Review ล่าสุด

 



+ Reply to Thread
Results 1 to 5 of 5

Thread: เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 7 พื้นฐานการจัดการสีภาพ Color Management

  1. #1
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 7 พื้นฐานการจัดการสีภาพ Color Management



    พื้นฐานการจัดการสีภาพ Color Management

    (บทความนี้ควรดูด้วย Firefox หรือ Safari เท่านั้นเพราะรองรับ Color Profile จะเห็นความแตกต่างของสีในแต่ละ Color Profile ส่วน IE และ Googlechrome ไม่เหมาะกับการดูบทความนี้)

    ความสว่างและสีสันของภาพในทางวิทยาศาสตร์นั้นสามารถวัดค่าและกำหนดได้ เช่น สีเทา 18% (สะท้อนแสง 18%) จะมีค่าความเข้ม(Density) อยู่ที่ 0.74 ส่วนขาว(Hilight)มีค่าความเข้มอยู่ประมาณ 0.1+ความเข้มของส่วนขาวที่สุดของวัสดุที่ใช้ในการแสดงภาพ ส่วนเงา(Shadow) จะมีค่าอยู่ที่ประมาณ 30% ของความดำสูงสุดของวัสดุที่ใช้ในการแสดงภาพเป็นต้น ซึ่งตัวเลขข้อกำหนดเหล่านี้เป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับบุคคลทั่วไปที่จะใช้หลักเกณฑ์นี้ในการดูภาพ(แต่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับวิทยาศาสตร์การถ่ายภาพเพื่อการกำหนดมาตรฐานของภาพถ่าย) การ “ใช้ตาดูแล้วประเมินตามความเหมาะสม” จึงเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งจะทำให้นักถ่ายภาพทั่วไปที่พอรู้หลักเกณฑ์จะสามารถนำไปใช้งานและกำหนดมาตรฐานคร่าวๆ ได้ สำหรับภาพดิจิตอลซึ่งแสงถูกแปลงออกมาเป็นข้อมูลตัวเลข 1 กับ 0 เราคงไม่สามารถดูตัวเลขเหล่านั้นแล้วบอกว่ามันคืออะไรเหมือนในหนังเรื่อง The Matrix จำเป็นต้องแปลงข้อมูลนั้นให้เป็นภาพถ่ายบนวัสดุตัวกลางโดยผ่านระบบพิมพ์(หรืออัดขยาย)ภาพ หรือภาพบนจอมอนิเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นจอแบบ LCD LED หรือ CRT เพื่อให้เราสามารถเห็นได้ว่า ข้อมูลดิจิตอลเหล่านั้น มันคืออะไร


    ปัญหาคือ ระบบแสดงภาพดิจิตอลมักให้ภาพที่แตกต่างกันแม้จะมาจากต้นฉบับเดียวกัน เราจะเห็นเสื้อสีแดงในจอโทรทัศน์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อมีสีต่างกัน เราจะเห็นว่าเมื่อเรานำภาพดิจิตอลไปอัดขยายที่ร้านอัดภาพ รูปจะไม่ตรงกับที่เราเห็นหลังจอกล้องและก็ไม่เหมือนกับภาพที่จอคอมพิวเตอร์ของเราด้วยเช่นกัน ภาพเดียวกันอัดขยายที่ร้านเดียวกันแต่ต่างเครื่องต่างกระดาษกันจะให้ภาพต่างกันด้วย เวลาเราไปเลือกจอทีวีที่ห้าง จะเห็นว่าจอทั้งหมดที่เรียบกันนับร้อยจอนั้นให้ภาพที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับภาพที่เห็นในอินเตอร์เนทระหว่างผู้ดูและผู้โพสภาพมักไม่ตรงกัน







    ภาพที่เห็นในอินเตอร์เนทระหว่างผู้ดูและผู้โพสภาพมักไม่ตรงกัน เป็นปัญหาจากระบบการจัดการสีอันเป็นหัวใจสำคัญของระบบภาพดิจิตอล


    ปัญหาการแสดงภาพให้เหมือนกันทั้งหมดจึงเป็นปัญหาใหญ่ของการถ่ายภาพดิจิตอล เพราะเราดูภาพจากอุปกรณ์แสดงภาพที่ให้ภาพไม่เหมือนกัน (เป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากสมัยฟิล์มที่ฟิล์มแต่ละยี่ห้อ กระดาษอัดขยายภาพ เครื่องอัดขยายภาพ แต่ละยี่ห้อจะให้ภาพต่างกัน) ปัญหาการแสดงภาพไม่ตรงกันสร้างปัญหาในการถ่ายภาพด้วยเช่นกัน เช่น เราวัดแสงได้ถูกต้อง แต่จอภาพแสดงภาพมืดเกินไป เราอาจจะเข้าใจผิดว่าเราถ่ายภาพอันเดอร์ จึงแก้ด้วยการถ่ายภาพให้สว่างขึ้น เมื่อเรานำภาพไปใช้งานด้วยเครื่องพิมพ์หรือจอภาพที่ปรับได้ให้ได้มาตรฐาน ภาพทั้งหมดที่ถ่ายมาจะโอเวอร์ หรือมอนิเตอร์สีเพี้ยนออกไปทางน้ำเงิน เราจะเห็นภาพออกสีน้ำเงิน เราก็จะปรับกล้องให้ออกเหลืองเล็กน้อย(หรือปรับภาพในโปรแกรม) ทำให้เมื่อนำภาพไปใช้งานสีจะออกเหลือง เป็นต้น ความผิดเพี้ยนนี้เกิดขึ้นแม้ขณะถ่ายภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบดูภาพจากมอนิเตอร์หลังกล้องไม่ดูจาก Histogram มอนิเตอร์หลังกล้องส่วนใหญ่ไม่สามารถแสดงสีให้ตรง






    มอนิเตอร์หลังกล้องใช้ในการปรับตั้งการทำงานและดูความคมชัดของ ภาพเป็นหลัก
    ส่วนสีสันและความสว่างไม่ควรยึดถือนัก เพราะจอหลังกล้องมักไม่สามารถแสดงภาพได้มาตรฐานและยังมีเรื่องความสว่างและ สีของแสงภายนอกรบกวนการดูภาพอีกด้วย










    ความผิดเพี้ยนของสีที่จะกิดขึ้นสามารถคาดเดาได้โดยใช้ดาวแห่งสีดังภาพ
    หากเราไม่ปรับตั้งจอภาพให้ได้มาตรฐานเป็นไปได้ยากในภาพรวมที่จะได้ภาพถูกต้องเมื่อนำไปใช้งาน
    จึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานของสีขึ้นมาเพื่อให้สามารถเห็นและปรับตั้งได้ตรงกัน
    หากเราสามารถปรับตั้งระบบสีได้มาตรฐานแล้ว จะสามารถเห็นภาพที่จอตรงหรือใกล้เคียงกับภาพที่อัดขยายออกมา
    ไม่ว่าจะไปอัดขยายที่ใดก็ตาม และจะเห็นภาพใกล้เคียงกันไม่ว่าจะดูภาพจากจอภาพตัวใดก็ตาม








    ต้นฉบับภาพดิจิตอลเดียวกับควรให้ภาพเหมือนกันไม่ว่าดูจากทีวีเครื่องใดก็ตาม แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น




    ความเป็นจริงคือ อุปกรณ์แสดงภาพภาพดิจิตอลจะให้ภาพแตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า ภาพใดคือภาพมาตรฐาน เราจึงพิจารณาภาพจากความชอบเป็นหลัก
    Last edited by thaidphoto; 1st December 2013 at 08:27.

  2. The Following 4 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    IndyAir9 (25th March 2014), jong (6th December 2013), k_weerawat (25th October 2014), Palajin (1st December 2013)

  3. #2
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default

    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปรับสี


    การทำงานด้านภาพดิจิตอลเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กล้อง คอมพิวเตอร์ จอภาพ และเครื่องพิมพ์ กล้องเป็นอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า Input คือ เป็นอุปกรณ์สร้างภาพดิจิตอลขึ้นมา Input สามารถมีได้หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นกล้องดิจิตอลก็ได้ เช่น แสกนเนอร์(Scanner) ส่วนจอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่า Output ทำหน้าที่เปลี่ยนภาพดิจิตอลให้เป็นภาพที่เรามองเห็นได้ การควบคุมสีให้กล้อง จอมอนิเตอร์ เครื่องพิมพ์ สามารถแสดงสีได้ตรงกัน เรียกว่า ระบบควบคุมสี Color Management system (CMS)




    หลักการของการควบคุมสี คือ ทำให้อุปกรณ์ทั้งหมดในระบบสามารถแสดงสีได้เหมือนกันมากที่สุด
    ไม่ว่าจะดูภาพจากจอมอนิเตอร์ตัวใด หรือ พิมพ์ภาพจากเครื่องตัวใดก็จะให้ภาพที่เหมือนกัน



    หากเรานำสีที่ตาของมนุษย์มองเห็นทั้งหมดมาพล็อททำแผนที่แสดงสี โดยการวัดสีด้วยเครื่อง Spectrophotometer มีทั้งแบบวัดแสงจากวัสดุสะท้อนแสง เช่น กระดาษอัดขยายภาพ และวัดแสงที่เปล่งออกมา เช่น จอมอนิเตอร์ แล้วนำค่าที่วัดได้มาเขียนแผนที่ของสีใบรูปแบบกราฟ 3 มิติ แนวตั้งเป็นความสว่างหรือ Brightness ไล่จากสว่างไปมืด แนวนอนเป็นความอิ่มตัวของสี (Saturation) ไล่จากสีจืดไปยังสีเข้ม และแนววงรอบ 360 องศาเป็นเฉดสี ไล่ไปตั้งแต่สีน้ำเงิน(Blue) ฟ้า(Cyan) เขียว(Green) เหลือง(Yellow) แดง(Red) ม่วง(Magenta)




    เครื่อง Spectrophotometer สำหรับวัดค่าสีจากวัสดุแบบสะท้อนแสง




    Spectrophotometer สำหรับวัดสีจากวัสดุเปล่งแสง หรือแสงตกกระทบ






    เครื่อง Spectrophotometer ถูกใช้ในงานสำหรับกำหนดเฉดสีที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด เช่น การผสมสีรถยนต์ สีทาบ้าน สีย้อมผ้า สีของเครื่องสำอางค์





    เมื่อนำสีทั้งหมดที่ตามองเห็นมาพล็อตเป็นแผนที่ จะได้รูปทรงคล้ายกรวย คือ หัวท้ายเล็ก ป่องตรงกลาง เราเรียกสีทั้งหมดที่ตามนุษย์มองเห็นว่า Color Space ซึ่งมีจำนวนสีมากมายมหาศาลมากๆ รูปแบบการวัดสีถูกกำหนดโดยองค์กรชื่อว่า ICC หรือ The International Color Consortium ถูกก่อตั้งขึ้นขึ้นในปี ค.ศ. 1993 เพื่อสร้างมาตรฐานเกี่ยวกับระบบสีขึ้นมา ต่อมากลายเป็นมาตรฐานที่ยอมรับและใช้งานกันโดยทั่วไป (สามารถศีกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.color.org/index.xalter) โดยทั่วไป อุปกรณ์แสดงภาพของเรานั้นจะมีสีน้อยกว่าสีใน Color Space เป็นส่วนใหญ่ ขอบเขตของสีในแต่ละอุปกรณ์แสดงผลเรียกว่า Color Profile อุปกรณ์แต่ละชนิดก็จะมี Color Profile ที่มีขอบเขตไม่เท่ากัน อุปกรณ์ที่มี Color Profile กว้างจะทำให้สีภาพดูสดใสกว่าอุปกรณ์ที่ให้ Color Profile ที่แคบ เช่น จอ LCD TV จะมีขอบเขตสีแคบกว่าจอแบบ LED TV ทำให้เมื่อดูภาพจาก LED TV จะได้ภาพสีสันจัดจ้านกว่า




    Color Space ของ RGB จะเป็นทรงสี่เหลี่ยม




    Color Space ของระบบ HSV รูปโคน






    Color Space แผนภูมิแบบ 2 มิติ XY Coordinate สำหรับการแสดงขอบเขตของสีอย่างง่ายๆ






    ซ้าย ภาพจากจอ LCD TV ซึ่งมีขอบเขตสีแคบกว่า LED TV (ขวา) ภาพจาก LED TV จึงจัดจ้านกว่า



    ระบบการวัดค่าสีจะมีอยู่หลายระบบ ที่เราคุ้นเคยเช่น RGB, CMYK และยังมีรีะบบอื่นๆ เช่น Lab, HSL ซึ่งแต่ละระบบจะให้รูปทรงของ Color Space แตกต่างกัน เขตสีมีหลายรูปแบบ ที่นิยมใช้ในการถ่ายภาพ คือ sRGB และ Adobe RGB ระบบ sRGB จะใช้กันโดยทั่วไปทั้งในจอมอนิเตอร์มาตรฐานและกล้องถ่ายภาพทั่วไป ส่วน Adobe RGB จะใช้ในมอนิเตอร์ระดับอาชีพและกล้องดิจิตอลระดับมืออาชีพ Adobe RGB มีขอบเขตของสีที่กว้างกว่า ทำให้ได้ภาพสีจัดจ้านกว่า sRGB แต่อุปกรณ์แสดงภาพนั้นต้องรองรับขอบเขตของสีในระบบ Adobe RGB ด้วย มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแสดงสีที่ถูกต้องออกมาได้



    กราฟแสดงขอบเขตของสีในระบบ sRGB และ Adobe RGB จะเห็นว่าสีของ Adobe RGB กว้างกว่า sRGB ปลายสุดของขอบเขตสีของแต่ละ Color Profile จะเป็นค่าสี R255G0B0(สีแดง) R0G255B0(สีเขียว) R0G0B255(สีน้ำเงิน) ซึ่งเราจะพบว่า ค่าตัวเลขสีเท่ากัน แต่ละโหมดสีจะแสดงภาพออกมาไม่เหมือนกัน เช่น สีเขียวG255 ของ sRGB จะเป็นเขียวสด ส่วน Adobe RGB จะเป็นเขียวอมเหลือง ส่วนน้ำเงิน B255 ของ sRGB จะเป็นน้ำเงินอมฟ้า ส่วน Adobe RGB จะเป็นน้ำเงินอมม่วง



    เมื่อเปิดภาพเดียวกันด้วย Color Profile ที่ต่างกัน จะพบว่า Color Profile ที่มีขอบเขตสีกว้างกว่าจะให้สีสันที่จัดจ้านกว่า (ภาพนี้จะเห็นความแตกต่างได้ จอมอนิเตอร์ต้องรองรับ Adobe RGB และใช้ Firefox หรือ Safari)
    Last edited by thaidphoto; 1st December 2013 at 00:47.

  4. The Following 3 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    IndyAir9 (25th March 2014), jong (6th December 2013), k_weerawat (25th October 2014)

  5. #3
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default

    ระบบควบคุมสี

    ค่าสีของภาพดิจิตอลมักจะอยู่ในระบบ RGB แต่ละสีมีระดับสีตั้งแต่ 0 ถึง 255 ค่า 0 คือ มืด 255 คือสว่าง แปลว่าแต่ละสีมีระดับไล่จากมืดไปสว่าง 256 ขั้น เมื่อรวมทั้งสามสีเข้าด้วยกันจะมีระดับสีทั้งหมด 256x256x256 คือ 16.7 ล้านสี ทั้ง 16.7 ล้านค่าสีจะถูกพล็อตและสร้างเป็นแผนภูมิใน Color Space ขึ้นมา ในแต่ละ Color Profile ตำแหน่งสีของค่า RGB เดียวกันไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกันใน Color Space นั้นเป็นเพราะแต่ละสีมีค่า RGB ไม่เท่ากันในแต่ละ Color Profile




    แม่สีของภาพดิจิตอลระดับ 8 bit มี 3 สี 256 เฉดสี รวมเป็น 16.7 ล้านเฉดสี





    สี R255 B0 G0 , R0 G0 B255 , R0 G255 B0 ของ Adobe RGB และ sRGB จะให้สีที่ไม่เท่ากัน ถ้าจะให้สี Adobe RGB และ sRGB เท่ากัน ค่าตัวเลขของ RGB จะไม่เท่ากัน


    ในการควบคุมสีจำเป็นต้องรู้ว่า หากป้อนค่า RGB แต่ละค่าเข้าไปในอุปกรณ์แสดงผลชิ้นหนึ่ง อุปกรณ์นั้นจะให้สีที่ตำแหน่งใดใน Color Space เมื่อนำค่า RGB กับค่าสีที่วัดได้มาสร้างเป็นแผนภูมิสี จะได้ Color Profile ของอุปกรณ์ชนิดนั้นออกมา การสร้าง Color Profile โดยปกติจะใช้อุปกรณ์พวก Spectrophotometer และโปรแกรมที่สร้างมาโดยเฉพาะ เช่น Eye One , Spyder ฯลฯ โปรแกรมจะสร้าง Color Profile ของอุปกรณ์นั้นๆ ขึ้นมา ส่วนใหญ่เราจะสร้าง Color Profile ของจอภาพและเครื่องพิมพ์ภาพออกมา เรามักเรียกขั้นตอนการสร้าง Color Profile ของอุปกรณ์ว่า การจูน หรือ คาลิเบรท (Calibrate) เมื่อสร้าง Color Profile เสร็จแล้ว จึงนำเอา Color Profile ของอุปกรณ์แต่ละชนิดมาทำงานร่วมกับเพื่อควบคุมสี



    Color Profile ของอุปกรณ์แต่ละตัว เมื่อใช้ร่วมกันจะสามารถแสดงผลสีได้ตรงกันเกือบ 100% ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง


    Color Profile ควบคุมสีได้อย่างไร อธิบายได้ง่ายๆ ว่า Color Profile เปรียบเสมือนแผนที่ของสี เช่น มีสีน้ำเงิน R0G0B255 ซึ่งเป็นข้อมูลดิจิตอล เมื่อเรานำข้อมูลนี้ไปแสดงในจอมอนิเตอร์ A มอนิเตอร์ A แสดงสีเป็นน้ำเงินอมฟ้า พอเราป้อนข้อมูลเดียวกันเข้าไปยังมอนิเตอร์ B มอนิเตอร์ B แสดงภาพออกมาเป็นสีน้ำเงินอมม่วง หากเราต้องการให้มอนิเตอร์ B แสดงภาพสีตรงกับมอนิเตอร์ A ก็ต้องกลับไปยังแผนภูมิ Color Space ของ B ว่าหากจะแสดงสีให้ตรงกับ A จะต้องเปลี่ยนค่าสีน้ำเงิน R0G0B255 เป็นค่าใด ซึ่งเมื่อดูจากแผนภูมิได้เป็นค่า R0G0B250 เราเรียกวิธีการแปลงค่า RGB จาก Color Profile A ไปยัง B เพื่อให้ได้ภาพสีเดิมว่า การ Convert to Profile ส่วนการดูว่า ค่า RGB เดียวกันจะได้สีอะไรใน Color Profile A กับ B เราเรียกว่า การ Assign Profile ซึ่งในโปรแกรม Photoshop CS4 คำสั่ง Assign Profile และ Convert to Profile จะอยู่ในเมนู Edit




    คำสั่ง Convert to Profile และ Assign Profile





    ภาพเดียวกัน มีค่าตัวเลขสี RGB เท่ากัน ภาพบนเป็น sRGB เมื่อทำการ Assign Profile เป็น Adobe RGB สีของภาพที่ปรากฏจะเปลี่ยนไปเป็นของ Adobe RGB แต่ตัวเลขสีจะคงเดิม เรียกว่าการทำ Soft Proof สำหรับดูว่าภาพนี้เมื่อไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ จะให้สีเป็นอย่างไร




    ตัวอย่างเช่น ภาพต้นฉบับเป็น Adobe RGB หากนำภาพไปพิมพ์ด้วย Epson Stylus 3000 จะได้สีเป็นอย่างไร ก็ให้ทำการ Assign Profile เป็นเครื่องพิมพ์และกระดาษที่จะใช้งาน (ต้องลง Driver ของเครื่องพิมพ์ก็จะมี Color Profile ปรากฏขึ้นมา หรือสร้าง Color Profile จากเครื่อง Calibrate เช่น Spyder) ก็จะเห็นภาพที่ได้บนหน้าจอ



    คำสั่ง Assign Profile





    ภาพที่ปรากฏหน้าจอมอนิเตอร์ บนคือภาพต้นฉบับ ล่างคือภาพที่จะพิมพ์ได้จาก Epson


    ส่วนการ Convert to Profile นั้น ใช้สำหรับการแปลงภาพจาก Color Profile หนึ่งไปยังอีก Color Profile หนึ่งโดยการเปลี่ยนตัวเลขค่าสีเพื่อรักษาสีให้คงเดิมมากที่สุด ความเปลี่ยนแปลงของสีภาพก่อนและหลังจะขึ้นกับว่าต้นฉบับมีสีกว้างมากแค่ไหน และสีที่ทำการ Convert ไปนั้นมีขอบเขตกว้างแค่ไหนด้วยเช่นกัน ถ้าขอบเขตแตกต่างกันมาก สีก็จะเปลี่ยนไปมาก ตัวอย่างเช่นภาพต้นฉบับเป็น sRGB เมื่อทำการแปลงสีเป็น Epson Stylus 3000 จะเห็นว่าสีเปลี่ยนไปไม่มากนัก เพราะขอบเขตสีของทั้งสองตัวต่างกันไม่มาก




    บน sRBG ส่วนล่างเป็น Epson เปลี่ยนสีจาก sRGB เป็น Epson ด้วยการ Convert to Profile เพื่อรักษาสีต้นฉบับให้มากที่สุด แต่ถ้าเป็นการ Assign Profile ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขค่าสี สีของภาพจะเปลี่ยนไปอย่างมาก
    Last edited by thaidphoto; 1st December 2013 at 00:56.

  6. The Following 7 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    jong (6th December 2013), k_weerawat (25th October 2014), Mastermath (2nd February 2015), maxxpassion (5th February 2014), Palajin (1st December 2013), Paparazzi (9th December 2013), yo3535 (24th May 2014)

  7. #4
    Join Date
    Oct 2013
    Posts
    479
    Thanks
    394
    Thanked 55 Times in 24 Posts
    Rep Power
    6

    Default

    ขอบคุณครับ

  8. #5
    Join Date
    May 2014
    Posts
    22
    Thanks
    14
    Thanked 0 Times in 0 Posts
    Rep Power
    0

    Default

    บทความดีมากเลยครับ ขอบคุณครับ

+ Reply to Thread

Similar Threads

  1. เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 2 รู้จักควบคุมปริมาณแสง
    By thaidphoto in forum เรื่องน่าอ่าน / บทความ / ถาม-ตอบบ่อย
    Replies: 10
    Last Post: 2nd August 2018, 15:07
  2. เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 3 แสงและเงา
    By thaidphoto in forum เรื่องน่าอ่าน / บทความ / ถาม-ตอบบ่อย
    Replies: 6
    Last Post: 17th February 2017, 09:49
  3. Replies: 23
    Last Post: 27th November 2014, 22:00
  4. เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 4 จัดภาพให้สวย
    By thaidphoto in forum เรื่องน่าอ่าน / บทความ / ถาม-ตอบบ่อย
    Replies: 4
    Last Post: 5th May 2014, 15:36
  5. เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 5 คิดไว้ก่อนถ่ายภาพ
    By thaidphoto in forum เรื่องน่าอ่าน / บทความ / ถาม-ตอบบ่อย
    Replies: 3
    Last Post: 25th March 2014, 14:38

Tags for this Thread

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •