมเข้าใจว่าแฟรงกี้รู้สึกยังไง ขนาดผมยังหวงกล้องเลย คือผมคิดว่าช่างอาชีพทุกคน จะถือในเรื่องของอุปกรณ์อาชีพนะ มันเป็นความรู้สึกน่ะครับ ว่าจะหวงมากกว่าของทั่วไป


    คุณสามารถยืมได้ทุกอย่าง แต่ของใช้ส่วนตัวยิ่งเป็นของใช้อาชีพ ความรู้สึกมันค่อนข้างสำคัญ


    พ่อครัวอาจจะหวงมีด ช่างทำผมหวงกรรไกร ช่างภาพก็ไม่ต่างกัน มันต้องหวงกล้องอยู่แล้ว


    ถ้าให้ยืมใช้ถ่ายประเดี๋ยวประด๋าว คงไม่เป็นไรหรอก แต่นี่เป็นเพื่อนคนละชาติ แล้วผมต้องยืมขึ้นเครื่อง บินไปเม็กซิโก นะครับ แถมไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเรือลำเดิมหรือเปล่าอีก


    ผมบอกแฟรงกี้ว่า เดี๋ยวผมจะคุยกับ Bojan ว่าจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน


    ก่อนวันขึ้นบิน เรามีปาร์ตี้ดื่มชิลล์กันเล็กๆ ก่อนที่ผมจะได้ร่ำลาจากกันไป


    ตอนนั้นผมตื่นเต้นกับการเดินทางไปฝึกอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้เราจะได้ฝึก 7 วัน ทุกคนบอกให้ผมพกเงินสดไปเผื่อ เพราะ Bojan นี่สายปาร์ตี้ขนานแท้


    ผมขึ้นเครื่องที่ทางบริษัทจองตั๋วไว้ให้ ต้องนั่งจาก Tampa ไป Miami ต่อเครื่องจาก Miami ไป Cancun แล้วจะมีคนมารับไป Cozumel อีกทีเช่นเคยครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น


    เอาล่ะอธิบายซักนิดเรือทั้งหมดของ Carnival มี 20 กว่าลำ ช่างภาพ แต่ละลำ 10-20 คนตามแต่ขนาดเรือ การคัดเลือกคนเข้า AWP คัดแค่ 8 คนต่อการฝึกหนึ่งครั้ง บางคนยื่นเรื่องไป 2-3 รอบ ยังไม่ได้ก็มี บางคนทำมา 3 คอนแทรคแล้วยังไม่ได้เป็น แต่ผมภาษาอังกฤษยังห่วยกว่าชาวบ้าน แล้วนี่แค่คอนแทรคแรก แถมยังไม่ได้ยื่นกลับได้ซะงั้น


    ที่จริงแล้ว Bojan เคยเล่าให้ฟังว่า เวลาไปดูระบบ หรือไปตรวจเช็ค มีทติ้งที่เรือลำอื่น พอจบสาธยาย ไม่มีคนเข้ามาคุยกับ Bojan เลย แต่เรือ Carnival Pride มีช่างภาพถึง 6 คนด้วยกันที่เข้ามาคุยซึ่งทำให้เค้าค่อนข้างแปลกใจ


    บางทีการที่ผมเป็นคนไม่มีอะไรจะเสีย มันก็ไม่รู้จะกลัวไปทำไม ทำให้ลุยใส่ในสิ่งที่ตั้งเป้าไว้เสมอก็เป็นได้...




    นั่งเครื่องมาถึง Cancun ตอนออกมารับกระเป๋า สังเกตุเห็นความผิดปกติ


    กระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ยังดูปกติ แต่กระเป๋าเป้นี่ ดันเปิดแหกอยู่ เพราะผมไม่ได้ล็อคกุญแจไว้ !!!




    และเมื่อเปิดกระเป๋าเป้สะพายออกมาดู กระผมก็อุทานออกมาว่า




    เย่เคร็ด !!!!!!!

  10. #36
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    คุ้ยๆ เขี่ยๆกระเป๋า สำรวจความเสียหาย


    PSP เครื่องเล่นเกมพกพา หายจ้อย แต่แม่มเจือกไม่เอาแผ่นเกมไป เอาไปแต่ตัวเครื่อง เพื่อ ???


    หูฟัง ไอโฟนหายไป บัดซบมาก เพราะชีวิตเดินทางบ่อย การฟังเพลงด้วยหูฟัง เป็นกิจวัตรเหมือนเสพติด ถ้าไม่มีนี่ลงแดงโคตรๆ


    สายชาร์จ ไอโฟนหายไป ..... ที่เหลือพวกเสื้อผ้า ของใช้จุกจิกอยู่ครบ




    กรูพลาดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก !!! ตอนนั้นลงเครื่องมาเที่ยงคืนแล้ว จะไปแจ้งพวก รปภ. ก็ไม่ได้ เพราะต้องรีบออกจากสนามบิน มีรถรอรับเราไปส่งที่โรงแรม ต้องพักก่อนคืนนึง ก่อนที่รุ่งเช้าจะเดินทางไป Cozumel ต่อ


    โอ๊ยยยย เจ็บใจสุดๆ นั่งรถตู้ที่มีคนมารับ ด้วยสภาพหดหู่ใจใช้ได้ คืนนี้อดชาร์จแบตละ ต้องใช้มือถืออย่างประหยัด พรุ่งนี้ค่อยไปหาซื้อที่ชาร์จกับหูฟังใหม่อีกที


    คืนนั้นที่โรงแรม นอนแช่อ่างน้ำให้หายแค้น เจ็บใจที่พลาดเอง สนามบินที่นี่แม่มเถื่อน โดนจิ๊กไปทื่อๆ คนอื่นอย่าพลาดโง่แบบผมนะครับ ของมีค่า ต้องล็อคไว้ดีๆ


    ประมาทไปหน่อย รีบตอนเก็บของ กระเป๋ามันหลายใบ เลยยัดแหลก ไม่ได้จัดระเบียบ




    ตื่นเช้ามา ลืมทุกเรื่องในหัวซะ เช้านี้เราต้องเดินทางไปฝึกแล้ว ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จ รถตู้มารับไปท่าเรือเฟอร์รี่ นั่งต่อไปถึง Cozumel แล้วก็นั่งแท็กซี่ไปที่ๆคุ้นเคย Villa maya


    บรรยากาศการฝึกแบบเดิมๆ มาเต็ม ผมชอบที่นี่ มากี่ครั้งก็รู้สึกอบอุ่นและสนุก ทักทายบอส Bojan จูเลียก็อยู่ด้วย แต่เธอกำลังจะบินไปที่อื่นก่อน เลยได้ร่ำลากันเล็กน้อย


    วันแรกไม่มีอะไรมากทำความรู้จักกัน แนะนำตัว รีวิวรูปภาพของแต่ละคน โดยแต่ละคน จะต้องนำภาพถ่ายที่ ไม่ได้ตกแต่งใดๆทั้งสิ้น เป็นไฟล์ จากกล้องสด จำนวน สิบรูปมา รีวิว และภาพที่แต่งแล้วอีก 10 รูป มารีวิว สรุปคือคนละ 20


    แค่นั่งรีวิว ฟังคำแนะนำ เราก็ได้อะไรเยอะมาก คือเรามองภาพ แล้วเราก็จะรู้ว่าทำไมภาพไหนควรทำแบบไหน ทำไมภาพนี้ควรแก้อะไรยังไง คือนั่งฟัง ก็รู้สึกว่า เซลล์สมองมันเลเวลอัพ ขึ้นมาเลย




    มีเรื่องที่ผมอยากเล่าให้ฟัง นั่นคือประวัติ ของ Bojan คนนี้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และให้อะไรได้กับใครหลายๆคน




    ฺBojan เป็นคนที่เริ่มจากศูนย์ อยู่มาวันหนึ่ง เค้าเก็บหอมรอมริบได้จำนวนหนึ่ง และนำเงินนั้นเดินไปซื้อกล้อง ระหว่างทางที่กลับบ้าน เค้าถ่ายเรื่อยเปื่อย ถ่ายไปเรื่อย พอมาถึงบ้านปรากฏว่าเค้ากดถ่ายไป 300 กว่ารูป ถ่ายมั่ว ถ่ายไม่สวย แต่เค้ารู้สึกว่าเค้าชอบกล้อง ทั้งชีวิตไม่เคยรู้สึกชอบแบบนี้ แต่ตอนนี้เรียกว่าคลั่งไคล้ก็ว่าได้ เค้าลองสมัครทำงานที่ Carnival ก็เหมือนทุกคนครับ เข้าเทรนนิ่ง แล้วก็เป็น Trainee เหมือนพวกเราทุกคน


    แต่ Bojan เป็นคนที่ใส่ใจกับงานที่ทำ และจริงจังกับงานมาก เค้าอยากรู้ทุกอย่างทุกกระบวนการของการผลิตทุกขั้นตอนก่อนจะออกมาเป็นรูป ดังนั้นทุกครั้งหลังเลิกงาน เค้าจะขลุกอยู่ใน Photo Lab คอยช่วยงานพวก Lab tech. เวลาเครื่องพิมพ์มีปัญหา เค้าคอยศึกษาจากพวก Lab tech. ว่ามันเเก้ไขอะไรยังไง เค้าต้องการรู้ทุกกระบวนการด้วยใจไฝ่รู้ นั่นทำให้เค้าเก่งขึ้นมาได้เร็วกว่าใครอื่นๆ


    วันหนึ่งเค้าถาม Manager ของเค้าว่า ทำไมไม่ให้เค้าลองถ่ายภาพ Wedding ดูบ้าง เค้าคิดว่าเค้าถ่ายสวยกว่าใครในทีมแล้วตอนนี้ Manager เลยลองให้เค้าถ่ายดู หลังจากถ่ายเสร็จ เค้าคิดแพคเกจในการขายภาพขึ้นมาเองที่บริษัทไม่มี เค้าขายภาพได้ 2000 USD จากการถ่าย Wedding ซึ่งตอนนั้น คนในบริษัท ก็งงว่าทำได้ยังไง พอเค้าทำได้หลายๆครั้งเข้า


    บอสใหญ่ของ Carnival บินมาหาถึงที่เรือ เพื่อคุยว่าเค้าทำได้ยังไง เค้าอธิบายให้ฟังว่าเค้าทำได้ยังไง นอกจากนี้ยังบอกให้ฟังอีกว่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ยังไง


    ในระหว่างนั้น Bojan ได้รู้จักกับช่างภาพชื่อดัง เป็นคนที่เก่งกาจระดับ 1 ใน 5 ของนิวยอร์ค มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง
    Bojan คอยส่งรูปให้ช่างภาพชื่อดังคนนั้นช่วยวิจารณ์ เค้าส่งผ่านอีเมลล์เรื่อยๆ


    ช่างภาพคนนั้นบางทีก็ตอบ บางทีก็ไม่ได้ตอบ


    ครั้งไหนที่ตอบอีเมลล์ว่าต้องแก้ไขภาพยังไง ภาพมีอะไรผิดพลาดบ้าง เค้าจะนำมันไปคิดและปรับปรุง แล้วก็คอยส่งรูปให้ดูเรื่อยๆ ทำแบบนี้ตลอดเวลา


    ตอนไหนมีเวลาว่างจากงาน เค้าจะชวนพนักงาน ไปถ่ายรูปด้านนอก ที่เกาะบ้าง ในเรือบ้าง คือ Bojan จะมีแต่ถ่ายรูปตลอดเวลาที่ว่าง เรียกได้ว่าเป็นการเสพติดถ่ายภาพในตอนนั้น


    Bojan ได้เป็นทั้ง Photographer ,Lab tech, Photo manager เค้าลองทำมาทุกตำแหน่งในแผนก Photo หลังจากจบ คอนแทรคนั้น อยู่ๆช่างภาพชื่อดังที่เค้าคอยส่งรูปให้วิจารย์ ก็ถามเค้าว่า สนใจมาช่วยงานที่ สตูดิโอในนิวยอร์คไหม ?


    Bojan ไม่เคยไปนิวยอร์ค ไม่มีเพื่อนที่นั่น แต่เค้าคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้เรียนรู้จักช่างภาพชื่อดังคนนี้ในนิวยอร์ค เค้าตัดสินใจเปลี่ยนตั๋วเครื่องที่บริษัทออกให้แทนที่จะกลับบ้าน แต่เปลี่ยนเป็นบินไปนิวยอร์คเอง (คือตั๋วที่บริษัทออกให้ ถ้าเราไม่กลับบ้าน เราสามารถไปที่ไหนก็ได้ทั่วโลกครับ แต่หลังจากนั้นหาทางเอาเองนะว่าจะกลับยังไง เช่นถ้าผมจบคอนแทรคแล้วไม่อยากกลับไทย ผมก็ให้บริษัทออกตั๋วไปประเทศที่ผมอยากไปที่ไหนก็ได้ทั่วโลก หลังจากนั้น ผมค่อยออกตั๋วกลับไทยเองทีหลังก็ได้ครับ)


    เมื่อ Bojan ไปถึงนิวยอร์ค เค้าเรียนรู้งานในช่วง Vacation ที่นี่ คือเค้าไม่พักร้อนเลย ทำงานครบ 8 เดือน แล้วมาเรียนรู้ที่นี่ต่อ เค้าได้เห็นว่าที่นี่ขายภาพแต่งงานงานเดียวได้เงิน 3000-5000 USD คุณคิดว่าช่างภาพคนนี้ทำเงินเดือนละกี่บาทล่ะครับ


    เค้าเริ่มเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ว่าจะทำแพคเกจ รูปเล่มยังไง ช่วยงานในสตูดิโอ เรียนรู้เรื่องการจัดแสง ไขว่คว้าทุกอย่างที่เก็บเกี่ยวได้
    และเนื่องจากเค้ามีความรู้ในเรื่องเครื่องปรินท์ ดังนั้นเวลาเครื่องปรินท์มีปัญหา ไม่ต้องโทรแจ้งสำนักงานใหญ่ให้บริษัทส่งช่างมาซ่อม เพราะ Bojan สามารถซ่อมเองได้


    เมื่อหมด Vacation ช่างภาพคนนั้นถามเค้าว่า จะเป็นผู้ช่วยช่างภาพอยู่ที่นี่ไหม เพราะเค้าจะจ้าง Bojan


    หลังจากตกผลึกความคิดว่าจะเอาไงดีระหว่างอยู่ช่วยงานที่นี่ไปเลย หรือจะกลับมาทำกับ Carnival


    Bojan ตัดสินใจกลับมาทำกับ Carnival พร้อมความรู้ที่ได้มา เค้าผลักดันหลายๆเรื่อง ยื่นเรื่องเสนอบอสใหญ่ ให้มีการตั้ง Dream Studio ขึ้นมา โดยเสนอเป็นโปรเจค นอกจากนี้ยังเป็นคนคิดระบบ AWP เพื่อฝึกให้ช่างภาพเวดดิ้ง ทำงานแบบมีระบบ รู้วิธีขายงาน


    เค้าทำเงินเข้าบริษัทมากมาย จนตำแหน่งสูงกว่าคนที่ทำมาก่อน โดยใช้เวลาไม่นานมาก เพราะการผลักดันตัวเองล้วนๆ


    ทุกวันนี้ เค้าคุมโปรเจคต่างๆ บินไปมา ปาร์ตี้ และสอนผู้คน เพราะเค้ามีความรู้สึกชอบในการสอน


    เรื่องราวของ Bojan ฟังดูง่าย แต่ทำตามไม่ง่ายเลย....




    ทำงานที่นี่ไม่เหมือนทำงานราชการ ที่ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเงินเดือนสูง ยิ่งอาวุโส หรือเล่นเส้นสายอะไรกัน ถ้าคุณมีความสามารถพอ คุณสามารถผลักดันตัวเองได้ มันต้องใช้ความพยายาม ผมหมายถึงคุณต้องพยายามมันจริงๆ


    อย่างที่ผมกำลังผลักดันตัวเองให้มาอยู่ตรงนี้....


    เอาล่ะจบวันแรกเราก็ดู Schedule ดูตารางการฝึก ว่าต้องทำอะไรบ้างตลอดทั้ง 7 วัน


    Bojan เป็นคนที่จริงจังกับงาน ช่วงฝึก ช่วงทำคือต้องจริงจัง แต่เวลาช่วงปาร์ตี้ ปาร์ตี้หนักยิ่งกว่าใครๆทั้งสิ้น


    ตอนเช้าพวกเราตื่นมาเตะบอลตรงสนามทราย หลังจากนั้น ฝึกถ่ายฝึกโพส ฝึกเรื่องแสง ฝึกถ่ายวิดีโอ ฝึกตัดต่อ ฝึกๆๆๆๆ ตกเย็น เอาขาตั้งไฟ มาตั้งตรงสนามทราย ทำสนามวอลเลย์บอล เล่นวอลเล่ย์กัน ตอนดึก ก่อกองไฟ ปาร์ตี้ บาร์บีคิว โอยยยยยย สารพัดโปรแกรม


    เรียนหนักแล้ว ปาร์ตี้หนักยิ่งกว่า

    Name:  o72k4980jF6kk1nk3jU-o.jpg
Views: 260
Size:  192.0 KB

    เอาขาตั้งไฟมาเล่น วอลเลย์บอลกัน บางวันเล่นบอลโกหนูก็มี ลูกบอลตกทะเลที ก็โดดว่ายไปเก็บกัน

    Name:  o72k5joz4anHmrDcLM4-o.jpg
Views: 258
Size:  173.2 KB

    ก่อกองไฟบ้าง ตั้งหนังกลางแปลง ปิ้งบาร์บีคิว เอาให้ครบๆ คือนี่ผมถูกบริษัท ส่งมาฝึกงานจริงๆใช่ม้ายยยยย
    Attached Images Attached Images  

  11. #37
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    ในระหว่างที่ฝึก แต่ละวัน Bojan จะจ้างนางแบบนายแบบมาจาก โมเดลลิ่งที่นั่น เพื่อให้เราฝึกถ่ายกัน เราจะฝึกกันเองก่อน หลังจากนั้นก็ไปถ่ายจริง


    แต่ละวันที่ถ่าย จะต้องเอารูปมาดูและรีวิว ให้คะแนนในรวมในแต่ละวันว่าใครได้คะแนนเท่าไหร่ โดยวันสุดท้ายที่ถ่ายเราจะได้ไปถ่ายจริงที่เรือ โดยจะเอาเรือที่มาจอด Cozumel นั่นเอง


    ซึ่งในวันนั้นเป็นเรือ Carnival Magic (เลื่อนไปบนสุดกระทู้ ภาพแรก นั่นแหละครับ ^^)


    ผมจะบอกข้อแตกต่างระหว่างการถ่ายงานแต่งงานที่นี่ กับการถ่ายที่เมืองไทยก่อนนะครับ จะได้รู้ว่า ทำไมผมถึงอยากมาได้ประสบการณ์ที่นี่


    ถ่ายงานแต่งที่เมืองไทย คุณต้องตื่นเช้าตรู่ เก็บภาพตั้งแต่แต่งตัวเจ้าสาว เจ้าบ่าว แห่ขันหมาก ถ่ายทั้งวัน ตกดึกมี ปาร์ตี้ต่อ คือถ่ายทั้งวันจริงๆ งานแต่งในไทย แถมหลังจากนั้น กว่าจะส่งภาพให้คู่บ่าวสาวนี่แต่งภาพกันเป็นสัปดาห์ บางคนลีลาเป็นเดือนก็มี


    อยู่ที่นี่ ต้องทำงานเร็ว ผมต้องถ่ายงานแต่งทั้งงานภายใน 2-3 ชั่วโมง ต้องหาเวลาซัก 30 นาที พาไปถ่ายรอบเรือเก็บบรรยากาศหวานๆ แถมต้องถ่ายวิดีโอควบคู่ไปด้วย โดยทำงานคนเดียวตัดต่อคนเดียว บางครั้งต้องแต่งให้เสร็จทุกอย่างในวันเดียว เพราะวันถัดไปจะขายงานได้เลย


    ช่วงระยะเวลาที่ถ่ายในงานแต่งทั้งงาน ก็ประมาณ 2-3 ชม ตั้งแต่เจ้าบ่าวเจ้าสาวในโบสต์กับบาทหลวง ทานข้าว ปาร์ตี้ เก็บทั้งภาพและวิดีโอสลับกันไป แถมพอเสร็จงานแล้ว ต้องรีบขายงานให้เร็วที่สุด ก่อนที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะใช้เงินไปกับการชอปปิ้งซื้อของอย่างอื่นภายในครูส ยิ่งขายช้า ยิ่งขายยาก


    ดังนั้นที่นี่จึงเน้นการทำงานให้ไวและได้คุณภาพเป็นหลัก




    วันนี้เรามีเวลาไม่มากนัก แต่ละคนมีเวลาคนละ 40 นาทีในการถ่ายทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ เป็นการสอบครั้งสุดท้าย ถ้าใครคะแนนไม่ผ่าน ก็จะไม่ได้ประกาศนียบัตรว่าจบหลักสูตรนี้


    พวกเราแต่ละคน แบ่งเวลากัน เพราะต้องจับกลุ่มกันไปถ่าย ผมก็พานางแบบวิ่งหัวขวิดเลยครับ เหนื่อยแต่สนุก


    พอทุกคนเสร็จหมดแล้ว ตกเย็นวันนั้น เราต้องมาตัดต่อ แต่งภาพให้เสร็จด้วยความว่องไว จะได้ให้คะแนนกันเลยในวันเดียวนี่แหละ เร่งงานกันจนถึงดึก ชนิดที่ว่า พลังงานในร่างกายนี่ถูกเค้นออกมาจนหมด


    หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงให้คะแนนงาน รีวิวกันไปทีละคนๆ ว่าใครผิดพลาดอะไรยังไงบ้าง ทีละรูป ทีละคน


    บางคนคะแนนรวมไม่ผ่าน ก็ต้องไปถ่ายซ่อม ต้องคอยส่งการบ้านให้ Bojan ตอนกลับไปทำงานที่เรืออีกที


    ผลสุดท้ายก็ประกาศคะแนนรวมออกมา








    ...........Jendee ได้ที่ 1 ครับ Top score !!


    เย้ !!!


    โคตรดีใจ


    ตกดึกคืนนั้นพวกเราปาร์ตี้กันวันสุดท้าย ก่อนที่เราจะต้องแยกย้าย บินกลับไปทำงานที่เดิม บางคนก็ได้บินย้ายไปเรือลำอื่น


    ผมรู้สึกมันปลื้มๆในใจระหว่างนั่งเครื่องกลับไปทำงานอีกรอบ มันเหมือนเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ เราทำมันสำเร็จไปอีกอย่าง....




    เซลฟี่กับนางแบบชาวเม็กซิกัน

    Name:  o72mi0b0g7jVp8tXGGH-o.jpg
Views: 257
Size:  49.0 KB

    ภาพประมาณนี้ครับที่ถ่ายวันนั้น คือถ่ายแนวหวานๆ กับแสงธรรมชาติ ไม่ฮิป ไม่อาร์ท ไม่อินดี้นะ เพราะต้องทำตามโจทย์ที่บริษัทให้มา

    Name:  o72mk15cq1dSUvURWZp-o.jpg
Views: 262
Size:  89.1 KB

  12. The Following User Says Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    sombutp (24th September 2018)

  13. #38
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    หลังจากจบการฝึกและบินกลับมาที่เดิม ที่นี่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ยังคงเป็นบ้านที่อบอุ่นอยู่เสมอ ผมได้กลับมาพักที่ห้องเดิม พร้อมกับรูมเมทจากแผนกเสิร์ฟ ทำให้เราไม่ได้เจอหน้ากันบ่อยนัก เพราะเวลาเข้างาน กับเวลาพัก ไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่


    ตอนนี้เวลาผ่านมาจนไกล้จะจบคอนแทรคแล้ว เหลืออีกแค่สองเดือน ผมก็จะได้ Sign off บ้างละ ความรู้สึกถาโถมที่เข้ามาตอนนี้คืออาการคิดถึงบ้าน


    ส่วนความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตคือเวลามันผ่านไปช้ากว่าปกติ...


    ผมจำได้ว่าช่วง สามเดือนแรกที่ผมมาทำงานมันวุ่นวายมาก พอครบสามเดือน เราก็รู้สึกว่า อ้าว นี่มันสามเดือนแล้วหรอ เวลาผ่านไปไวจัง


    แต่ตอนนี้มันช้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


    คงเหมือนคำกล่าวที่ว่า นั่งพูดคุยกับสาวงาม 1 ชั่วโมงก็เหมือน 10 นาที ลองเอามือไปแตะเตารีดร้อนๆ 1 นาทีอาจเหมือน 1 ชั่วโมง


    ตอนนี้ความกระหายอยากกลับบ้านมันแรงมาก เรายังสนุกกับการทำงาน เรายังอยู่กับมันอาศัยอยู่ที่นั่น แต่เวลามันเหมือนหยุดเดิน มันเป็น สองเดือนสุดท้ายที่เรารู้สึกว่าช้ากว่าปกติมาก และเป็นอะไรที่ทรมานมาก


    กลับมาเรื่องการทำงานบ้าง ผมเล่าแต่ด้านดีๆ ไม่ค่อยได้เล่าด้านแย่ๆเท่าไหร่ เดี๋ยวจะฝันหวานว่านี่มันงานในฝันไปซะหมด ลองมาฟังกันดูครับ


    อย่างแรกคือเรื่องเพื่อนร่วมงาน เราทำงานอยู่กับหลายเชื้อชาติ แน่นอนว่าปัญหาเรื่องการไม่ถูกกัน มันอาจมีบ้างอยู่แล้ว เรือบางลำในตำแหน่งช่างภาพมีฟิลิปปินส์เยอะ คุณก็อาจจะเห็นมีการเล่นพรรคเล่นพวก ลำเอียงกันเป็นเรื่องปกติ แต่หากลำไหนมีอินเดียเยอะ คุณจะยิ่งเห็นการเข้าข้างพรรคพวกตัวเองอย่างไม่เป็นธรรม


    ยกตัวอย่าง ถ้า Manager เป็นคน อินเดีย แล้วคุณเห็นว่าพนักงานที่เป็นคนอินเดีย ทำผิด ส่วนคุณเป็นฝ่ายถูก คุณว่า Manager คนนั้นจะเข้าข้างใคร


    ดังนั้น การได้ Manager ดีๆนั้นถือว่าเป็นบุญมากในการทำงาน


    ทำงานที่นี่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับคนอื่นได้ตลอดเวลา ผิดก็ต้องขอโทษ ต้องยอมรับในข้อผิดพลาด ต้องแก้ไขตัวเอง แรงกดดันมันเยอะ ยิ่งช่วงที่ผมไปแรกๆ ภาษาผมห่วยมาก ผมต้องผลักดันตัวเองให้หนักกว่าปกติ ทั้งการฟัง การพูดคุย รวมถึงการโดนดูถูกจากชาติอื่นๆ


    ช่วงที่ผมไปแรกๆนั้น เพื่อนร่วมงานชาวอินเดีย ค่อนข้างดูถูกผม เพราะเค้าเห็นว่าผมเป็นแค่ Trainee ในช่วงสามเดือนแรก ผมทำอะไรก็มีแต่ผิดในสายตาเค้า ซึ่งทั้งๆที่จริงๆแล้วหมอนี่เป็นคนตลกและสนุกเฮฮา เพื่อนร่วมงานทุกคนก็ชอบหมอนี่ แต่ผมเป็นคนเดียวที่โดนดุด่า บานาน่า บาบาลู นี่โดนตลอด


    ตอนที่ "Elma Jane" เข้ามาใหม่ๆ เหมือนผมได้คนที่เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นรุ่นน้อง ผมก็แนะนำ Jane ว่าต้องถ่าย Dining room ตรงไหน หมอนี่ก็จะมาโชพาว โชว์ความบ้าอำนาจว่า " ผมไม่มีสิทธิ์ไปสั่งเธอ ผมมันระดับเดียวกับเธอ และชั้นเป็นรุ่นพี่เธอนะ ชั้นต้องเป็นคนสั่ง "


    ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ไอ้นี่มันโคตรงี่เง่าเลย เรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย มันจะบ้าอำนาจไปไหน ตำแหน่งก็ช่างภาพธรรมดา ถ้าตูทำงานครบสามเดือนก็ตำแหน่งเดียวกับเอ็งละ


    ผ่านไปสามเดือน ผมตำแหน่งเดียวกับมัน มันเริ่มพูดคุยดีกับผมมากขึ้น


    และเมื่อผ่านไป 6 เดือนผมผ่านโปรแกรม AWP ผมตำแหน่งสูงกว่ามัน ทั้งๆที่มันทำมาสามคอนแทรคแล้ว มันพูดคุยกับผมจากหลัง Teen เป็นหน้ามือเลยครับ ซึ่งผมงงว่า เราก็ทำงานเป็นทีมปกติ คนอื่นก็ไม่เห็นจะมีอะไร แต่ท่าทีของมันทำไมเปลี่ยนไปอย่างนี้


    สิ่งที่ผมคิดได้คือ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมของประเทศเค้ามีการแบ่งเป็นวรรณะ นั่นทำให้ชาวอินเดียแต่ละคนที่มาทำงานที่นี่ จะค่อนข้างผลักดันตัวเองให้ตำแหน่งสูงกว่าชาวบ้านเสมอ และอาชีพยอดฮิตมากที่สุดสำหรับชาวอินเดียในเรือสำราญคือ Security Guard


    ผมไม่ได้ว่าชาวอินเดียเลวร้ายทุกคนนะครับ ผมมีเพื่อนชาวอินเดียดีๆอยู่เยอะเหมือนกัน แต่ทัศนคติหลายๆคน ส่วนมากที่ผมรู้จักไม่ค่อยจะตรงกับผมซะเท่าไหร่


    นอกจากนี้ในการทำงานเรือสำราญ จะมีกฏข้อร้ายแรงที่หากคุณฝ่าฝืน หรือทำพลาดคุณจะโดนไล่ออกทันที


    ซึ่งการทำงานพลาด เช่นมาสาย หรือ ทำอะไรพลาดที่ค่อนข้างร้ายแรง คุณอาจจะโดน Warning หรือการตักเตือน หากโดน Warning ครบสามครั้ง คือโดนไล่ออกครับ (ผมไม่เคยได้รับซักครั้งเลยยังไม่ใส่ใจ)


    แต่ข้อที่ห้ามทำเด็ดขาดอย่างแรกคือ การลักขโมย


    เราต้องอาศัยกับเพื่อนร่วมห้องอีกคน เราต้องทำงานกับคนในทีมช่างภาพ เราต้องอาศัยอยู่ด้วยกันภายในเรือ เป็น Family ขนาดใหญ่ หากมีการขโมยเกิดขึ้น แล้วจับได้ ไล่ออกสถานเดียวครับ


    ข้อที่ห้ามทำอีกข้อคือ ทะเลาะวิวาท ถ้าคนในทีมชกต่อยกัน เลือดตกยางออก มีปัญหากันไล่ออกอย่างเดียว ถ้าคุณคิดจะเข้าไปห้ามคนทะเลาะกัน คุณอาจจะโดนลูกหลงไปด้วย แนะนำให้โทรหา Security guard ครับ


    ดังนั้นคุณอาจไม่ได้เห็นการทะเลาะกันของพนักงานในนั้นแน่นอน เพราะแต่ละคนไม่มีใครอยากถูกส่งกลับบ้าน


    แต่มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง Froiland เคยเล่าให้ผมฟัง เค้าทำงานที่นี่มานานมากหลายสิบปีแล้ว (มีช่างภาพอายุ 60 ที่ยังทำงานที่นี่ก็มีนะครับ)
    Froiland เล่าว่าครั้งหนึ่ง เค้ามีเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ภายในทีม เพิ่งมาใหม่คอนแทรคแรก ตัวค่อนข้างโต แต่โดนกดขี่ข่มเหงจากรุ่นพี่ตัวเล็กๆคนหนึ่งที่อยู่คนละชาติ
    คือโดนดุด่าทุกวี่ทุกวัน ทำอะไรก็ผิด โดนว่าเสียๆหายๆ


    เพื่อนฟิลิปปินส์ เก็บแรงกดดันนั้นไว้ สะสมเข้าจนเกิดเป็นความเครียด ไม่โต้เถียงอะไร


    เพื่อนคนนั้นเก็บกดมากขึ้นเรื่อยๆ เถียงก็ไม่ได้ มีเรื่องก็ไม่ได้ ไม่อยากถูกส่งกลับ


    วันหนึ่งเรือจอดที่พอร์ท ทุกคนเดินออกมาเล่นนอกเรือ เพื่อนชาวฟิลิปปินส์คนนั้น เอาผ้าคลุมหัว ดักตีรุ่นพี่ตัวจิ๋วที่กดขี่เค้าซะเละตุ้มเป๊ะ


    รุ่นพี่คนนั้นไม่มีหลักฐาน ไม่มีภาพถ่าย ไม่มีวิดีโอบันทึกเหตุการณ์เพราะเหตุการณ์อยู่นอกเรือ เป็นการทะเลาะกันด้านนอกเรือ ไม่ได้ทะเลาะกันด้านในเรือ หากอยากจับข้อหาทำร้ายร่างกาย ก็ต้องเป็นตำรวจท้องที่ ณ เมืองนั้น


    นอนซมในห้องพยาบาลในเรือ โดยที่ทำอะไรไม่ได้ อยู่ได้สองวันก็ลาออก แล้วไม่กลับมาอีกเลย


    "เรื่องที่อยู่ในเรือ มันก็คือเรื่องที่อยู่ในเรือจริงๆ"


    นอกจากนี้ข้อที่ห้ามทำต่างๆก็มีเช่นห้ามดื่มสุรา ในขณะทำงาน จับได้ก็โดนไล่ออกเช่นกันครับ จบงานคุณสามารถดื่มได้ แต่ตอนทำงาน ห้ามดื่ม และห้ามมี แอลกอฮอล์ ตกค้างในตัวเกินกี่ % ผมจำไม่ได้ ไม่เคยโดนตรวจ และคิดว่าคงไม่ตรวจถ้าคุณไม่ไปก่อปัญหาอะไร


    ...ก็แหมขนาด Tracey ยังเอาตัวรอดมาได้ตั้งนานทั้งๆที่ ภายในเส้นเลือดเธออาจจะเต็มไปด้วย แอลกอฮอล์ก็ได้ 555


    มาต่อที่คนไทยที่อยู่ในเรือบ้าง


    ผมได้รู้จักเพื่อนดีๆเยอะทั้งแผนกเสิร์ฟ หัวหน้าแผนกเสิร์ฟ พ่อบ้านที่เป็นคนไทย คือตอนที่ผมไปแรกๆ ผมเป็นคนไทยคนเดียวในแผนก PHOTO
    ทำให้ไม่มีเพื่อนคุยภาษาไทยเลย


    จนกระทั่งได้มาเริ่มรู้จักว่าใครบ้างที่เป็นคนไทย เหมือนได้เจอเพื่อนอ่ะครับ วิ่งเข้าไปทำความรู้จัก ตกดึกบางครั้งเราจะมีกลุ่มคนไทยนั่งกินข้าวด้วยกัน เราเรียกว่า Thai table คือบางคนทำอาหารกันเอง บางคนเอาอาหารไทยมาจากบ้าน เช่นพวกน้ำพริกต่างๆ บางคนซื้ออาหารด้านนอกมาทำ
    บางคนทำงานใน Dining room วัน Formal night เอาล็อบสเตอร์ มาแจกให้ผมกินบ่อยๆก็มี


    พวกเค้าทั้งหลายมีพระคุณกับผมมากๆครับ อยู่รอดแบบไม่อดอยากตาย เพราะกรุปคนไทยเหล่านี้เลย


    ผมเป็นคนที่ติดการกินอาหารไทยมาก คือเราชอบรสชาติไทยๆอ่ะ ชอบเผ็ดๆ เปรี้ยวๆ ส้มตำ ต้มยำ แนวๆนี้อ่ะครับ


    มาอยู่นี่เจอสปาเกตตี้ สเตค อาหารรสชาติอินเดียบ้าง แบบเอียนมาก น้ำหนักร่วง กินได้นิดเดียวอิ่ม


    มื้อดึกกับคนไทยนี่เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ชั้น 7


    บางทีเรือจอดที่ Cozumel ที่นั่นจะมีร้านอาหารไทยอยู่ ผมออกไปกินทุกครั้งที่เรือจอด กระเพราะหมูสับ จานละ 300 นี่ผมจ่ายแบบไม่คิดอะไรเลย คือมันต้องกินน่ะครับ อยากมาก หมดมื้อเป็นพันก็เคย กับอาหารไทยไม่กี่อย่าง


    จริงๆเรื่องราวระหว่างเพื่อนร่วมงาน ทั้งเรื่องดีๆและแย่ๆ ก็ยังมีอีกเยอะ แต่ส่วนมากผมจะจำได้แต่เรื่องดีๆมากกว่า เลยไม่รู้จะเล่าเรื่องแย่ๆยังไง (แย่สุดก็คงนาย A นั่นแหละ 555)

  14. #39
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    ก่อนจะเข้าเรื่องลูกค้า ขอแวะอีกนิด


    เนื่องจากเราทำงานร่วมกับหลายเชื้อชาติ ดังนั้นผู้ที่ถูกนินทา ย่อมไม่มีในโลก 555


    เวลาเราอยู่กับกลุ่มคนไทยด้วยกัน นั่งกินข้าวด้วยกันกับชาติอื่นๆ แล้วเราจะพูดถึงคนข้างๆที่เป็นชาติอื่นเราจะมีศัพท์เรียกเฉพาะครับ
    เช่นถ้าเราจะเรียกคนฟิลิปปินส์ เราจะเรียกว่า "ผิน"
    เราจะเรียกคนอินโดว่า "อิเหนา"
    เราเรียกอินเดียว่า "แขก"
    เราเรียกคนอิตาลีว่า "เลี่ยน"


    อารมณ์คล้ายๆเราเรียกญี่ปุ่นว่า "ยุ่น" น่ะครับ


    เป็นเรื่องธรรมดานะผมว่า เพราะบางทีผมนั่งอยู่กับกลุ่ม "ผิน " เค้าก็คงมีศัพท์เฉพาะเวลาจะพูดถึงคนไทยอย่างเรา โดยไม่ใช้คำว่าไทยให้เรารู้ตัวหรอก 555


    อ่ะ ....เข้าเรื่อง


    ผมไม่ค่อยมีปัญหากับลูกค้ามากนัก แต่ต้องยอมรับว่า ลูกค้าที่นี่ เราต้องเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ คือเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องคิดก่อนทำเสมอ เวลาทำงานพูดง่ายๆคือมีสติตลอดเวลา คิดก่อนพูด ไม่งั้นอาจนำพาเราไปสู่ปัญหายุ่งยากได้


    "ลูกค้าคือพระเจ้า" คำกล่าวยอดฮิต ที่มันใช้จริงสำหรับที่นี่


    ปัญหาที่เราพบบ่อยสุดๆในแผนก PHOTO คือการที่ลูกค้าแอบเอาโทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพที่เราแปะไว้ใน แกลลอรี่


    เราปรินท์รูปเป็นหมื่นรูปแปะไว้ที่แกลลอรี่ ลูกค้าชอบภาพ แต่ไม่อยากซื้อกลัวเปลืองเงิน ดังนั้นจึงแอบเอากล้องมาถ่ายที่ตัวรูปภาพ มันเหมือนการละเมิดลิขสิทธิ์ นั่นแหละครับ เรามีป้ายแปะว่า ห้ามใช้กล้องทุกชนิดถ่ายภาพที่รูปภาพ แต่ก็ยังไม่วายโดนอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นพนักงานต้องคอยเดินไปเตือนลูกค้า


    แต่ปัญหานี้เจอทุกครูส บ่อยมากด้วย เพราะเค้าไม่ต้องการเสียเงินซื้อภาพครับ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ขโมยภาพ หลายครั้ง ซึ่งเราต้องวิ่งไปบอกเค้าว่า คุณต้องจ่ายเงิน ภาพพวกนี้ไม่ใช่ของฟรี


    ส่วนมากจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เราเจอบ่อย แอบให้เพื่อนมาขโมยบ้าง แอบเอาใส่ในเสื้อ แอบเนียนหลายวิธีมาก


    ผมเคยเจอเหตุการณ์แปลกๆอยู่หลายเหตุการณ์ ขอยกตัวอย่างซักหน่อย


    มีลูกค้าหญิงชาวจีนสองคน น่าจะเป็นคุณแม่กับคุณลูก เดินผ่านผมไปและถือรูปภาพไว้ในเมือ ผมเลยบอกเค้าว่า
    "แคชเชียร์อยู่ตรงนั้นนะครับ คุณลูกค้าเดินไปจ่ายค่าภาพที่ตรงนั้นได้เลย" ลูกค้ายิ้มๆ ผงกหัวแล้วเดินไป


    ผ่านไป 20 นาที Tracey มาเจอผมพอดี เค้าถามผมว่า มีครอบครัวผมมาเที่ยวครูสที่นี่ด้วยหรอ


    ผมตอบเค้าว่าไม่มี จะเป็นไปได้ยังไง ถ้าผมพาครอบครัวมานี่ ผมพามารู้จักทุกคนอยู่แล้ว (คุณสามารถซื้อตั๋วราคาพิเศษ พาครอบครัวมาเที่ยวได้ด้วยนะ แต่เฉพาะตั๋วเที่ยวในเรือนะครับ ค่าเครื่องบินออกกันเอง)


    Tracey บอกว่า ก็เมื่อกี๊เจอคนหน้าจีนๆ ผู้หญิงสองคน แอบถือรูปภาพเดินออกไป พอ Tracey เข้าไปท้วงว่าต้องจ่ายเงิน เค้าก็บอกว่าเป็นญาติกับ Jendee ต้องได้ภาพฟรีสิ !!


    Tracey เลยบอกว่า ต่อให้เป็นญาติก็ต้องจ่ายเงิน สองสาวเลยยอมคืนภาพให้








    ..............ไม่เนียนเลยเจ๊ !!! ผมไปเป็นญาติกับเจ๊ตอนไหนค้าบบบบ




    อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เจอ


    มีคุณนายชาวอินเดียคนหนึ่ง หอบรูปภาพมาเป็นตั้ง น่าจะเยอะมาก ทั้งภาพเดี่ยวและครอบครัว นางแอบเนียนถือเดินออกไปนอกแกลลอรี่ ทื่อๆ เสียงสัญญาณเตือนดัง (เหมือนเวลาซื้อของห้าง แล้วเดินผ่านเครื่องตรวจจับที่ดัง ตื้ดๆ นั่นแหละครับ)


    พวกเราวิ่งเข้าไปท้วง นางก็บอกว่า จะไปตามสามีมาจ่ายตัง บัตรเครดิทอยู่ที่สามี เราเลยบอกว่า งั้นเอาภาพฝากไว้ที่เราก่อนนะครับ ไว้พร้อมแล้วเรียกมาได้เลยครับ นางก็เลยวางภาพไว้ที่แคชเชียร์ หลังจากนั้น วิ่งไปตามสามีมา


    พอมาถึงตรงแคชเชียร์ นางก็เลือกภาพซักพัก แล้วบอกว่าเดี๋ยวกลับมาดูอีกทีดีกว่า ตัดสินใจไม่ถูก ขอเอาไปวางคืนไว้ที่เดิม ว่าแล้วก็แบกภาพ หอบไป หอบไป.....แล้วเดินผ่านแกลลอรี่ออกไปทื่อๆอีก


    เพื่อนก็วิ่งไปตามอีกรอบ นางก็เอ๋อๆ บอกเอ้อลืมวางๆ โทษทีนะ (เพิ่งพูดผ่านไปไม่ถึง สามนาที ไม่เนียนเล้ยยยย)


    เดินออกไปเสร็จ ไปตามหลานสาวมา บอกว่าหลานอยากดูรูป นางก็ยืนกับหลานเป็นชั่วโมง จังหวะชุลมุนช่วงลูกค้าวุ่นๆ นางให้หลานเอารูปเดินออกไปข้างนอกอีก ทีมงานตาดี เห็นก็วิ่งไปตาม นางก็แก้ตัวแทนหลานว่าหลานคงไม่รู้เรื่อง


    นางเปลี่ยนแผนไปเรื่อยๆ ถึง 6 รอบ คือบางทีช่วงแกลลอรี่วุ่นๆนี่ เราจะมองไม่ทันเลยนะครับ (นึกภาพ 7/11 ในช่วงคนเยอะๆ วุ่นวาย หากมีใครหยิบน้ำหรือขนมซักห่อ เดินเนียนออกไปทื่อๆโดยไม่จ่ายตังค์ พนักงานอาจมองไม่ทันก็ได้ )


    นางพยายามอย่างมากในการจะขโมยภาพ จนเพื่อนผมทนไม่ไหว บอกเลยว่า ถ้าเห็นว่าภาพออกนอกแกลลอรี่ โดยที่ยังไม่ได้ชำระเงิน ทางเราจะเรียก รปภ. มาคุมตัวคุณแล้วนะ นางจึงยอมซื้อภาพเราไป 1 ภาพถ้วน เพี้ยนเพลีย




    นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์แปลกๆหลายอย่าง ซึ่งในฐานะพนักงานเราต้องเอาให้อยู่ บางลูกค้าเดินมาแซงคิว ตัดหน้าคนอื่นแบบไร้มารยาทก็มี ซึ่งถ้าเป็นคนไทย บางคนอาจจะไม่ทักท้วง แต่ลูกค้าที่นี่เค้าจะท้วงกันทันที ว่าเค้ามาก่อนคุณต้องไปต่อคิว


    แต่ถ้าลูกค้าบางคนไม่ทักท้วง เราก็ต้องเป็นฝ่ายท้วงแทน ไม่เช่นนั้นความซวยอาจมาอยู่ที่เรา เพราะเค้าอาจจะ complain เราได้ว่าปล่อยให้ลูกค้าแซงคิว


    เราก็ต้องบอกเค้าอย่างสุภาพว่า "แถวอยู่ด้านนั้นนะครับ รบกวนคุณพี่ต่อแถวซักครู่นะครับ ใช้เวลาไม่นาน เดี๋ยวผมบริการให้พี่เองครับ"


    ผมเคยเจอเคสหนักๆเคสนึงที่จำได้แม่นเลย


    ลูกค้าเป็นชายชาวรัสเซีย ซึ่งมีลูกสาวอายุ 4 ขวบ น่ารักมากจนผมรู้สึกว่าน้องเค้าเป็นดาราได้เลย คือหน้าสวยมากกกกกกกกกกกก ก.ไก่ล้านตัว


    เป็นเด็ก 4 ขวบ ที่หน้าตาสวยงามราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆเลยล่ะ


    เด็กสาวคนนั้น ไม่ว่าใครถ่ายภาพก็ออกมาดุจราวนางฟ้าตัวน้อย คือหน้านิ่งๆ ยิ้มนิดๆ จับโพสต์ท่าไหนก็ดูดีไปซะหมด


    วันหนึ่งคุณพ่อของเด็กมาซื้อภาพกับผม เป็นภาพไซส์เล็กๆใบนึง และผมเองก็ไม่รู้ว่าคุณพ่อชาวรัสเซียคนนี้ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้


    ผมถามคุณพ่อว่า "นี่ใช่การซื้อครั้งแรก หรือเปล่าครับ"


    "No" เค้าตอบ
    "ถ้างั้นผมขอบัตรสะสมแต้มด้วยครับ"
    " ไม่มี "


    คือตอนนั้นผมคิดได้ สองอย่างว่า พนักงานที่ขายคงลืมให้ หรือไม่เค้าก็อาจจะซื้อภาพเป็นครั้งแรก


    ผมขอดูบัตร Sail & Sign card (เป็นบัตรใช้จ่ายภายในเรือ ที่ทุกคนหรือแม้แต่พนักงานก็ต้องมี)


    ผมเช็ครหัสของเค้าดู แล้วปรากฏว่า ไม่เห็นรายการซื้อขายใดๆทั้งสิ้นในแผนก PHOTO


    นั่นหมายความว่านี่น่าจะเป็นการซื้อภาพครั้งแรกของเค้า


    ผมเลยบอกเค้าว่า ผมไม่เห็นรายการซื้อขายใดๆทั้งสิ้นก่อนหน้าเลย ดังนั้นผมจะให้บัตรสะสมใบใหม่กับคุณนะครับ ถ้ารอบหน้าแวะเวียนมาใช้บริการอีก นำบัตรสะสมแต้มนี้มาด้วยนะครับ


    คุณพ่อชาวรัสเซีย โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เอามือทุบโต๊ะ พยายามบอกผมว่า นี่ไม่ใช่การซื้อภาพครั้งแรกของเค้า


    เค้าโวยวายด่าผมเป็นภาษารัสเซีย ซึ่งผมฟังไม่ออก พนักงานที่อยุ่แถวนั้นหลายๆคน พยายามบอกให้เค้าใจเย็น ลูกค้าแถบนั้นงงเป็นแถบ


    ผมไม่รู้จะทำยังไง เพราะผมเช็ครหัสเค้าก็ไม่เห็นรายการซื้อขาย พยายามพูดกับเค้าดีๆ เค้าก็บอกว่าไม่ได้ซื้อครั้งแรก ถามว่าเค้าซื้อกับใครมาก่อนหน้า เค้าก็จำไม่ได้


    เหตุการณ์กำลังอึมครึม ภรรยาเค้าเดินมาเห็นเข้าเลยรีบวิ่งมา พร้อมกับเอาบัตรสะสมแต้มมาให้ผม






    คือ.......การซื้อก่อนหน้านั้น ภรรยาเป็นคนซื้อภาพไว้ ดังนั้นเลขรหัสจึงเป็นของภรรยา


    เรื่องราวมันบานปลายจนเค้าหงุดหงิดเหตุเพราะเราสื่อสารกันลำบาก เพราะเค้าพูดอังกฤษแทบไม่ได้




    ผมมักโดนลูกค้าถามบ่อยมากในวันสุดท้ายของครูสว่าทำไมไม่ลดราคาภาพ วันสุดท้ายน่าจะมีลดราคาแบบครึ่งราคาอะไรประมาณนี้


    จริงๆที่ทางบริษัท ไม่มีการลดราคาสำหรับรูปภาพเลยเป็นเพราะว่า ถ้าทำแบบนั้นจะมีปัญหาแน่นอนกับคนก่อนหน้าที่ซื้อภาพไปวันแรกๆ


    และถ้าทำบ่อยๆเข้า จะไม่มีคนซื้อรูปภาพเลย จะมีก็แต่วันสุดท้ายที่จะขายภาพได้


    ทางบริษัทเค้าคำนวนมาทุกอย่างแล้วครับ ว่าทำอะไรแบบไหนถึงจะทำกำไรได้สูงสุด เค้ามีการทดลองตลอดเวลา


    เรือบางลำขายภาพถูกหรือแพงกว่าเรือลำอื่นๆ เพราะเค้าต้องการเช็คว่าแบบไหนจะขายได้มากกว่ากัน


    บางลำมีแพคเกจสำหรับการซื้อเป็นแพคเกจ แต่บางลำกลับไม่มี


    ทางบริษัทก็จะคำนวนว่าวิธีไหนทำกำไรเข้าบริษัทมากกว่ากัน




    ส่วนมากวันสุดท้ายลูกค้าจะถามว่า รูปภาพพวกนี้พวกผมจะเอาไปทำอะไร เอาไปทิ้งงั้นหรอ


    ผมมักจะตอบติดตลกว่า


    "ผมเอาไปเก็บไว้ในห้องของผม ผมจะได้เห็นหน้าพวกคุณทุกๆคืนไง"


    หรือบางทีผมก็เนียนๆไปว่า


    "จริงๆแล้วเราส่งให้กับ นิตยสาร FHM ครับ ให้เค้าไปทำเป็นปกแมกกาซีน"


    "ล้อเล่นนะครับ พวกเรารีไซเคิลกระดาษครับ"

  15. The Following User Says Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    Bordeaux (9th November 2018)

  16. #40
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    ช่วงเวลาก่อน Sign off เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า เหตุการณ์ผ่านไปแบบเนือยๆ อารมณ์คิดถึงบ้านมันคุกรุ่นอยู่ข้างในใจ จังหวะนั้นเองผมรู้จักกับพี่คนนึงซึ่งเป็นช่างภาพไทยทำงานที่ Carnival เช่นเดียวกัน แต่เราอยู่เรือคนละลำกัน


    ขอแทนชื่อพี่เค้าว่า JR ละกันครับ พี่ JR เป็น AWP เหมือนผม แต่ต้องมาเข้า College อีกครั้งของ Bojan เพราะ College ที่พี่เค้าเคยเข้ามันนานมาแล้ว เป็นหลักสูตรเก่า เลยต้องมาเข้าอีกรอบ เพื่อปรับหลักสูตรใหม่ (มีสอนเพิ่มเติมเรื่องวิดีโอ)


    ทีนี้ในวันที่พี่เค้าจะต้องสอบภาคปฏิบัติ เหมือนที่ผมเคยไปถ่ายที่ Carnival Magic เพียงแต่พี่เค้าจะต้องมาถ่ายที่ Carnival Pride ตอนที่พวกเราไปจอดที่ Cozumel


    นั่นคือผมจะได้เจอรุ่นพี่ช่างภาพคนไทยแล้ว เย้ !!!


    วันที่ได้เจอกันผมถ่าย Gangway เสร็จ ช่วงพักปรากฏว่านายแบบที่จะมาคู่นางแบบเม็กซิกันนั้นขาดหนึ่งคน Bojan เลยให้ผมเป็นนายแบบแทนคนที่ขาดซะเลย


    (เอ้อ ดี อยู่เรือมาจนจะจบคอนแทรค ไม่มีรูปเท่ๆเฟี้ยวๆในเรือบ้างเลยนี่หว่า ถ่ายให้แต่คนอื่น 555)


    หลังจากนั้นเรามีเวลาว่างกันซักพัก ผมเลยพาพี่ JR เดินสำรวจบ้านผม (ผมเรียกเรือ Carnival เหมือนเป็นบ้านหลังหนึ่งเลยครับ เพราะกิน นอน อยู่นั่นตลอดเวลา)


    เดินพาสำรวจมุมสวยๆที่น่าถ่าย ถึงเวลาสอบพี่ JR จะได้ประหยัดเวลาอีกเยอะ


    จบวันเราร่ำลากัน ซักวันนึงเราคงได้เจอกันอีก แม้ผมจะยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ก็เถอะ แต่ผมเชื่อว่า คนเราถ้าได้เจอกันซักครั้งนึงแล้ว คงไม่แคล้วได้เจอกันอีกอยู่ดี


    ผ่านไปไม่นานนักพี่ JR ก็ส่งรูปมาให้ ขอบพระคุณรุณช่องมากมายครับ

    Name:  o74v31my2HnLT1jKGx1-o.jpg
Views: 262
Size:  125.3 KB

  17. The Following User Says Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    Bordeaux (9th November 2018)

  18. #41
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    ภาพตัวอย่างที่พี่เค้าเปลี่ยนจากซอมบี้ให้เป็นมนุษย์


    ผมนับวันถอยหลังที่จะได้กลับทุกที เวลามันช้าจริงๆนะ ต้องเป็นคนที่เคยสัมผัส จะเข้าใจเลยว่าเดือนสุดท้ายนี่มีใครบางคนโกงเวลาโลกหรือเปล่าฟะ เหมือนมันช้ากว่าปกติมากเลย


    ในขณะนั้นเอง Mirjana ที่ Sign off ไปพักเบรคนอนกลิ้งอยู่บ้าน ก็ได้กับมาเป็น Manager ที่นี่อีกครั้ง ส่วน Mac ก็ Sign off ไปแทน


    พวกเรากอดคอปาร์ตี้กันอีกครั้ง Mirjana บอกว่าภูมิใจในตัวผมมาก เพราะผมได้อันดับ 1 จาก AWP นอกจากนี้ภาษาอังกฤษผมแข็งแรงขึ้นจากเดือนแรกเยอะ เราคุยกันถูกคอมากขึ้น เพราะตอนนี้ภาษาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปแล้วสำหรับผม (พูดง่ายๆคือตอนนี้ผมดูหนังโดยไม่เปิดซับ ได้แล้วฮับ แถมยังพูดคล่องขึ้นเยอะ )


    8 มกราคม 2015 มันเป็นวันพิเศษวันหนึ่ง แต่มันก็เหมือนวันธรรมดาทั่วไป เป็นวันที่ผมทำงานไปปกติ ในใจคิดถึงบ้าน ว่าไกล้จะได้กลับบ้านแล้วนะ


    ตกเย็นหลังเลิกงาน Mirjana ใช้งานให้ผมเอาขยะไปทิ้งในห้องขยะ ใช้ผมไปเอาของขึ้นมาใน LAB ผมก็ทำงานตามหน้าที่ไปปกติ เสร็จแล้วก็ขึ้นลิฟต์ เปิดประตูเข้า LAB มา...




    มืด..... มองอะไรไม่เห็น




    จนกระทั่งแสงสีส้มเล็กๆ ค่อยๆ โผล่มาจากมุมห้องอีกฟากหนึ่ง พร้อมเพลงที่คนทั่วโลกร้องได้




    Happy birth day to you....


    เพื่อนทุกคนค่อยๆ เดินออกมาจากมุมห้อง เสียงเพลงร้องพร้อมกัน Mirjana ถือเค้กมาให้ผม บนหน้าเค้กเขียนคำว่า


    "because you deserve it"


    ผมเอ๋อแดรกไปสามวิ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครจัดงานให้


    Tracey วิ่งเข้ามากอด เพื่อนทุกคนเดินมาแสดงความยินดี เราปาร์ตี้กันใน LAB ก่อนที่จะไปต่อกันที่ crew bar


    เป็นอีกวันที่เมาปลิ้น และมีความสุขมากกกกกก....




    ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่จะ Sign off ผมมานั่งนึกว่านี่ก็จะครูสสุดท้ายแล้ว เราก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันนะ เราเดินทางมาหลายที่ในช่วง 8 เดือนนี้ ไม่ว่าจะเป็น Baltimore,Nasau,Free port, Port Canaveral , Half moon cay ,Grand turk , Grand cay man,Tampa,Costa maya , Belize, Cozumel, Isla Roatan,Miami etc.


    เราพบเจออะไรต่างๆมากมาย 8 เดือนที่นี่ ความรู้สึกเหมือนใช้ชีวิต 3 ปี ในเมืองไทย


    ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากมายจริงๆ


    มานั่งนึกดูที่นี่ก็มีอะไรแปลกๆเยอะนะ


    มีปาร์ตี้ตลอดและกิจกรรมตลอดทั้งเดือนทั้งปีให้พนักงานตลอด ไม่ว่าจะเป็นแข่งบิงโกทุกเดือน ปาร์ตี้อาหารนานาชาติ ปาร์ตี้แต่งตัวแฟนซี ปาร์ตี้สลับชุดแต่งตัว (คือมีกิจกรรมทุกสัปดาห์ตลอดทั้งเดือน อยู่ที่ว่าเราสนใจจะเข้าร่วมกิจกรรมอะไรบ้าง)

    Name:  o74wabn2u03GEy9PxK0-o.jpg
Views: 259
Size:  69.6 KB

    ภาพตัวอย่างปาร์ตี้พรมแดงที่ผมไปมา




    ที่เรือมีคาสิโน มีเกมเซ็นเตอร์ มีบาร์หลายแห่ง มีห้องอาหารหลายห้อง มีซูชิบาร์ มีตู้จับไอโฟน และยังมีตู้ตกเงินแบบนี้ด้วย เอาเข้าไป !!!


    Name:  o74wegbx9pTaSkvtH5y-o.jpg
Views: 262
Size:  103.9 KB

  19. The Following User Says Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    Bordeaux (9th November 2018)

  20. #42
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    ผมเจอคนชื่อแปลกๆมาจากทั่วโลก แต่ที่แปลกที่สุดที่เคยเจอในชีวิต เห็นจะเป็นเธอคนนี้ เธอชื่อ ABCDE


    Name:  o74wh8n87Lz8yDp89y0-o.jpg
Views: 262
Size:  61.7 KB


    อ่านว่า "แอ๊บ - ซี - ดี้" (คือถ้า ABCDEF ก็คงเป็น "แอ๊บซีเด๊ฟ" สินะ)


    พอมานอนคิดดู ผมเคยได้แชมป์ตีปิงปองที่นี่ด้วย ตอนเข้าร่วมแข่งตีปิงปอง (จำเรื่องโรงแรมในไมอามี่ที่เราพักมีโต๊ะปิงปองที่ผมเล่าให้ฟังได้มั๊ยครับ) ที่นี่กีฬาปิงปองเป็นสิ่งโปรดปรานของพนักงานหลายคนครับ และแน่นอน ผมได้แชมป์ 555

    Name:  o74wn5ryw6ogI1b71Hx-o.jpg
Views: 258
Size:  85.7 KB

    แล้วพอมาลองคิดดูอีก ผมเคยเจอชาว Zimbabwe ที่เป็นพนักงานที่นี่ถามผมเรื่องชื่อของผม
    ผมก็เลยบอกเค้าไปว่าชื่อ Jendee (เจนดี) พวกเค้าฮากันยกใหญ่


    เค้าถามผมว่าชื่อผมออกเสียงว่า Jendee จริงๆน่ะหรอ
    ผมตอบว่าใช่ เจนดี ชื่อตูเอง แล้วพวกเค้าก็ฮากันอีกรอบ


    หลังจากผมรู้ความหมาย ทุกครั้งที่ผมเจอชาว ซิมบับเวย์ ผมจะเข้าไปทักเค้าทุกครั้งว่า "My name is Jendee" พร้อมกับเอานิ้วชี้ที่ป้ายชื่อผม หลังจากนั้นการสนทนาสุดฮาต่างๆจะตามมาเอง


    ........ใช่ครับ การออกเสียงว่าเจนดี ในภาษา ซิมบับเวย์ แปลว่า "ไข่หรรม" .........

    ผมหลับตาลง นั่งนึกถึงเรื่องเก่าๆ ครูสสุดท้ายผ่านไปเร็วกว่าที่คิด เพราะเราต้องทำเรื่อง Sign off มันเลยวุ่นวายจนเวลาผ่านไปเร็ว


    Mirjana พาผมแวะไปกินร้านอาหารไทย ตอนเราแวะที่ Grand Cayman เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง เรื่องประวัติของเธอ เรื่องเล่าของผม เป็นมื้ออาหารที่รสชาติธรรมดา แต่เรื่องราวต่างๆที่พูดคุยกันทำให้อาหารรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ


    ส่วน Mirjana สั่งอาหารไทยที่นางชอบเป็นพิเศษ




    ......ผัดไทย


    ผมเล่าให้ Mirjana ฟังว่า ผมถาม Bojan ว่าชอบอาหารไทยอะไรมากที่สุด Bojan เล่าว่า ตอนเค้ามาเที่ยวไทย เค้ากิน ผัดไทย ทุกมื้อทุกเวลาตลอดสัปดาห์แรก ก่อนจะค่อยเริ่มลองทานอะไรอย่างอื่น แต่คือมาเมืองไทย ต้องจัดผัดไทยก่อนเลยให้หายอยาก


    ........พวกเอ็งยังไม่รู้จักอาหารไทยดีพอ (ผมคิดในใจ)




    ครูสสุดท้ายเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด พอเข้าสู่วันสุดท้าย อารมณ์ของผมมันก็พองโต วินาทีที่เลิกงานแล้วคุณกด Clock out พอ Manager สั่งว่า ไปเก็บของได้แล้วเท่านั้นแหละคุณเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย !!!!


    อย่าให้สาธยายคำพูด มันเหมือนคนจบปริญญาแล้วโยนทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นฟ้า เหมือนเด็กวัยรุ่นเรียนวันสุดท้ายแล้วรู้ว่าพรุ่งนี้จะได้ปิดเทอมแล้ว


    แต่นี่มันยิ่งกว่านั้น เราจากบ้านมาทำงาน 8 เดือนเต็ม คุณเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย (อีกรอบ)


    คืนสุดท้าย ผมแพคกระเป๋าเสร็จ ผมไม่นอนเลยครับ ไปนั่ง crew bar ดื่มกับเพื่อนทุกคน ชนแก้วกับทุกแผนก พรุ่งนี้เราจะได้กลับบ้านแล้ว


    ลากยาวจนถึงเช้า สำรวจของว่าไม่ลืมอะไร ตอนที่จะเดินออกจากเรือ มีพนักงานจากแผนกอื่นๆหลายคนที่ sign off วันนี้ เราคุยกันเฮฮา ใครเดินผ่านแล้วรู้จักเราก็กอดกัน ร่ำลากัน รอยยิ้มอยู่ทุกที่จริงๆวันนี้


    วินาทีที่ขึ้นรถบัสไปสนามบิน เรามองออกไปนอกหน้าต่าง สัมผัสบรรยากาศจากแสงอรุณในตอนเช้า แสงส้มทองๆ อากาศเย็นๆ แล้วความคิดในห้วงเวลานั้นมันเหมือนฝันไป เราไม่รู้ว่าอย่างไหนจริงหรือฝันกันแน่ เราทำงานมายาวนาน แต่จะว่าไปมันก็เป็น 8 เดือนที่เร็วเหมือนกันนะ คือเรากำลังจะได้ขึ้นสนามบินกลับบ้านแล้ว กลับไปพักร้อน ความคิดล่องลอยไป เหมือนความสุขมันกำลังเต้นระบำ


    ถ้าเป็นหนังก็แพนกล้องมาที่ตัวเอกกำลังนั่งริมหน้าต่างอยู่ในรถบัส มองแสงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนที่กล้องจะแพนออกไปนอกหน้าต่างช้าๆ แล้วขึ้นสูงเหนือท้องฟ้า ก่อนที่ภาพจะค่อยๆจางไป และเครดิทตอนท้ายก็เลื่อนขึ้นมา

  21. The Following User Says Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    Bordeaux (9th November 2018)

  22. #43
    Join Date
    Jan 2009
    Posts
    100
    Thanks
    0
    Thanked 85 Times in 56 Posts
    Rep Power
    11

    Default

    จบแล้วนะครับผม ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามจ้า


    สำหรับ FB ผม เผื่อใครอยากแอดมาคุยงานคุยเล่นสอบถาม บลาๆๆ ก็แอดมาได้นะครับ


    https://www.facebook.com/demonyok หรือเสิร์ชชื่อผม Jendee Sitthiphoksomboon


    Line : DemonYok


    ฝันดีสำลีแปะดากเด้อ

  23. The Following 2 Users Say Thank You to DemonYok For This Useful Post:

    Bordeaux (9th November 2018), sombutp (24th September 2018)

  24. #44
    Join Date
    Mar 2012
    Posts
    20
    Thanks
    0
    Thanked 1 Time in 1 Post
    Rep Power
    0

    Default

    ชีวิตน่าจะมีสีสันไปอีกแบบ เก็ยเกี่ยวประสบการณ์เต็มที่

+ Reply to Thread
Page 3 of 3 FirstFirst 123

Tags for this Thread

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may post new threads
  • You may post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •