Review ล่าสุด

 



+ Reply to Thread
Results 1 to 7 of 7

Thread: เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 3 แสงและเงา

  1. #1
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 3 แสงและเงา


    การถ่ายภาพจำเป็นต้องมีแสงเสมอ แสงเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างภาพให้เกิดขึ้นได้ นอกจากแสงจะช่วยให้ความสว่างเพื่อให้ภาพเกิดขึ้นได้แล้ว แสงยังช่วยทำให้เกิดเงาในทิศทางตรงกันข้ามกับแหล่งกำเนิดแสง แสงและเงานี้เองทำให้ภาพที่เป็น 2 มิติมีแค่ความกว้างและยาวสามารถดูมีความลึก โค้ง เว้า ดูเป็นมิติขึ้นมาได้ โดยปกติคนทั่วไปมักจะถ่ายภาพโดยใช้แสงด้านหน้า เรียกว่าถ่ายภาพตามแสง ข้อดีคือ ความสว่างมักจะทั่วทั้งภาพ ทำให้วัดแสงได้ง่าย สภาพแสงไม่มีปัญหา แต่ภาพจะขาดแสงเงา ทำให้ไม่มีมิติ ภาพดูแบน หากต้องการให้ภาพดูมีมีติจะใช้แสงที่มาจากด้านข้างจนไปถึงแสงจากด้านหลัง ผมอยากให้ลองดูภาพสวยๆ ไม่ว่าจะมาจากช่างภาพท่านใดก็ตาม มักจะพบว่า ภาพที่สวยงามมักใช้แสงที่มีทิศทาง มีความแตกต่าง ภาพจึงมีแสงและเงา ทำให้ภาพดูมีมิติ มีความลึก และดึงดูดสายตาเสมอ

    แสงและเงานอกจากช่วยเรื่องมิติของภาพแล้ว ยังช่วยให้ภาพมีสีสันสดใส ช่วยเน้นจุดเด่น กลบจุดด้อย สร้างเรื่องราว สร้างบรรยากาศให้กับภาพ ไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือภาพยนตร์ ช่างภาพอาชีพค่าตัวสูงทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นผู้ที่ชำนาญการใช้และสร้างแสงเงาทั้งนั้น


    แสงเรียบๆ จากทางด้านหน้า มักทำให้ภาพมีสันไม่สดใสนัก ภาพรายละเอียดไม่เด่นชัด ขาดมิติ
    ในภาพเดียวกัน ระหว่างมีแสงเงาและไม่มีแสงเงาจะแตกต่างกันมากมาย
    อยากให้ลองสังเกตและใส่ใจกับการถ่ายภาพอย่างมีแสงเงา ชัตเตอร์ 1/180 วินาที f/5.6





    ภาพพระที่วัดตัวเมืองเชียงใหม่
    สร้างแสงเงาด้วยการใช้แสงจากหน้าต่าง ภาพจะสีสด รายละเอียดสูง และมีมิติเพราะแสงเงา ชัตเตอร์ 1/30 วินาที f/8





    ภาพที่เหมือนฝนตกลงเห็ด ได้จากการฉีดน้ำและเซ็ทแสงเงา
    ฉากหลังเข้มควบคุมด้วยความเร็วชัตเตอร์ ให้แสงแฟลชมาจากด้านหลังจะช่วยเน้นให้น้ำดูเด่นชัดเจนขึ้นมา
    ส่วนทรวงทรงของเห็ด ดูกลมเพราะแสงจากด้านหลังของแฟลช ชัตเตอร์ 1/20 วินาที f/27





    ภาพไม่มีแดด แต่มีแสงเงา มีหลักง่ายๆ ว่า ฉากหน้ามืด ฉากหลังสว่าง เป็นการสร้างมิติให้กับภาพ
    แม้ว่าแดดไม่ออก การถ่ายภาพแบบมีส่วนมืดส่วนสว่างก็สร้างความลึกให้กับภาพได้ ชัตเตอร์ 1/200 วินาที f/4.5




    แสงเงาช่วยเน้นทรวดทรงของภาพ อย่างภาพแมงมุมและใยแมงมุมนี้ ถ้าถ่ายภาพปกติใยจะหายไปกับฉากหลัง
    ภาพนี้ใช้แฟลชยิงแสงจากด้านหลังเพื่อให้ใยแมงมุมสว่างขึ้นมา แล้วใช้ความเร็วชัตเตอร์ควบคุมสีของฉากหลังให้ดูมืดๆ แต่ไม่หายไป ชัตเตอร์ 1/60 f/11





    แสงช่วยเน้นจุดเด่นให้กับภาพ เช่นภาพนี้
    แสงตกลงบนองค์พระพอดี ทำให้พระพักตร์ขององค์พระโดดเด่นขึ้นมา




    แสงเงาสามารถเน้นรายละเอียดพื้นผิวได้ดี เช่น ภาพปาดภูเขาตัวเล็กนี้ ใช้แสงจากด้านบน
    ทำให้รายละเอียดที่ผิวหนังดูชัดเจน และยังช่วยเน้นมิติของตัวปาดด้วย
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 16:41.

  2. #2
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ผลต่อภาพของแสงและเงาในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน

    แสงและเงาตามธรรมชาติจะไม่คงที่เลยในแต่ละช่วงเวลาของวัน ทั้งนี้เพราะโลกหมุนรอบตัวเองทำมุมเปลี่ยนไปมากับดวงอาทิตย์ แสงและเงาจึงเปลี่ยนไปตลอดเวลา มุมของแสงที่ตกลงบนวัตถุเมื่อเทียบกับตำแหน่งกล้อง เรียกว่า ทิศทางของแสง ซึ่งจะเรียกง่ายๆ ว่า แสงด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง ด้านบน เป็นต้น ทิศทางของแสงเงามีผลอย่างมากต่อภาพ โดยเฉพาะในการเน้นรูปทรงและพื้นผิว ช่างภาพอาชีพและช่างภาพที่ดีทุกคนจะต้องสามารถเลือกใช้แสงเงาและทิศทางแสงให้เหมาะสมกับภาพ จึงจะได้ภาพสวยงาม มีสีสันสดใส มีมิติ มีทรวดทรง มีความลึกที่ชัดเจน


    ภาพที่ต้องการรายละเอียดบนพื้นผิวอย่างประตูไม้ แสงด้านข้างจะช่วยให้สายไม้ชัดเจน เพราะร่องของไม้กลายเป็นสีดำจากการเกิดเงา






    ลายเสาดินของคอกเสือ น่าน ถ่ายภาพในช่วงเช้าที่แสงมาจากด้านข้าง ทำให้ลายของดินปรากฏชัดเจนมาก






    ภาพเหรียญ 2 ภาพนี้ถ่ายโดยใช้ทุกอย่างเหมือนกัน ยกเว้นเปลี่ยนตำแหน่งของแสง
    ภาพบนเป็นแสงจากด้านหน้า จะเห็นว่าภาพแทบไม่มีเงาและไม่มีส่วนลึกส่วนนูน
    ส่วนภาพล่างใช้แสงจากด้านบน เห็นส่วนลึกและลายต่างๆ ชัดเจนกว่ามาก


    เพื่อให้สามารถระบุทิศทางของแสงได้เข้าใจ จะมุมของแสงที่ส่องไปยังวัตถุเทียบกับกล้องในค่าขององศาในการระบุทิศทางของแสง เช่น แสง 45 องศา แสดงว่าแสงอยู่ด้านข้างของวัตถุไป 45 องศาเมื่อมองจากตำแหน่งของกล้อง เป็นต้น แสงสามารถแบ่งออกเป็นมุมหลักๆ ได้คือ



    กลุ่มแสงด้านข้าง

    1. แสง 0 องศา เป็นแสงที่ที่มาจากตัวเลนส์โดยตรง ซึ่งไม่มีในความเป็นจริง ส่วนมากจะเป็นแสงที่มาจากด้านหลังของกล้องหรือใกล้เคียงกับกล้อง แสง 0 องศาจะให้เงาไปด้านหลัง ทำให้ภาพไม่เกิดเงา จะมองไม่เห็นส่วนนูนส่วนลึกของวัตถุในภาพเพราะภาพไม่มีเงาเกิดขึ้นเลย ปกติจะใช้แสง 0 องศาสำหรับการถ่ายภาพที่ไม่ต้องการให้เห็นรายละเอียดพื้นผิว ไม่เน้นรูปทรง เช่น การถ่ายภาพบุคคลที่ไม่ต้องการให้เห็นริ้วรอยใดๆ บนใบหน้า ส่วนภาพอื่นๆ ไม่นิยมใช้แสงในลักษณะนี้
    2. แสงข้าง 45 องศา แสงมาจากด้านข้างกึ่งกลางระหว่างกล้องกับวัตถุ แสงลักษณะนี้จะทำให้ส่วนนูนสว่าง ส่วนเว้าเกิดเงาลึกลงไป ทำให้เกิดรายละเอียดที่พื้นผิว เหมากับการถ่ายภาพที่เน้นรายละเอียด เน้นรูปทรงสูงต่ำนูนลึก ใช้มากกับการถ่ายภาพทิวทัศน์ ภาพบุคคล ภาพมาโคร ภาพถ่ายสินค้า ฯลฯ
      แสงด้านข้างไม่จำเป็นต้องอยู่ในมุม 45 องศา จะมากหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ขึ้นกับว่าต้องการให้เงาสั้นลึกทอดยาวเพียงไร ยิ่งแสงออกข้างมาก ทำองศามาก เงายึงเข้มลึก รายละเอียดพื้นผิวจะชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทรวดทรงของวัตถุจะชัดมากขึ้นตามไปด้วย
    3. แสงด้านข้าง 90 องศา เป็นแสงที่อยู่ด้านข้างพอดี ส่วนที่สูงขึ้นมาจะได้รับแสง ส่วนต่ำลงไปจะไม่ได้รับแสงเลย เงาจะดำจัดหากไม่มีแสงลบเงาหรือแสงส่วนอื่นๆ เข้ามาช่วย ใช้ในการเน้นรายละเอียดพื้นผิวมากๆ ต้องการแสงตัดกันรุนแรง มักใช้ถ่ายภาพคนที่เป็นผู้ชาย คนแก่ ภาพบุคคลที่ออกแนวลุ่มลึก
    4. แสงด้านข้าง 135 องศา เป็นแสงเฉียงหลัง ใช้ในการเน้นขอบวัตถุให้สว่างออกจากฉากหลัง มักใช้กับวัตถุสีเข้มและฉากหลังเป็นสีเข้มด้วยเช่นกัน หรือใช้ถ่ายภาพวัตถุโปร่งแสงให้สีดูใสขึ้นมา รายละเอียดด้านหน้าวัตถุจะหายไป ต้องมีแสงเข้ามาช่วยเสริม ส่วนมากจะไม่ใช่แสง 135 องศาเป็นแสงหลัก จะใช้ร่วมกับแสงมุมอื่นๆ ด้วย ในการถ่ายภาพบุคคล แสง 135 องศาจะใช้เป็นแสงส่องผม หรือ Hair Light เพื่อให้ผมไม่ดำกลืนไปกับฉากหลัง
    5. แสง 180 องศา เป็นแสงที่มาจากด้านหลังวัตถุที่เรียกว่า Back Light แสงด้านหลังจะทำให้เห็นรูปทรงของวัตถุที่เป็นส่วนขอบ ด้านหน้าจะมืดไป ส่วนมากใช้กับวัตถุโปร่งแสง หรือใช้กับวัตถุที่มีเป็นขุย มีขน จะได้เส้นขอบตัดกับฉากหลังเข้มๆ แสง 180 องศา




    ภาพแสดงตำแหน่งของแสงในแนวข้าง(แนวนอน)








    ภาพเปรียบเทียบแสงเงาในทิศทางต่างๆ ในแนวนอน เริ่มจาก 0 องศา 30 องศา 45 องศา 60 องศา 90 องศา 135 องศา และ 180 องศา



    แสงด้านข้างไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในองศาต่างๆ เหล่านี้พอดี อาจจะ 70 องศา 30 องศา หรือเท่าไรขึ้นกับลักษณะของวัตถุและแสงเงาที่ปรากฏบนภาพ หากเป็นแสงต่อเนื่องเราสามารถเห็นแสงเงาที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน สามารถขยับตำแหน่งวัตถุหรือรอแสงเงาให้ได้มุมแสงที่ต้องการ แต่ถ้าเป็นแฟลชต้องอาศัยไฟนำหรือ Modelling Light แล้วสังเกตุแสงเงาที่เกิดขึ้น หรือถ่ายภาพมาภาพหนึ่ง ดูแสงเงา แล้วค่อยปรับแก้ทีละขั้นไป





    ภาพเปรียบเทียบแสงเงาในทิศทางต่างๆ ในแนวตั้ง เริ่มจาก 0 องศา 30 องศา 45 องศา 90 องศา 135 องศา และ 180 องศา



    กลุ่มแสงด้านบน จะเป็นองศาแบบเดียวกับแสงด้านข้าง แตกต่างที่องศาวิ่งอยู่ในแนวบนเลียนแบบองศาของดวงอาทิตย์
    1. แสง 0 องศา เป็นตำแหน่งเดียวกับแสงข้าง
    2. แสงบน 45 องศา เป็นแสงประมาณ 9 โมงเช้าโดยประมาณ จะทำให้เกิดเงาทอดลง เหมือนแสง 45 องศาข้าง แต่มาจากด้านบนแทน แสงมุมนี้เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคล หรือถายภาพรูปปั้น
    3. แสงบน 90 องศา หรือแสงประมาณเที่ยงโดยประมาณ เงาทอดลงยาว ส่วนบนที่รับแสงจะสว่าง ส่วนที่ยุบเข้ามาจะมืด แสงมุมนี้ใช้เน้นรายละเอียดดีมาก แต่ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพคน ต้องมีแสงช่วยลบเงา หรือใช้เป็นแสงรองเท่านั้น
    4. แสงหลัง 135 องศา จะทำให้เกิดแสงที่เส้นผม ใช้เป็นแสงส่องผม หรือใช้ในการแยกวัตถุออกจากฉากหลัง แสงมุมนี้เวลาใช้ต้องระวังมากหากใช้ถ่ายภาพคน เพราะแสงมักเฉี่ยวเข้าที่แก้มและต้นคาง ทำให้แสงไม่สวย
    5. แสง 180 องศา แบบเดียวกับแสงหลัง 180 องศา


    การใช้งานทิศทางแสงเป็นเรื่องลึกซึ้ง จะว่ายากก็ได้ ง่ายก็ได้ ขึ้นกับความช่างสังเกตุโดยเฉพาะเวลาดูภาพสวยๆ ต้องสังเกตุว่าผู้ถ่ายภาพใช้แสงอย่างไร เราสามารถหาตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสงได้โดยการลากเส้นจากเงาผ่านส่วนโดนแสงที่ทำให้เกิดเงานั้น ก็จะพบว่าแหล่งกำเนิดแสงตั้งอยู่ที่ใด อาจจะลองฝึกจัดแสงโดยใช้โคมไฟทังสเตน เอาวัตถุรูปทรงต่างๆ มาวางไว้หน้ากล้อง ใช้ไปส่องไปยังทิศทางต่างๆ แล้วสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของแสงเงาที่เกิดบนภาพ การฝึกมาก สังเกตุมาก และนำไปใช้จะช่วยให้เป็นคนที่เก่งเรื่องแสงเงาได้ไม่ยาก



    ในภาพๆ หนึ่งแสงอาจจะมีผลต่อส่วนต่างๆ ไม่เท่ากัน อย่างภาพตัวอย่างนี้ รูปปั้นด้านขวาหันเข้าหาทิศทางแสง จึงเกิดทรวดทรงอันเดินจากแสงชัดเจน ส่วนภาพด้านซ้านหันออกจากแสง ทรวดทรงของรูปปั้นจึงเปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่รูปปั้นมีความคล้ายกันมาก ลองสังเกตุเจดีย์ด้านขวาจะเห็นเหลี่ยนสันชัดเจน ส่วนด้านซ้ายจะดูแบน อันเป็นผลจากทิศทางแสง



    แสงจากด้านหลังบน จะเห็นแสงที่ขอบตัวเรียกว่า Lim-light ช่วยแยกแบบออกจากฉากหลัง
    ส่วนที่ผมเรียก Hair-Light เป็นแสงที่คนถ่ายภาพบุคคลชอบใช้กัน สังเกตุฟองแชมพูจะใสและขึ้นขอบ อันเกิดจากแสงด้านหลัง






    แสงจากทางหน้าต่างแม้จะเป็นแสงกระจาย เมื่อสาดเข้ามาในห้องจะกลายเป็นแสงแข็งที่มาอย่างมีทิศทางทันที
    แสงลักษณะนี้จะไม่แข็งมากเหมือนแสงแฟลชขนาดเล็ก เพราะทางเข้าของแสงมีขนาดใหญ่
    ใช้ถ่ายภาพบุคคได้สวยมาก(แต่ภาพนี้เป็นภาพหมา)
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 16:45.

  3. The Following 3 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    IndyAir9 (24th March 2014), jong (6th December 2013), k_swc (4th September 2016)

  4. #3
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ใช้แสงเงาให้เป็นประโยชน์

    ทิศทางของแสงในการใช้งานจริงๆ นั้นไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียว อยู่ในแกนนอนหรือแกนตั้งเพียงแกนเดียว แต่จะอยู่อิสระรอบวัตถุในลักษณะทรงกลมเป็นพิกัดแบบ xyz คือมีพิกัดในแนวนอน แนวตั้ง และแนวใกล้ไกล ทิศทางของแสงในแนวนอนคือพิกัดแนวนอน ทิศทางของแสงในแนวตั้งคือ พิกัดในแนวตั้ง ส่วนแนวใกล้ไกลหรือระยะห่างออกจากกล้องหรือวัตถุ ซึ่งมีผลต่อความนุ่มแข็งของแสง



    ภาพนี้ถ่ายที่ชายหาดของเส้น Ocean Road ที่ออสเตรเลีย
    แสงยามเช้าทะเลสวย เล่นแสงเงาของตัวเองกับภรรยา
    ใช้เลนส์มุมกว้าง แสงแข็งๆ จากด้านหลังของกล้อง
    ทิศทางของแสงประมาณ 10 องศา 1/800 วินาที f/8

    แหล่งกำเนิดแสงที่มีขนาดใหญ่จะให้แสงนุ่มกว่าแหล่งกำเนิดแสงขนาดเล็กเพราะแสงมาในแนวกว้างกว่า เราจึงเห็นในสตูดิโอมีการใส่ Soft-Box , ร่มสะท้อนแสง จุดประสงค์เพื่อขยายขนาดของแสง ทำให้แสงนุ่มมากขึ้น ส่วนการใส่ Snoot, Grid จะบีบลำแสงให้แคบหรือจำกัดมุมการกระจายแสง ทำให้แสงแคบลง แสงจะแข็งมากขึ้น ส่วนการเลื่อนแหล่งกำเนิดแสงเข้าใกล้หรือห่างออก มีผลต่อความนุ่มแข็งของแสงด้วยเช่นกัน ยิ่งเข้าใกล้แสงยิ่งนุ่ม ยิ่งห่างออกแสงยิ่งแข็ง เราจึงจะเห็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดแสงขยับตำแหน่งแฟลชเข้าใกล้หรือออกห่างจากแบบที่ถ่ายภาพอยู่บ่อยครั้ง ด้วยจุดประสงค์ต้องการความนุ่มแข็งของแสงนั่นเอง

    หลักการง่ายๆ ในการใช้แสงเงา มีแค่ แสงนุ่มเงาน้อย แสงแข็งเงามาก ส่วนนูนจะโดนแสง ส่วนเว้าจะกลายเป็นเงา เวลาจะจัดแสงเราจะดูที่วัตถุว่าต้องการเน้นรายละเอียดและพื้นผิวมากแค่ไหน ถ้าเน้นมากใช้แสงแข็ง ไม่เน้นใช้แสงนุ่ม จากนั้นดูทรวดทรงของวัตถุและพื้นผิว เราจะลากเส้นสมมติจากเงาที่ต้องการให้เกิดผ่านไปยังจุดที่ต้องการให้สว่าง ก็จะพบว่าต้องให้แหล่งกำเนิดแสงอยู่ตำแหน่งมดจึงจะเหมาะสม จากนั้นก็ลองจัดแสงหรือถ่ายภาพดู





    พระที่ได้รับแจกมาในงานบุญ ผมเอามาถ่ายไว้ประกอบเรื่องแฟลชในหนังสือถ่ายภาพ
    ใช้แสงแฟลชจากด้านบน จะเห็นทรงของพระและลวดลายชัด
    แสงด้านบนเป็นแสงที่ผมชอบใช้ถ่ายภาพพระพุทธรูปหน้าตรงบ่อยๆ 1/125 วินาที f/22

    สำหรับแสงธรรมชาติที่มีแสงอาทิตย์เป็นแสงหลัก การจัดวางตำแหน่งดวงอาทิตย์ไม่สามารถทำได้ตามใจฉัน มีเรื่องเวลา ฤดูกาล สภาพอากาศเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา การใช้แสงธรรมชาติจึงต้องเผื่อใจผิดหวังเอาไว้ด้วยว่าวันนี้อาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็ได้ เป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งของการใช้แสงธรรมชาติว่าวันนี้จะกินแห้วหรือเปล่า การใช้แสงธรรมชาติเราต้องดูว่าเราอยากได้แสงทิศทางไหนในแนวตั้ง เช่น ต้องการแสงสูงสัก 45 องศา ก็น่าจะอยู่ประมาณ 8.00-10.00น. อีกทีประมาณ 14.00-16.00น. ตรงนี้แล้วแต่ฤดูกาลด้วย พระอาทิตย์ไม่ได้เคลื่อนในแนวตรงแกนตั้ง จะเคลื่อนแนวโค้งเฉียงเป็นส่วนมาก อย่างเช่นฤดูหนาว พระอาทิตย์จะเคลื่อนแนวเฉียง ไม่มีช่วงที่พระอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้าเลย เมื่อได้แสงในแนวตั้งตามที่ต้องการแล้ว แสงในแนวนอนจะขึ้นกับตำแหน่งของวัตถุที่จะถ่ายภาพกับกล้องเป็นสำคัญ ถ้าเป็นวัตถุที่จับหมุนได้ เช่น รถ คน สิ่งของ อันนี้ไม่ยาก พอพระอาทิตย์ใกล้จะได้มุมแสงแนวตั้งเราก็จับวัตถุหมุนให้แนวนอนได้ทิศที่ต้องการ เท่านี้ก็ได้แสงเงาอย่างที่ต้องการจากแสงธรรมชาติแล้ว แต่ถ้าเป็นวัตถุที่หมุนไม่ได้ เช่น ตึก ภูเขา บ้าน อันนี้ต้องรอเวลาว่าเดือนไหน ช่วงไหนของปีที่พระอาทิตย์จะได้มุมอย่างที่ต้องการ ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องขำๆ นะครับ ถ้าเป็นงานอาชีพเขาจะซีเรียสระดับนี้กันเลยว่าจะต้องถ่ายภาพในช่วงไหนของปีที่จะได้มุมแสงที่ต้องการ ผมเคยอยากถ่ายภาพพระอจนะ สุโขทัยให้ได้แสงลอดเข้าด้านหน้าไปหาองค์พระ ถามรุ่นน้องชื่อแขกซึ่งเป็นคนสุโขทัย แขกบอกว่าต้องมาเดือนตุลาคมเท่านั้น ช่วงอื่นหมดสิทธิ์ สมัยเรียนอาจารย์ผมเล่าให้ฟังว่า ช่างภาพญี่ปุ่นคนหนึ่งมานอนที่โรงแรมโอเรียนเต็ล 1 เดือนเพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่แม่น้ำเจ้าพระยา 1 ภาพ ลองคิดดูว่าค่าใช้จ่ายจะแพงแค่ไหนเพื่อภาพเพียง 1 ภาพเท่านั้น ตรงนี้เป็นเรื่องของแสงเงาล้วนๆ ผู้ที่จะเก่งเรื่องแสงเงาได้ต้องช่างสังเกตุ ช่างลอง และกล้าที่จะใช้แสงเงาในการถ่ายรูปด้วย การเล่นแสงเงาอาจจะยากในช่วงแรก แต่เมื่อคล่องแล้วจะสนุกและได้ภาพสวยมากอีกด้วย





    ภาพยามเช้าที่ Lake Districk อังกฤษ
    เงาที่ทอดยาวจากแสงด้านข้างยามเช้าทำให้ภูเขาดูมีรายละเอียด เห็นสันเขา พื้นผิวชัดมา
    ผมชอบแสงยามเช้ากับเย็นเวลาถ่ายภาพภาพ Landscape เป็นที่สุด


    ปกติในการถ่ายภาพบุคคลโดยไม่เน้นอะไรมาก ให้หน้าผ่องๆ เข้าไว้ ไม่ค่อยเห็นรอยเหี่ยวไม่เห็นสิว แนะนำให้ใช้แสงกระจายจากด้านหน้า ยิ่งหน้าเท่าไร รายละเอียดก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าต้องการเน้นสันจมูก โหนกแก้ม ทรวดทรงของหน้า ของลำตัว จะเริ่มใช้แสงกระจายที่ไม่นุ่มมากมาจากด้านข้าง สูงประมาณ 45 องศา ข้างประมาณ 30-45 องศา ถ้าแบบหันหน้าตรง แต่ถ้าแบบหันข้าง แสงก็สามารถหันออกข้างไปได้อีก ถ้าต้องการเน้นทรวดทรงของลำตัวและหน้าแบบครึ่งซีก จะใช้แสงแข็งไม่มากมาจากด้านข้าง 90 องศา ตั้งสูงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คล้ายๆ แสงที่เข้ามาจากหน้าต่าง และถ้าต้องการใช้ฉากหลังเข้ม แบบแต่งตัวสีเข้ม และอยากให้แบบแยกออกจากฉากหลัง จะใช้แสง 135-180 องศาสร้าง Lim-light และ Hair-light
    สำหรับภาพอื่นๆ อย่างภาพมาโคร ผมชอบใช้แสงข้างไปถึงแสงหลังเพื่อสร้างทรวดทรงของดอกไม้และแมลงที่ถ่ายภาพ ส่วนจะไว้สูงแค่ไหนขึ้นกับลักษณะของสิ่งที่ถ่ายภ ถ้าเป็นทรงโค้งกลมก็มักจะเอาไว้แนวบน หรือดูให้แสงล้อมสิ่งที่ถ่ายได้ไม่เกิดเงาดำมากเกินไปนัก ถ้าเป็นภาพรถผมมักชอบใช้แสงด้านข้างแล้วจอดรถมุมเฉียง เป็นมุมโปรดของผมเลย จะเห็นรถทั้งด้านหน้าและข้างดูไม่แบน ตรงนี้แล้วแต่รถและเจ้าของจะชอบด้วยนะครับ เรื่องแสงเงานี่ต้องดูและคิดมากๆ ทำมากๆ ก็จะเกิดความชำนาญ อย่าลืมว่ากล้องดิจิตอลไม่มีวัสดุสิ้นเปลือง ถ่ายภาพมากก็เรียนรู้มาก คุ้ม ต้นทุนเท่าเดิม ได้มากกว่าเสียเยอะ




    ด้านหน้ามืด ด้านหลังสว่าง เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้กับมากกับพวกชอบถ่ายภาพทิวทัศน์
    ด้านหน้าเข็มจะทำให้ดูอยู่ใกล้ ส่วนด้านหลังสว่างทำให้ดูไกล
    แสงช่วงบ่ายออกข้างเล็กน้อยช่วยให้เทิวเขาด้านหลังไม่ดูแบน มีเนินสูงต่ำสลับไป




    แสงด้านข้าง45 องศาแทบจะเลียดกับพื้น แสงมุมนี้ใช้เน้นรายละเอียดได้ดีมากๆ
    ลองดูที่ฝากระโปรงจะเห็นความนูนขึ้นชัดเจน



    ภาพนี้แสงมาจากด้านข้างเฉียงหลัง คนหันหน้าเข้าหาแสงพอดี
    ทำให้เกิด Lim-light ตามโครงของหน้า




    แกะย้อนแสงเฉียงหลัง เกิด Lim-light ช่วยให้แกะแยกออกจากฉากหลังที่รกๆ ของทุ่งหญ้าได้




    นี่เป็นรูปแบบแสงเงาที่ผมชอบมากเป็นการส่วนตัว
    ฉากหน้าเข้ม จุดสนใจอยู่ที่สว่าง ภาพจะดูมิติ
    เวลาถ่ายภาพแนวนี้อย่าห่วงรายละเอียดของฉากหน้า
    ให้เน้นแสงที่จุดสนใจ ส่วนมืดดึงเอาจาก
    Contrast ได้




    บ้านแบบ Home Stay ที่ฝรั่งเศส แสงเฉียงข้างมาจากทางหน้าต่าง แม้จะเป็นแสงแข็ง
    แต่ค่อนข้างจะมาทางด้านเดียวกับกล้อง องศาของแสงจึงไม่มากนัก มิติของภาพจึงไม่เด่นชัดเท่าไรนัก



    แสงกลางวันมักให้ภาพลักษณะนี้ ควรหลีกเลี่ยง หรือถ้าจำเป็นให้ใช้แฟลชลบเงา
    โดยให้แสงแฟลชน้อยกว่าแสงธรรมชาติประมาณ 1 stop




    ภาพนี้ถ่ายที่ทางไปด่านเจดีย์สามองค์เมื่อนานมากแล้ว (เป็นฟิล์ม)
    แสงลอดช่องหลังคามาพอดี ทำให้หลังคารกๆ หายไปกับเงามืด หน้าคนกับไม้กวาดอันเป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของภาพนี้เด่นขึ้นมา





    ลักษณะแสงจากด้านหลัง จะเห็น Lim-light ที่ขอบเสื้อชัดเจน เวลาถ่ายภาพโดยใช้แสงหลัง
    หากแหล่งกำเนิดแสงแรงมากพยายามให้แหล่งกำเนิดแสงอยู่หลังจุดสนใจหรือหลังวัตถุอื่นๆ
    เพื่อไม่ให้แหล่งกำเนิดแสงกวนสายตามากเกินไป





    หากต้องการถ่ายภาพควันหรือหมอกให้สวน ต้องใช้แสงจากด้านหลังแล้วหาฉากหลังเข้มๆ
    หมอกจะสว่างโดดออกจากฉากหลัง ภาพนี้ใช้แสงเช้าจากด้านหลัง เห็น Lim-light รอบแบบและควันจากกาแฟชัดเจนมาก
    จะรู้สึกถึงความหนาวของอากาศได้ชัดเจน




    แสงยามเช้าจากด้านหน้าออกข้างเล็กน้อย ประมาณ 30 องศา
    ช่วยเน้นสันเขาของเทือกดอยหลวงเชียงดาวให้เห็นได้ชัดเจน
    และยังทำให้ดอกพญาเสือโคร่งสดใสตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินยามเช้าด้วย





    แม้แสงยามเที่ยงจะไม่ค่อยดีนักกับการเน้นมิติ แต่ดอกไม้ซึ่งเป็นทรงถ้วยชี้ขึ้น
    แสงด้านบนจะช่วนเน้นทรงของดอกไม้ให้ชัดเจน
    ภาพนี้อยู่ในหุบเขาซึ่งจะได้แดดเฉพาะตอนเที่ยงเท่านั้น





    ดอกพญาเสือโคร่งย้อนแสงตัดกับฉากหลังสีเข้ม ใช้แสงเย็นที่ส่องมาจากด้านหลังของดอกไม้
    แม้เราจะกำหนดแสงอาทิตย์ไม่ได้ แต่สามารถเลือกภาพบริเวณที่สวยได้
    สวยก็ถ่ายเก็บไว้ ไม่สวยก็ผ่านไป รอเวลาใหม่




    ภาพแมลงนี้ใช้แฟลชยิงจากมุมข้าง 90 องศา สูงประมาณ 45 องศา
    เน้นรูปทรงของแมลง และยังได้ใบไม้กึ่งย้อนแสงนิดๆ ทำให้ไปไม้ดูสดและมีแสงเงาแรงอีกด้วย
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 17:15.

  5. The Following 3 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocolatenom (27th November 2013), jong (6th December 2013), k_swc (4th September 2016)

  6. #4
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default เปลี่ยนลักษณะแสงด้วยอุปกรณ์เสริมและทักษะง่ายๆ

    แสงแฟลช แสงจากโคมไฟ หรือแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรงมีความเป็นแสงแข็ง แฟลชให้แสงแข็งเพราะมีขนาดเล็กมาก โคมไฟให้แสงแข็งเพราะมีขนาดเล็กเช่นเดียวกับแฟลช ส่วนแสงจากดวงอาทิตย์แข็งเพราะอยู่ไกล เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงแฟลชหรือแสงจากโคมไฟเพียงอย่างเดียว จะเกิดเงามืดชัดเจนที่ด้านตรงข้ามกับแหล่งกำเนิดแสง แต่กับแสงธรรมชาติ เงาดำไม่รุนแรงมากเพราะมีแสงจากท้องฟ้าเข้ามาเสริมในส่วนเงาหรือส่วนที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง เราเรียกแสงที่เสริมเข้ามาในส่วนเงาว่า แสงลบเงา หรือ Fill-in Light




    ในสภาพธรรมชาติ ส่วนเงาจะได้รับแสงจากท้องฟ้าหรือแสงที่สะท้อนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ทำให้เงาไม่ดำมากนัก





    อย่างภาพนี้จะเห็นว่าส่วนเงาไม่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงเลย
    ไม่มีรีเฟกเตอร์หรือแหล่งกำเนิดแสงใดๆ ช่วย
    มีแต่แสงจากท้องฟ้าเท่านั้นที่ช่วยเพิ่มรายละเอียดในส่วนเงา


    อัตราส่วนของแสงหลักและแสงลบเงามีผลต่อความเข้มของเงา รายละเอียด รูปทรง และมิติของภาพ ปกติจะพยายามให้ส่วนเงาเข้ม แต่ไม่เข้มจนรายละเอียดหาย ในการถ่ายภาพบุคคล อัตราส่วนของแสงหลักและแสงลบเงาอยู่ที่ 2:1 3:1 หรือ 4:1 เป็นค่าที่ทำให้ภาพเกิดแสงเงาและรายละเอียดไม่หายไป ที่นิยมใช้เป็นมาตรฐานคือ 3:1 แสงหลักมากกว่าแสงลบเงาประมาณ 1.5 stop หรือ 3 เท่า ซึ่งการวัดอัตราส่วนของแสงจะต้องใช้เครื่องวัดแสงเฉพาะจุด เครื่องวัดแสงมือถือแบบตกกระทบหรือสะท้อนก็ได้








    ภาพจาการใช้แฟลชขนาดเล็ก 2 ตัว ตัวหนึ่งใส่ร่มสะท้อนแสงยิงจากด้านข้าง 30 องศา
    อีกตัวหนึ่งยิงขึ้นเพดานเพื่อเปิดเงาทั้งหมด รวมทั้งช่วยให้ฉากหลังไม่ดำมืดจนเกินไป






    ในการถ่ายภาพด้วยแสงประดิษฐ์ในสตูดิโอหรือในที่มืด ส่วนเงาจะไม่ได้รับแสงจากท้องฟ้าหรือสภาพรอบข้าง
    หากต้องการลดความดำของส่วนเงาต้องอาศัยแหล่งกำเนิดแสงอีกดวงเข้าไปช่วย
    หรือใช้แผ่นสะท้อนแสงสะท้อนแสงหลักเข้าไปยังส่วนเงาของภาพ






    ภาพจากการใช้แฟลชดวงเดียวยิงจากด้านข้างขวา แล้วใช้รีเฟกเตอร์แผ่นใหญ่ (โฟม) สะท้อนแสงทางด้านซ้ายเพื่อเปิดเงา








    เปรียบเทียบให้เห็นภาพ 2 ภาพที่มีอัตราส่วนของแสงแตกต่างกัน
    ภาพบนอัตราส่วนของแสงสูง ประมาณ 4:1 ส่วนภาพล่างอัตราส่วนของแสงประมาณ 2:1



    แหล่งกำเนิดแสงที่มีขนาดใหญ่จะให้แสงนุ่มกว่าแหล่งกำเนิดแสงขนาดเล็กเพราะแสงมาในแนวกว้างกว่า เราจึงเห็นในสตูดิโอมีการใส่ Soft-Box , ร่มสะท้อนแสง จุดประสงค์เพื่อขยายขนาดของแสง ทำให้แสงนุ่มมากขึ้น ส่วนการใส่ Snoot, Grid จะบีบลำแสงให้แคบหรือจำกัดมุมการกระจายแสง ทำให้แสงแคบลง แสงจะแข็งมากขึ้น ส่วนการเลื่อนแหล่งกำเนิดแสงเข้าใกล้หรือห่างออก มีผลต่อความนุ่มแข็งของแสงด้วยเช่นกัน ยิ่งเข้าใกล้แสงยิ่งนุ่ม ยิ่งห่างออกแสงยิ่งแข็ง เราจึงจะเห็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดแสงขยับตำแหน่งแฟลชเข้าใกล้หรือออกห่างจากแบบที่ถ่ายภาพอยู่บ่อยครั้ง ด้วยจุดประสงค์ต้องการความนุ่มแข็งของแสงนั่นเอง





    Soft-Box สำหรับใช้กับแฟลชเพื่อเปลี่ยนแสงแข็งขนาดเล็กให้เป็นแสงนุ่มขนาดใหญ่ ยิ่ง Soft-Box ใหญ่แสงจะยิ่งนุ่มขึ้นเรื่อยๆ





    ภาพจากแฟลชติดร่มขนาดเล็ก

    ส่วนการถ่ายภาพด้วยแฟลช หากมีแฟลชหลายดวงจะใช้แฟลชดวงหนึ่งเป็นแสงหลัก อีกดวงเป็นแสงรอง ถ้ามีแฟลชตัวเดียวจะใช้แฟลชเป็นแสงหลัก แล้วใช้แผ่นสะท้อนแสง สะท้อนแสงแฟลชเข้าไปยังส่วนเงา หรือใช้แฟลชยิงขึ้นเพดานหรือกำแพง มีข้อแม้ว่าเพดานต้องเป็นสีขาว อยู่ใกล้กับวัตถุที่จะถ่ายภาพ ไม่ห่างจนเกินกำลังแฟลช อาจจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพื่อใช้แสงตามสภาพเป็นแสงลบเงาก็ได้





    การยิงแฟลชขึ้นเพดานและดึงรีเฟกเตอร์หน้าแฟลชขึ้นจะช่วยทำให้แสงแฟลชที่เป็นแสงแข็งกลายเป็นแสงกระจาย
    แสงจะมาจากมุมกว้างทุกทิศทุกทาง มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นห้องขนาดเล็ก เพดานเตี้ยและเป็นสีขาว
    เทคนิคนี้ใช้เอาตัวรอดได้เวลาถ่ายภาพบุคคลด้วยแฟลชติดกล้อง






    อีกเทคนิคหนึ่งคือ การยิงแฟลชสะท้อนกำแพงด้านข้าง
    แสงจะมาจากด้านข้าง ควรดึงรีเฟกเตอร์หน้าแฟลชขึ้นจะช่วยเพิ่มแสงด้านหน้าได้ส่วนหนึ่ง






    แผ่นสะท้อนแสงหน้าแฟลช หากมีขนาดใหญ่ขึ้นจะช่วยเพิ่มอัตราส่วนของแสงทางด้านหน้าให้มากขึ้น
    เวลาถ่ายภาพโดยยิงแฟลชขึ้นเพดานแสงจะไม่มาจากด้านบนแรงนัก






    รีเฟกเตอร์สำเร็จรูปที่วางขายในร้านถ่ายภาพขนาดใหญ่





    ภาพจากการใช้แฟลชยิงขึ้นเพดาน ส่วนด้านหน้าใช้รีเฟกเตอร์อันใหญ่เสริมเข้าไปที่หน้าแฟลช



    อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในการคุมความเข้มของส่วนเงาหรืออัตราส่วนของแสง คือ รีเฟกเตอร์ เป็นแผ่นโฟม หรือผ้าเนื้อหนาสีขาว หรือผ้าเคลือบเงินเพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ หรือแสงแฟลชเข้าไปยังส่วนเงาของภาพ ใช้กันมากในการถ่ายภาพบุคคล ภาพสินค้าในสตูดิโอ แต่ถ้าเป็นภาพวิวหรือภาพกว้างๆ ของอาคาร ห้องพัก แบบนี้หมดสิทธิ์ใช้รีเฟกเตอร์ ต้องรอแสงให้ได้อัตราส่วนที่ต้องการ หรือถ่ายภาพหลายค่าเปิดรับแสงแล้วมาซ้อนในโปรแกรมอีกทีหนึ่งเท่านั้น
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 17:08.

  7. The Following 8 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    arale (28th November 2012), chocolatenom (27th November 2013), IndyAir9 (24th March 2014), ismeeair (1st December 2012), jong (6th December 2013), k_swc (4th September 2016), Palajin (26th November 2012), poi.poiizz (20th January 2015)

  8. #5
    Join Date
    Nov 2007
    Posts
    85
    Thanks
    5
    Thanked 2 Times in 2 Posts
    Rep Power
    0

    Default

    ดีครับ

  9. #6
    Join Date
    Oct 2013
    Posts
    479
    Thanks
    394
    Thanked 55 Times in 24 Posts
    Rep Power
    6

    Default

    ขอบคุณครับ

  10. #7
    Join Date
    Feb 2014
    Location
    จ.พิษณุโลก
    Posts
    4
    Thanks
    0
    Thanked 1 Time in 1 Post
    Rep Power
    0

    Default

    ผมชอบเรื่องราวของแสงจัง ให้ความรู้ได้ดีมากๆเลยครับ เข้าใจขึ้นเยอะเลย ขอบคุณนะครับ
    082-2299091 , LINE = joenaja555

    Pitsanuloke

+ Reply to Thread

Similar Threads

  1. เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 2 รู้จักควบคุมปริมาณแสง
    By thaidphoto in forum เรื่องน่าอ่าน / บทความ / ถาม-ตอบบ่อย
    Replies: 10
    Last Post: 2nd August 2018, 15:07
  2. Replies: 23
    Last Post: 27th November 2014, 22:00
  3. เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 4 จัดภาพให้สวย
    By thaidphoto in forum เรื่องน่าอ่าน / บทความ / ถาม-ตอบบ่อย
    Replies: 4
    Last Post: 5th May 2014, 15:36
  4. motor expo
    By nhamac in forum ห้องภาพถ่ายทั่วไป
    Replies: 6
    Last Post: 12th December 2008, 19:27
  5. Replies: 17
    Last Post: 14th December 2006, 11:15

Tags for this Thread

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •