Review ล่าสุด

 



+ Reply to Thread
Results 1 to 11 of 11

Thread: เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 2 รู้จักควบคุมปริมาณแสง

  1. #1
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 2 รู้จักควบคุมปริมาณแสง


    ภาพสวยๆ มักจะมีจุดเด่นอยู่ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ เนื้อหา เรื่องราวของภาพ ภาพที่เล่าเรื่อง คนดูสามารถรู้ความหมายของภาพได้จากการดู ไม่ต้องอธิบายใดๆ ให้มากความก็สามารถเข้าใจได้ คิดต่อไปได้ ภาพลักษณะนี้เป็นภาพที่น่าสนใจและหาได้ยากยิ่ง มักเป็นภาพแนว Life เสียเป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งไม่ใช่แนวถนัดของผมเสียด้วย) ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ภาพที่มีเทคนิคการถ่ายภาพอันสมบูรณ์ ทั้งแสง สี องค์ประกอบ ซึ่งพบเห็นได้ไม่ยากในภาพทิวทัศน์ ภาพมาโคร หรือภาพบุคคล หากภาพใดมีพร้อมทั้ง 2 ด้านถือว่าเป็นที่สุดของภาพถ่ายเลยทีเดียว ในด้านความสมบูรณ์ของเทคนิคการถ่ายภาพ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเกินไปนักในการฝึกฝน คือ ทุกคนสามารถฝึกได้ ทำได้ เพราะสิ่งนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานของวิชาการ เมื่อเข้าใจพื้นฐานของวิชาการก็จะสามารถนำไปสร้างภาพที่สมบูรณ์ได้ต่อไป เหมือนมีกระปิ น้ำปลาอันเลิศรส ก็สามารถนำไปปรุงเป็นน้ำพริกปลาทูชั้นเลิศได้ อะไรคือ ความสมบูรณ์ของเทคนิคถ่ายภาพ สีสัน ความคมชัด องค์ประกอบภาพ เรื่องความคมชัดได้เขียนถึงไปแล้วในส่วนของชัตเตอร์ ช่องรับแสง และการปรับความชัด ส่วนสีสันขึ้นกับสมดุลสี สีของวัตถุ และการปรับตั้งค่าแสง ส่วนองค์ประกอบภาพ จะได้เขียนถึงในบทต่อไป


    สีสันของภาพส่วนหนึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะ คำว่าพอเหมาะก็เหมือนกับ กินข้าวให้อิ่มพอดี ไม่ได้มีการกำหนดแน่นอนตายตัวว่าต้องเป็นเท่าไร ให้เหมาะสมกับภาพ ความชอบของผู้ถ่ายภาพหรือผู้ดูภาพเท่านั้น ตรงนี้เป็นอารมณ์ ไม่ได้เป็นวิชาการที่กำหนดตายตัว เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่บนพื้นฐานของวิชาการ เหมือนการสร้างบ้านที่อยากสร้างแบบใดก็แล้วแต่เจ้าของบ้าน แต่การสร้างแบบใดนั้น การก่อสร้างย่อมมีการคำนวนว่าต้องใช้เสาขนาดเท่าไร วัสดุชนิดใดจึงจะเหมาะสม วิชาการจึงมีหน้าที่เพียงทำให้จินตนาการเป็นจริงเท่านั้น


    ในการถ่ายภาพก็เช่นกัน เราสามารถจะทำให้ภาพสว่าง มืด เท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ ในกล้องถ่ายภาพทุกตัวจะมี เครื่องวัดแสงคอยวัดปริมาณแสงว่าขณะนี้มีแสงมากน้อยเพียงไร แล้วแสดงค่าแสงนั้นออกมาเป็น “ค่าเบื้องต้น” เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับ “ลดหรือเพิ่ม” หรือใช้ตามค่าเบื้องต้นเพื่อให้ภาพออกมามีความมืดสว่างได้อย่างที่ต้องการ




    สีของภาพจะออกมาเช่นไร ขึ้นกับการวัดแสงด้วย การวัดแสงเป็นศาสตร์และศิลป์ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว






    ค่าวัดแสงของกล้องเป็นค่าแนะนำเบื้องต้น สามารถปรับแต่งให้มืดหรือสว่างลงได้อีกขึ้นกับภาพ
    เช่น ภาพนี้ต้องการบรรยากาศครึ้มๆ มีแสงส่องของภูเขาในช่วงเย็น จึงลดแสงลงจากที่กล้องแนะนำ ไม่ได้ปรับพอดี



    การปรับตั้งค่าแสงตามเครื่องวัดแสงในเบื้องต้น

    โดยปกติกล้องทุกตัวจะมีระบบวัดแสงในตัวกล้อง ทำหน้าที่วัดปริมาณแสงที่เข้ามายังเซ็นเซอร์ จากนั้นจะแสดงค่าแสงออกมาในรูปแบบต่างๆ กันขึ้นกับขณะนั้นใช้ระบบถ่ายภาพแบบใดอยู่ เช่น ถ้าอยู่ในระบบโปรแกรม P จะแสดงออกมาเป็นค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสง ระบบ AV แสดงออกมาเป็นค่าความเร็วชัตเตอร์คู่กับช่องรับแสงที่ผู้ใช้เลือก ระบบ TV แสดงออกมาเป็นขนาดช่องรับแสง ผู้ใช้เพียงรับทราบถึงค่าความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสงที่ได้เท่านั้น


    ส่วนระบบ M แสดงเป็นเสกลวัดแสง +0- ออกมา ผู้ใช้จะต้องทำการปรับค่าความเร็วชัตเตอร์และหรือช่องรับแสงให้เสกลวัดแสงมาอยู่ที่ตรงกลางคือ 0 ดังภาพตัวอย่าง ค่าที่ได้คือค่าแนะนำในเบื้องต้น ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของแสงตามระบบวัดแสงที่ปรับตั้งเอาไว้ หากต้องการภาพสว่างหรือมืดลงจากค่าเฉลี่ยสามารถปรับตั้งได้ตามใจชอบ ไม่ผิดกฏเกณฑ์แต่อย่างไร




    ในระบบ M เบื้องต้นจะปรับเสกลวัดแสง Exposure Level Mark ให้ไปอยู่ที่กึ่งกลาง
    เสกลวัดแสงมักแสดงค่าแสง +-2 ถึง +-5 stop ขึ้นกับรุ่นกล้อง
    แบ่งละเอียด 1/3 หรือ ½ stop เสกล Exposure Level Mark อยู่ที่ตำแหน่งใด
    แสดงว่าตอนนี้ค่าแสงอยู่ที่ค่านั้น เช่น ภาพนี้ค่าแสงอยู่ที่ -1/3 stop หรือน้อยกว่าค่าแนะนำ 1/3 stop




    ลักษณะภาพสว่างกำลังดี ดูจากผิวคนไม่ขาวจ้าหรือดำผิดจากความจริงไปมาก รายละเอียดส่วนสว่างและมืดขึ้นครบ





    ลักษณะภาพสว่างมากไป ดูจากผิวคนขาวจ้าเกินไป รายละเอียดส่วนสว่างเริ่มหาย และส่วนมืดปรากฏมากเกินไป


    ลักษณะภาพสว่างน้อยเกินไป ดูจากผิวคนดำมืด รายละเอียดส่วนสว่างปรากฏชัด และส่วนมืดหายมากเกินไป


    การปรับค่าวัดแสงให้เสกลไปทาง + หมายถึง ภาพจะสว่างกว่าค่าเฉลี่ยของกล้อง (ไม่จำเป็นว่าภาพจะขาวโอเวอร์หรือภาพเสีย ขึ้นกับสีของวัตถุในภาพด้วย) เราจะกระทำในกรณีที่วัตถุมีส่วนขาวมาก ถ่ายภาพย้อนแสง หรือต้องการให้ส่วนเงาแสดงรายละเอียดออกมามากเป็นพิเศษ(โดยไม่สนใจส่วนสว่างมากนัก) การปรับค่าวัดแสงไปทางเสกล - หมายถึง ภาพจะมืดกว่าค่าเฉลี่ยของกล้อง (ไม่จำเป็นว่าภาพจะดำหรือภาพเสีย ขึ้นกับสีของวัตถุในภาพด้วย) เราจะกระทำในกรณีที่วัตถุมีส่วนดำมาก หรือต้องการให้ส่วนสว่างแสดงรายละเอียดออกมามากเป็นพิเศษ(โดยไม่สนใจส่วนดำมากนัก) การปรับเสกลไปทาง +- เรียกว่า การชดเชยแสง ซึ่งรายละเอียดจะได้กล่าวหัวข้อต่อไป


    การเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบต่างๆ


    กล้องดิจิตอลทุกตัวในโลกวัดแสงผ่านเลนส์จากภาพจริงที่จะไปตกลงบนเซ็นเซอร์ เรียกว่าระบบวัดแสงผ่านเลนส์ หรือ TTL(Through-The-Lens ) อาจจะวัดบนเซ็นเซอร์รับภาพโดยตรงในกล้องแบบคอมแพค หรือกล้องแบบ Mirrorless หรือมีระบบเซ็นเซอร์วัดแสงแยกออกมาต่างหากแบบกล้อง DSLR การวัดแสงจะมี 4 รูปแบบใหญ่ๆ ให้เลือกใช้งาน หากผู้ใช้เลือกระบบวัดแสงได้ถูกต้องจะใช้งานได้ง่าย ได้ภาพที่ดีตั้งแต่แรก และควบคุมความสว่างของภาพได้อย่างแม่นยำ ระบบวัดแสงที่มีใช้ในปัจจุบันส่วนมากมี 5 ระบบคือ





    1. ระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ มีชื่อเรียกต่างๆ กันเช่น Evaluate, Matrix ระบบแบ่งพื้นที่จะแบ่งพื้นที่ภาพออกเป็นหลายๆ ส่วนตั้งแต่ 2 ไปจนถึง 1000 กว่าส่วน แล้วแต่รุ่นกล้อง ระบบจะนำเอาค่าวัดแสงที่ได้ในแต่ละส่วน ตำแหน่งปรับความชัดที่ใช้งานในขณะนั้น ระยะห่างจากวัตถุ สีของภาพในแต่ละตำแหน่ง มาทำการเปรียบเทียบเพื่อวิเคราะห์ว่า ภาพนั้นเป็นภาพลักษณะอย่างไร ควรเปิดรับแสงเท่าใดจะเหมาะสมที่สุด
    เมื่อใช้ระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ ผู้ใช้เพียงทำตามค่าวัดแสงที่กล้องแนะนำให้ เมื่อถ่ายภาพออกมาแล้ว ภาพมืดหรือสว่างเกินไปจากที่ต้องการ ค่อยปรับแต่งด้วยการชดเชยแสงในภายหลัง ส่วนมากจะได้ภาพที่ดีแต่แรก เป็นระบบวัดแสงที่ก้าวหน้า ปัญหาน้อย คล่องตัว ใช้ถ่ายภาพได้ทุกรูปแบบ


    เคล็ดลับในการใช้ระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ คือ ควรเลือกจุดปรับความชัดไปที่จุดสนใจ จะทำให้กล้องรู้ว่าเราเน้นพื้นที่วัดแสงตำแหน่งไหน ทำให้วัดแสงได้แม่นยำแทบไม่ผิดพลาดเลย




    ระบบแบ่งพื้นที่มีประโยชน์มากกับการถ่ายภาพที่แสงยุ่งยากแบบภาพถ้ำนี้



    2. ระบบวัดแสงเฉพาะจุด Spot Metering เป็นระบบที่กล้องจะวัดแสงเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางภาพประมาณ 3.8-1% ของพื้นที่ช่องมองภาพเท่านั้นโดยไม่วัดพื้นที่ส่วนอื่นๆ เลย ข้อดีคือ แม่นยำ เพราะรู้ค่าแสงเฉพาะตำแหน่งจริงๆ อย่างตรงไปตรงมา ในบางกล้องอาจจะย้ายตำแหน่งวัดแสงตามจุดปรับความชัดได้อีกด้วย (ตรงนี้ต้องดูคู่มือการใช้งานกล้องประกอบ) แต่ผู้ใช้ควรระมัดระวังในการใช้งาน ไม่ควรวัดส่วนมืดหรือสว่าง ควรวัดที่โทนกลางๆ เช่น ใบหน้าคน หากวัดผิดตำแหน่งจะทำให้ภาพมืดหรือสว่างมากไปเลย หากจำเป็นต้องวัดส่วนขาวหรือดำจะต้องชดเชยแสงควบคู่กันไปด้วย เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคล ภาพมาโคร หรือภาพทิวทัศน์ที่ต้องการรู้ค่าแสงหลายๆ ตำแหน่ง



    ระบบวัดแสงเฉพาะจุด เหมาะกับภาพที่แสงยุ่งยาก และผู้ใช้วัดแสงได้คล่อง
    สามารถหาตำแหน่งวัดแสงที่เหมาะสมได้
    ตำแหน่งวัดแสงส่วนใหญ่เป็นโทนกลางที่ได้รับแสง




    อีกภาพหนึ่งที่ระบบวัดแสงเฉพาะจุดทำงานได้ดี
    ส่วนระบบ Evaluate ก็สามารถใช้งานได้ดีและสะดวกกว่าอีกด้วย


    3. ระบบวัดแสงส่วนกลางภาพ Partial Metering ทำงานเหมือนระบบ Spot แต่มีพื้นที่ใหญ่กว่าประมาณ 9-7% ของพื้นที่ช่องมองภาพ


    4. ระบบเฉลี่ยทั้งภาพ Average Metering เป็นระบบวัดแสงที่เฉลี่ยความสว่างของภาพทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วใช้ค่าเฉลี่ยนั้นในการถ่ายภาพ เหมาะกับการถ่ายภาพตามแสงที่ไม่มีส่วนสว่างจ้าหรือมืดมากอยู่ในภาพมากเกินไป เช่น ภาพทิวทัศน์ หากมีส่วนสว่างจ้าหรือมืดมากในภาพมากๆ ภาพอาจจะมืดหรือสว่างเกินไป ต้องชดเชยแสงเพื่อปรับสีความสว่างของภาพ




    ลักษณะที่แสงไม่ยุ่งยากง่ายๆ ระบบวัดแสงเฉลี่ยทำงานได้ดี


    5. ระบบเฉลี่ยหนักกลางภาพ Center-weight Average Metering เป็นการนำเอาระบบ Partial และ Average มารวมกัน จะวัดแสงเน้นส่วนกลางภาพ แต่ก็เฉลี่ยส่วนอื่นเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยจะให้น้ำหนักกลางภาพสูงกว่าขอบภาพมาก เช่น 70-30 , 60-40 , 80-20 เป็นต้น วัตถุที่อยู่กลางภาพจึงมีผลต่อค่าแสงมากกว่าขอบภาพ เหมาะกับการถ่ายภาพทิวทัศน์ที่ต้องการเน้นวัดแสงพื้นที่บางส่วน ถ่ายภาพบุคคลตามแสง หากภาพมืดหรือสว่างไปต้องชดเชยแสงเข้าช่วย




    ภาพตามแสง โทนสีเฉลี่ยๆ ไม่ยุ่งยาก ระบบวัดแสงเฉลี่ยหนักกลางก็ทำงานได้ดี


    การล็อคค่าแสง

    เมื่ออยู่ในระบบอัตโนมัติทั้งหลาย เช่น AV, TV, P หรือโปรแกรมอื่นๆ ค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงและเสกลวัดแสงจะเปลี่ยนไปมาตามลักษณะของภาพ เมื่อเราวัดแสงแล้วมีการขยับกล้องไปเล็กน้อย ค่าแสงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่ปริมาณแสงที่ส่องลงภาพในขณะนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพราะค่าวัดแสงเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุที่ปรากฏในภาพด้วย เมื่อภาพขยับ ค่าแสงจึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงต้องมีการล็อคค่าแสงหากภาพที่วัดแสงกับภาพที่ถ่ายจริงไม่ตรงกัน เช่น ถ่ายภาพคนให้อยู่ขอบภาพ แต่ตอนวัดแสงเอาคนไว้กลางภาพ เป็นต้น

    การล็อคค่าแสงทำได้ 2 วิธีเช่นเดียวกับการล็อคความชัด คือ กดปุ่มกดชัตเตอร์ค้างไว้ครึ่งหนึ่ง กล้องจะล็อคค่าแสง สามารถย้ายตำแหน่งภาพแล้วกดชัตเตอร์ลงไปสุดเพื่อถ่ายภาพได้ เมื่อปล่อยปุ่มกดชัตเตอร์ ค่าแสงจะปลดออก หรือกดปุ่ม AE-L กล้องก็จะล็อคค่าแสงไว้จนกว่าจะถ่ายภาพหรือกดปุ่ม AE-L ซ้ำอีกครั้ง(ดูคู่มือการใช้งานประกอบด้วย)

    การล็อคค่าแสงใช้ประโยชน์ได้มากกับระบบวัดแสงเฉพาะจุดเวลาถ่ายภาพบุคคล เราสามารถวัดแสงหน้าคนแล้วล็อคเอาไว้ แล้วจัดองค์ประกอบโดยหน้าคนไม่ต้องอยู่กลางภาพ ถ้าใช้ปุ่ม AE-L จะถ่ายภาพได้หลายๆ ภาพโดยไม่ต้องล็อคค่าแสงใหม่ ซึ่งสะดวกและได้แสงแม่นยำมากอีกด้วย




    ภาพที่แสงตกลงเฉพาะส่วน และไม่อยู่กลางภาพพอดี
    การใช้ระบบเฉพาะจุดและล็อคค่าแสงเอาไว้ จะได้แสงที่แม่นยำ สะดวก รวดเร็ว
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 02:26.

  2. The Following 5 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    apisitle (4th November 2016), chocolatenom (27th November 2013), NATTAKIT (13th February 2016), phat123 (21st December 2015), Pinky (26th November 2012)

  3. #2
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default การชดเชยแสงเมื่อภาพมืดหรือสว่างเกินไป

    ธรรมชาติของระบบวัดแสงไม่ว่าจะระบบใดคือ ทำการวัดแสงที่ตกลงบนพื้นที่วัดแสง แล้วเฉลี่ยค่าแสงออกมา ที่พิเศษคือระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ซึ่งมีการวัดแสงหลายๆ ตำแหน่งแล้วมาเปรียบเทียบ ทำให้รู้ว่านี่คือส่วนสว่าง นี่คือส่วนมืด นี่คือจุดสนใจ(จากจุดโฟกัส) ทำให้การคำนวนค่าแสงมีความแม่นยำสูง แต่พื้นฐานแล้วก็ยังมีการเฉลี่ยค่าแสงในบางตำแหน่งอยู่ดี ส่วนระบบอื่นๆ จะมีการเฉลี่ยค่าแสงอย่างตรงไปตรงมา เช่น เฉลี่ยเฉพาะส่วนกลางภาพในระบบ Spot และ Partial เฉลี่ยทั้งภาพในระบบ Average หรือเน้นส่วนกลางภาพด้วยในระบบ Center-Weight




    ไม่ว่าจะถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยหรือมาก
    หากปรับแสงตามกล้อง ความสว่างเฉลี่ยของภาพจะใกล้เคียงกันคือเป็นโทนกลาง




    ภาพที่มีท้องฟ้าขาวจ้า ย้อนแสง หรือมีส่วนขาวในภาพมากๆ มักจะได้ภาพมืดกว่าความเป็นจริง
    เมื่อใช้ระบบวัดแสงที่ไม่ใช่ระบบแบ่งพื้นที่ ภาพลักษณะนี้ต้องชดเชยแสง + ดักเอาไว้ก่อนหรือถ่ายใหม่โดยชดเชยแสง + ก็ได้



    ภาพที่มีส่วนมืดมาก หรือมีส่วนดำในภาพมากๆ มักจะได้ภาพสว่างกว่าความเป็นจริง
    เมื่อใช้ระบบวัดแสงที่ไม่ใช่ระบบแบ่งพื้นที่
    ภาพลักษณะนี้ต้องชดเชยแสง – ดักเอาไว้ก่อนหรือถ่ายใหม่โดยชดเชยแสง – ก็ได้



    ค่าเฉลี่ยของแสงที่ได้จะถ่ายภาพให้ออกมาเป็นโทนกลาง คือ ความสว่างประมาณสีเทา 18% (ไม่ได้หมายความว่าจะภาพสีจะกลายเป็นสีเทานะครับ เป็นสีสรรเหมือนเดิม แต่ความเข้มประมาณสีเทา 18%) ที่กล้องถูกกำหนดไว้แบบนี้เพราะว่าภาพส่วนมากที่ถ่ายกันจะประกอบด้วยโทนกลางเป็นส่วนใหญ่ มีเฉพาะบางภาพที่มีส่วนสว่างมากเต็มพื้นที่ เช่นมีแต่กำแพงขาว หรือมีส่วนมืดมากเต็มพื้นที่ ดังนั้น กฏเบื้องต้นของระบบวัดแสงทั้งหลายคือ ภาพที่ได้จะมุ่งสู่โทนกลาง

    เมื่อเราถ่ายภาพที่มีสีขาวมาก หรือฉากหลังสว่างกว่าจุดสนใจ เช่น คนใส่เสื้อขาวฉากหลังขาว ถ่ายภาพโดยจุดสนใจอยู่ในร่ม ฉากหลังแดดออก ถ่ายภาพย้อนแสง มีพระอาทิตย์อยู่ด้านหลัง ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นคือ จุดสนใจจะมืด เพราะกล้องพยายามทำให้ส่วนขาวกลายเป็นโทนกลาง ส่วนโทนกลางอย่างผิวคนจึงกลายเป็นโทนดำไป เรียกว่า ภาพอันเดอร์ (Under Exposure) อาการมืดของภาพสามารถเกิดขึ้นได้แม้เราจะเปิดรับแสงพอดีตามเครื่องวัดแสงก็ตาม ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราถ่ายภาพที่มีสีดำหรือสีเข้มมาก หรือฉากหลังมืดกว่าจุดสนใจ เช่น คนใส่ชุดดำฉากหลังสีเข้ม ถ่ายภาพโดยจุดสนใจอยู่กลางแดด ฉากหลังเป็นร่มเงา ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นคือ จุดสนใจจะสว่างจ้า เพราะกล้องพยายามทำให้ส่วนมืดกลายเป็นโทนกลาง ส่วนโทนกลางอย่างผิวคนจึงกลายเป็นโทนขาวไป (Over Exposure) อาการสว่างของภาพสามารถเกิดขึ้นได้แม้เราจะเปิดรับแสงพอดีตามเครื่องวัดแสงก็ตาม



    ภาพมีส่วนขาวมาก มักจะได้ภาพมืดกว่าความเป็นจริง
    เป็นธรรมดาของระบบวัดแสงของกล้องถ่ายภาพ





    การแก้ไขภาพมืดจากการที่ภาพมีส่วนสว่างมากเกินไป ด้วยการชดเชยแสงไปทาง +





    ภาพมีส่วนสีเข้มมาก มักจะได้ภาพสว่างกว่าความเป็นจริง



    การแก้ไขภาพมืดจากการที่ภาพมีส่วนสีเข้มมากเกินไป ด้วยการชดเชยแสงไปทาง –



    ปรากฏการณ์ถ่ายภาพส่วนขาวมากแล้วภาพอันเดอร์หรือมืด กับถ่ายภาพส่วนดำมากแล้วภาพโอเวอร์หรือสว่าง จะเกิดกับระบบวัดแสงแบบ Spot, Partial, Average และ Center-weight จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นกับพื้นที่วัดแสงมีส่วนขาวหรือดำมากน้อยเพียงไร ส่วนระบบแบ่งพื้นที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดการโอเวอร์อันเดอร์ก็ได้ ขึ้นกับความสามารถในการคำนานค่าแสงของระบบวัดแสง


    การชดเชยแสง

    เมื่อรู้อยู่ว่า ถ่ายภาพส่วนขาวมากภาพจะอันเดอร์ ถ่ายภาพส่วนดำมากภาพจะโอเวอร์ (ยกเว้นระบบแบ่งพื้นที่) เราสามารถที่จะคาดเดาล่วงหน้าถึงภาพที่จะได้ว่าเป็นอย่างไร เช่น พื้นที่วัดแสงมีวัตถุสีเข้มมาก ภาพโอเวอร์แน่ๆ เราสามารถปรับแสงให้เสกลวัดแสงอยู่ที่ – ดักไว้ก่อนได้เลย หากพื้นที่วัดแสงมีวัตถุสว่างมากๆ ภาพจะอันเดอร์แน่ๆ สามารถปรับแสงให้เสกลวัดแสงอยู่ที่ + ไว้ล่วงหน้าได้เลย เราเรียกการปรับแสงเพิ่มหรือลดนี้ว่า การชดเชยแสง Exposure Compensation มีสูตรท่องจำง่ายๆ คือ เจอขาว ชดเชย + เจอดำ ชดเชย –




    ด้านบนเป็นการปรับชดเชยแสงไปทาง + ในตัวอย่างคือ +1 stop
    ภาพล่างเป็นการปรับชดเชยแสงไปทาง – คือ -1 stop


    ในระบบถ่ายภาพแบบ Manual การชดเชยแสงทำโดยการปรับความเร็วชัตเตอร์หรือช่องรับแสงให้เสกลค่าแสงไปทาง + หรือ – มากน้อยตามที่ต้องการ ส่วนระบบ AV, TV, P หรือโปรแกรมอื่นๆ จะต้องใช้ปุ่มชดเชยแสงในการปรับค่าเท่านั้น ไม่สามารถปรับที่ความเร็วชัตเตอร์หรือช่องรับแสงได้ เพราะเมื่อปรับค่าหนึ่ง อีกค่าหนึ่งจะปรับตามเพื่อรักษาค่าแสงให้คงที่ จึงไม่มีผลต่อการชดเชยแสง ต้องใช้ปุ่มชดเชยแสงเท่านั้น ข้อควรระวังในการใช้ปุ่มชดเชยแสงคือ ให้ปรับกลับด้วยเมื่อใช้เสร็จ


    สำหรับระบบวัดแสงแบบแบ่งพื้นที่ การชดเชยแสงดักไว้ล่วงหน้าไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นและทำได้ง่ายๆ เพราะไม่รู้ว่ากล้องคิดอะไรอยู่ คิดถูกหรือผิด ให้ถ่ายภาพออกมาก่อน แล้วค่อยชดเชยแสงโดยดูจากภาพที่ได้อีกที สำหรับมือใหม่ การชดเชยแสงดักไว้ก่อนอาจจะเป็นเรื่องยาก แนะนำให้ลองถ่ายภาพออกมาก่อนแล้วชดเชยแสงแก้ แนะนำให้ถ่ายภาพแก้ความสว่างในทันที ไม่ควรคิดว่าจะแก้ด้วยโปรแกรมในภายหลัง เพราะผลต่างกันมาก การแก้ด้วยโปรแกรมจะแก้ได้น้อย และทำให้การไล่ระดับโทนเสียไป ไม่เหมือนการชดเชยแสงขณะถ่ายภาพที่ได้ผลดีกว่ามาก




    การชดเชยแสงบางครั้งก็ไม่ได้ตรงไปตรงมา ภาพยามเช้าผ่านหมอกมีดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลัง
    ชดเชยแสง + เล็กน้อยเพราะต้องการภาพดูมืดๆ กว่าความเป็นจริง จะได้บรรยากาศยามเช้าดีกว่า





    แสงที่ตกลงกำแพงแรงมาก ชดเชยแสง + รอไว้ได้เลย
    หรือจะวัดแสงที่ฐานองค์พระแล้วล็อคความจำแสงไว้ก่อนก็ได้ ตัดปัญหาเรื่องชดเชยแสงออกไป





    ฉากหลังเป็นทะเลย้อนแสงเล็กน้อย ควรชดเชยแสง + ดักไว้
    หรือวัดแสงเฉพาะจุดที่หน้า ไม่ต้องชดเชยแสงก็ได้





    ภาพยามกลางคืน ถือว่าเป็นภาพวัตถุสีเข้ม
    หากถ่ายภาพโดยวัดแสงตามกล้อง ภาพจะสว่างมากเกินไป ดูไม่เหมือนช่วงใกล้ค่ำ
    ต้องปรับภาพอันเดอร์ลงประมาณ -2 stop จะได้ภาพดูเป็นกลางคืน





    ภาพพระอาทิตย์ขึ้น แสงแตกต่างมาก แต่ไม่ได้เน้นจุดใดเป็นพิเศษ แบบนี้ไม่ต้องชดเชยแสงก็ได้
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 02:10.

  4. The Following 7 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    apisitle (4th November 2016), chocolatenom (27th November 2013), juon (3rd June 2013), maxxpassion (6th February 2014), NATTAKIT (13th February 2016), Pinky (26th November 2012), waritpupn (3rd April 2013)

  5. #3
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default แฟลชผู้ช่วยในที่มืดและที่สว่าง

    แสงทำหน้าที่ให้ความสว่าง ให้สิ่งต่างๆ ปรากฏให้เห็นขึ้นมา ในทางการถ่ายภาพถือว่าแสงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากไม่มีแสงจะไม่สามารถถ่ายภาพได้ เช่นเดียวกับที่เราจะมองไม่เห็นอะไรเลยหากไม่มีแสง สามารถแบ่งแสงออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ แสงธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ แสงจากดวงจันทร์ แสงจากฟ้าผ่า และแสงที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น แสงแสงแฟลช แฟลชจากไฟฟลูออเรสเซน์ แสงไฟทังสเตน แสงไฟโซเดียมไลท์ แสงที่ใช้ถ่ายภาพกันส่วนใหญ่คือ แสงอาทิตย์ ส่วนน้อยที่จะเป็นแสงประดิษฐ์ หลายครั้งที่เราใช้แสงทั้งสองแบบผสมกัน แสงสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ แสงต่อเนื่อง คือ แสงที่มีความสว่างต่อเนื่อง เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ แสงจากกองไฟ อาจจะมีความสว่างขึ้นลงบ้างแต่ก็ไม่เร็วจนเกินไป ต่อมาคือ แสงไม่ต่อเนื่อง คือแสงที่มีความสว่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก สว่างและดับในเวลาอันสั้น เช่น แสงแฟลช แสงจากฟ้าผ่า แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนท์ก็เป็นแสงไม่ต่อเนื่อง จะติดดับด้วยความถี่ 50 ครั้งต่อวินาทีตามความถี่ของไฟฟ้าที่ใช้ เวลาถ่ายภาพด้วยแสงฟลูออเรสเซนท์ความสว่างและสีจะไม่คงที่ ไม่ควรใช้ชัตเตอร์สูง ควรใช้ชัตเตอร์ต่ำกว่า 1/50 วินาทีภาพจะคงที่ไม่มีปัญหาเรื่องสีกับความสว่าง

    ในบรรดาแสงประดิษฐ์ทั้งหลาย แฟลชเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการถ่ายภาพ ในกล้องกลุ่มคอมแพคไปจนถึง DSLR รุ่นมืออาชีพหลายตัวจะมีแฟลชขนาดเล็กติดมาให้เลย คนส่วนใหญ่จะใช้แฟลชเพียงการให้ความสว่างกับภาพเท่านั้น ไม่รู้ว่าแฟลชยังทำอะไรได้มากกว่านั้นอีกมาก หน้าที่ของแฟลชมี 5 ประการหลักๆ คือ


    1. ให้ความสว่างกับภาพ ในกรณีที่แสงไม่มี แฟลชจะเป็นอุปกรณ์ให้ความสว่างกับภาพ เหมือนแสงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างยามกลางวัน คนส่วนมากใช้แฟลชเพื่อให้ความสว่างกับภาพเป็นหลัก
    2. ช่วยเพิ่มแสงในส่วนเงา ใช้ในกรณีที่มีเงาดำในภาพมาก และส่วนดำนั้นไม่ไกลจากกล้องนัก แฟลชทำหน้าที่เพิ่มแสงในส่วนเงา ทำให้รายละเอียดส่วนเงาปรากฏขึ้นมา ส่วนแสงหลักยังเป็นแสงอาทิตย์หรือแสงอื่นๆ แฟลชทำหน้าที่เพิ่มแสงในส่วนเงาเท่านั้น
    3. ช่วยสร้างทิศทางแสง ในภาพที่แสงสม่ำเสมอ จะทำให้ภาพดูแบนขาดมิติ แฟลชสามารถสร้างทิศทางแสงเงาได้ แต่จะใช้แฟลชสร้างแสงเงาได้ต้องแยกแฟลชออกจากตัวกล้อง แล้วใช้สายโยงแฟลชหรือรีโมทสั่งงาน เป็นการใช้แสงแฟลชร่วมกับแสงธรรมชาติหรือแสงตามสภาพให้สมดุลกัน
    4. ช่วยให้สีสันของภาพถูกต้องขึ้น ในบางครั้งสีของแสงอาจจะไม่ดีนัก ทำให้สีภาพไม่สดใส การใช้แฟลชซึ่งแสงขาวและถูกต้องเหมาะสมมากกว่าจะช่วยให้ภาพสีสันสดใสมากขึ้น
    5. สร้างจุดเด่นให้กับภาพ โดยการให้แสงตกลงที่จุดสนใจ ทำให้จุดนั้นสว่างกว่าจุดรอบข้าง แสงโดยรอบมืดลง จุดสนใจก็จะสว่างขึ้น เทคนิคนี้ส่วนมากจะต้องแยกแฟลชออกจากตัวกล้องเช่นเดียวกับการสร้างทิศทางแสง





    ภาพถ่ายในบ้าน ใช้แฟลช 2 ตัว
    สร้างทั้งทิศทางแสง ให้ความสว่าง และลบเงาไปด้วยในตัว





    ภาพมาโครเป็นภาพที่ใช้แฟลชกันมาก แฟลชทำหน้าที่เป็นแสงหลัก
    และยังสร้างทิศทางของแสงเพื่อให้ภาพดูมีมิติขึ้นด้วย




    ภาพจากการใช้แฟลชยิงจากด้านหลังเพื่อสร้างแสงเงา
    ต้องแยกแฟลชออกจากตัวกล้องถึงจะยิงแสงในลักษณะนี้ได้





    ภาพในถ้ำสะเกิน ใช้แสงจากไฟฉายส่องไปที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้
    หากไม่มีแสงจากไฟฉายก็จะไม่เห็นตัวเจ้าหน้าที่เลย





    ภาพเตนท์กับท้องฟ้ากลางคืน
    ใช้แฟลชยิงจากด้านในเต้นท์เพื่อให้เตนท์สว่างกลายเป็นจุดเด่นของภาพ
    เป็นการเน้นจุดสนใจโดยใช้แฟลชร่วมกับแสงธรรมชาติ





    ใช้แฟลชสร้างแสงเงาโดยการยิงแฟลชลดใบไม้ลงมา
    ทำให้แสงสว่างเป็นส่วนๆ ได้สีสันถูกต้องสดใสมากขึ้นด้วย


    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 02:16.

  6. The Following 5 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocolatenom (27th November 2013), espresso7 (4th July 2014), IndyAir9 (20th March 2014), phat123 (21st December 2015), Pinky (26th November 2012)

  7. #4
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ควบคุมแสงแฟลชให้เหมาะสม

    แสงแฟลชมีคุณลักษณะใกล้เคียงแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นแสงสีขาว ก่อให้เกิดแสงและเงาเหมือนๆ กัน หากเข้าใจในหลักการจะสามารถใช้แสงแฟลชได้ไม่แตกต่างจากแสงธรรมชาติ ความแตกต่างระหว่างแสงแฟลชและแสงอาทิตย์ ประการแรกอยู่ที่แสงแฟลชเป็นแสงไม่ต่อเนื่อง มีความสว่างช่วงสั้นๆ ซึ่งตาจะมองเห็นเพียงแว๊บเดียวเท่านั้น ในขณะที่แสงอาทิตย์ส่องสว่างยาวนานกว่าทำให้เห็นแสงเงาชัดเจนกว่ามาก การกำหนดทิศทางแสงและเงาจึงทำได้ยากเพราะมองไม่เห็นชัดเหมือนแสงธรรมชาติ ประการที่สองคือ แสงแฟลชลดความสว่างลงอย่างรวดเร็วเมื่อห่างออกไป ในขณะที่แสงอาทิตย์แทบไม่เปลี่ยนความสว่างเลย ทำให้สิ่งอยู่ใกล้แฟลชสว่าง ไกลแฟลชออกไปภาพจะมืด ต้องควบคุมระยะห่างของวัตถุกับแฟลชให้เหมาะสม ประการที่สามคือ แฟลชมีขนาดเล็ก ไม่ใหญ่ครอบคลุมโลกเหมือนดวงอาทิตย์ แสงแฟลชจึงมีลักษณะเป็นแสงแข็งมากกว่าแสงอาทิตย์ คือมีเงาชัดเจนมาก และแสงจะแข็ง เวลาถ่ายภาพวัตถุผิวมัน ส่วนสะท้อนแสงแฟลชจะสว่างจ้า ส่วนไม่สะท้อนแสงแฟลชจะมืดไปอย่างเห็นได้ชัด ภาพถ่ายด้วยแฟลชปกติจึงมักมีฉากหลังดำ เมื่อฉากหลังดำ วัตถุที่เป็นจุดสนใจจึงมักสว่างโอเวอร์ไปเล็กน้อย ผู้ถ่ายภาพจึงต้องดูภาพและชดเชยแสงแฟลชเพื่อแกไขบ่อยๆ




    แฟลชมีประโยชน์มากในการถ่ายภาพ สามารถให้ความสว่างกับภาพ
    และหากผู้ใช้ชำนาญพอ สามารถสร้างทิศทางแสงเงา เน้นจุดเด่น หรือทำสิ่งอื่นๆ ได้อีกมากมาย
    ภาพนี้ใช้แฟลชยิงขึ้นเพดาเพื่อให้ความสว่างกับภาพทั้งหมดโดยไม่กลบแสงที่สาดมาจากหน้าต่าง
    และใช้แผ่นรีเฟกเตอร์หน้าแฟลชเพื่อสร้างแววตา


    กำลังของแฟลช

    แฟลชก็เหมือนหลอดไฟทังสเตนหลอดหนึ่ง มีค่าความสว่างสูงสุดและสามารถลดความสว่างลงได้ ความสว่างสูงสุดของไฟแฟลชแสดงอยู่ในรูปของค่า ไกด์นัมเบอร์ (Guide Number) จะระบุเป็นตัวเลข มีหน่วยเป็น เมตร,ความไวแสง,ทางยาวโฟกัส เช่น แฟลชมีค่าไกด์นัมเบอร์ 32 m,iso 100, 50mm. หมายความว่า แฟลชมีค่าไกด์นัมเบอร์ที่ 32 เมตร ที่ ISO 100 ทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่ตัวแฟลช 50มม. เมื่อมีการเพิ่มความไวแสง ค่าไกด์นัมเบอร์จะสูงขึ้น เมื่อลดความไวแสง ค่าไกด์นัมเบอร์จะลดลง เช่นเดียวกับทางยาวโฟกัส เมื่อเพิ่มทางยาวโฟกัสค่าไกด์นัมเบอร์จะมากขึ้น เมื่อลดทางยาวโฟกัส ค่าไกด์นัมเบอร์จะลดลง เราสามารถรู้ค่าไกด์นัมเบอร์ของแฟลชได้จากคู่มือกล้อง หรือไปที่ระบบแฟลชแบบแมนนวล M ตั้งความไวแสง ISO 100 ทางยาวโฟกัส 50mm. เปิดช่องรับแสง f/4 แล้วดูว่าระยะถ่ายภาพเป็นกี่เมตร (จากเสกล) ค่าไกด์นัมเบอร์จะได้จากสูตร


    ไกด์นัมเบอร์ = ระยะทาง x F-Number


    สมมติว่า ที่ f4 ได้ระยะห่าง 10 เมตรเท่ากับไกด์นัมเบอร์ 40 เมตร iso100 50mm.

    ค่าไกด์นัมเบอร์มีประโยชน์ใช้การควบคุมความสว่างของภาพ กฏข้อแรกของการใช้แฟลชคือ ต้องถ่ายภาพไม่เกินกำลังแฟลช จึงต้องรู้ค่าไกด์นัมเบอร์ของแฟลชที่ใช้งานอยู่ สมมติว่าถ่ายภาพที่ f/8 iso 100 แฟลชไกด์นัมเบอร์ 40 จะถ่ายที่ระยะห่างกว่า 5 เมตรไม่ได้ ใกล้กว่าได้ ถ้าห่างมากกว่านั้นภาพจะมืดเพราะเกินกำลังแฟลช หากต้องถ่ายภาพห่างกว่านั้นให้เพิ่มความไวแสงขึ้นไป ทุกความไวแสงที่เพิ่ม 1 stop ค่าไกด์นัมเบอร์จะเพิ่ม 1.4 เท่าเสมอ

    ระบบการทำงานของแฟลช

    แฟลชส่วนใหญ่มีระบบการควบคุมแสงอยู่ 3 ระบบใหญ่ๆ คือ ปรับตั้งเอง M , อัตโนมัติ A และ อัตโนมัติวัดแสงผ่านเลนส์ TTL

    1. ระบบแฟลชแบบปรับตั้งเอง Manual เป็นระบบที่ไม่มีการควบคุมแสงแฟลชจากตัวกล้อง แฟลชจะยิงแสงตามกำลังที่ได้ตั้งไว้ มักจะเป็นระบบการทำงานของแฟลชนอกตัวกล้องของกล้อง DSLR เช่น Canon Speedlite 580 EX II ฯลฯ ในระบบนี้ผู้ใช้ต้องปรับค่า f/stop ตามระยะห่างของแฟลชกับวัตถุเสมอ โดยที่ตัวแฟลชมักจะมีเสกลแสดงระยะทางตาม f/stop ที่ใช้งาน ให้ปรับค่าตามนั้น

    ระบบแฟลชแบบปรับตั้งเองในแฟลชหลายรุ่นสามารถลดกำลังไฟได้ทีละ 2 เท่า 1/1 ½ ¼ 1/8 1/16 จนถึง 1/256 ซึ่งสะดวกในการควบคุมขนาดช่องรับแสงตามระยะทางได้มากขึ้น เช่น ที่ระยะ 1 เมตร แฟลชให้ใช้ f/64 แต่อยากใช้ที่ f/11 ก็ลดกำลังลงมาเรื่อยๆ ที่ 1/32 จะได้ f/11 ตามต้องการ ระบบแฟลชแบบปรับตั้งเองมีความแม่นยำสูงสุด เป็นการปรับค่าช่องรับแสงตามปริมาณแสงที่ส่งออกไปจริงๆ แสงนิ่ง คงที่ แฟลชสตูดิโอจะเป็นระบบ Manual แต่ไม่สะดวกเพราะต้องปรับค่า f/stop ตามระยะทางตลอดเวลา ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความรวดเร็วนัก มักใช้กับงานปราณีตที่มีเวลาปรับตั้งและทดสอบภาพเสมอ

    ระบบแฟลชแบบ M ควรใช้คู่กับระบบถ่ายภาพแบบ M หรือ AV เพราะควบคุมช่องรับแสงได้ เมื่อถ่ายภาพด้วยแฟลชแมนนวลแล้วภาพสว่างหรือมืดเกินไป การปรับแก้ให้ปรับเพิ่มลดที่ช่องรับแสงเท่านั้น เช่น ถ่ายภาพที่ f/5.6 แล้วมืดไป ก็ให้ปรับช่องรับแสงกว้างขึ้นไปเป็น f/5 4.5 4 หรือค่าอื่นๆ ตามแต่ต้องการ เป็นต้น ไม่ต้องใช้ระบบชดเชยแสง เพราะระบบชดเชยแสงที่กล้องหรือแฟลชไม่สามารถควบคุมแฟลชแมนนวลได้




    ระบบแฟลชแมนนวลในแฟลชรุ่นใหญ่สามารถลดกำลังไฟได้
    สะดวกในการควบคุมขนาดช่องรับแสงให้เหมาะกับภาพ






    ตัวอย่างการใช้แฟลชระบบ Manual ยิงเข้าในเตนท์ด้านหน้า ร่วมกับแสงไฟหน้ารถและแสงธรรมชาติจากท้องฟ้า


    2. ระบบแฟลชอัตโนมัติ Auto ระบบแฟลช Auto จะเป็นระบบแฟลชของกล้องคอมแพคตัวเล็กๆ หรือมีอยู่ในแฟลชแยกของกล้อง DSLR บางรุ่น โดยตัวแฟลชจะมีเซ็นเซอร์ควบคุมแสงแฟลชติดตั้งเอาไว้ ทำหน้าที่ตัดแสงแฟลชตาม f/stop ที่ใช้อยู่ ระบบนี้ผู้ใช้เพียงแต่ตั้งค่า f/stop ที่ต้องการ แล้วถ่ายภาพได้เลย ตัวแฟลชจะควบคุมแสงให้เอง กฏของการใช้แฟลช Auto คือ ต้องห่างไม่เกินกำลังแฟลช ใกล้กว่าได้ เช่น แฟลช GN40 ใช้ f/4 ต้องยืนห่างไม่เกิน 10 เมตร ใกล้กว่าได้ เป็นต้น ที่ตัวแฟลชมักมีเสกลระยะทางบอกเอาไว้
    หากภาพที่ได้มืดหรือสว่างเกินไป การชดเชยแสงแฟลชระบบ Auto ต้องชดเชยที่ระบบชดเชยแสงของแฟลช โดยมักจะมีปุ่ม +- ที่ตัวแฟลช ให้ปรับชดเชยแสงที่ตัวแฟลชเท่านั้น และควรใช้กับระบบถ่ายภาพแบ M หรือ AV





    การชดเชยแสงแฟลชในระบบ Auto หรือ TTL
    ต้องชดเชยที่แฟลชเท่านั้น ชดเชยที่กล้องไม่มีผลต่อแสงแฟลช


    3. ระบบแฟลชแบบ TTL จะมีระบบวัดแสงแฟลชภายในตัวกล้อง คอยวัดแสงที่ผ่านเลนส์เข้ามาแล้วควบคุมแสงแฟลช ระบบนี้สะดวกมาก เพียงแต่ตั้งขนาดช่องรับแสงที่ต้องการที่ตัวเลนส์ได้เลย กฏการใช้งานคือ ระยะห่างของแฟลชกับวัตถุห้ามเกินกำลังแฟลช เช่น GN40 f/4 ห้ามห่างกว่า 10 เมตร ที่ตัวแฟลชมักมีเสกลระยะทางบอกเอาไว้ ระบบแฟลชแบบ TTL อาศัยเครื่องวัดแสงที่ตัวกล้อง อาจจะเป็นชุดเดียวกับที่ใช้กับแสงต่อเนื่องที่ถ่ายภาพปกติ หรือคนละชุดก็ได้ ควรศึกษาจากคู่มือกล้อง ระบบวัดแสงของแฟลช TTL จึงมีทั้งระบบแบ่งพื้นที่ เฉลี่ย หนักกลาง เฉพาะจุด และล็อคค่าความจำแสงได้ (ขึ้นกับรุ่นกล้องและแฟลชที่ใช้) ระบบแฟลช TTL สามารถให้ภาพสว่างหรือมืดเกินไปได้ จากสีของวัตถุที่ถ่ายภาพและฉากหลังเช่นเดียวกับการใช้แสงต่อเนื่องถ่ายภาพตามปกติ การปรับแก้ให้ใช้ระบบชดเชยแสงแฟลชที่ตัวแฟลชเท่านั้น

    ระบบแฟลช TTL สามารถใช้กับระบบถ่ายภาพได้ทุกระบบ แค่ระวังไม่ให้เกินระยะห่างจนความแรงของแฟลชไม่เพียงพอเท่านั้น



    งานมาโครเป็นงานที่ต้องใช้แฟลชที่ฉลาดมากๆ เพราะมักจะเจอส่วนขาวและดำซับซ้อน
    ระบบวัดแสงแบบ ETTL จะเหมาะอย่างมากกับภาพลักษณะนี้


    โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ระบบแฟลชแบบ TTL ร่วมกับระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่ Evaluate จะง่าย สะดวกกว่า ระบบแฟลช TTL ในปัจจุบันมีระบบการทำงานก้าวหน้ามาก สามารถรู้ตำแหน่งจุดสนใจจากตำแหน่งปรับความชัด ระยะห่าง สีสันของภาพ ฯลฯ ทำให้คุมแสงได้แม่นยำแทบไม่ผิดพลาด ทั้งยังวัดแสงในสภาพแสงที่มีความซับซ้อนได้ดีอีกด้วย
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 02:19.

  8. The Following 5 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    apisitle (4th November 2016), chocolatenom (27th November 2013), IndyAir9 (20th March 2014), Mastermath (3rd February 2015), Pinky (26th November 2012)

  9. #5
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ใช้แฟลชกับแสงตามสภาพ

    ภาพจากการใช้แฟลชโดยส่วนใหญ่มักได้ฉากหลังดำ เพราะการใช้แฟลชมักใช้เมื่อแสงไม่พอ เมื่อใช้แฟลชซึ่งมีความสว่างต่อเวลาสูงมากในขณะที่แสงแสงรอบข้างมีความสว่างต่อเวลาน้อยกว่ามาก ทำให้ฉากหลังดำไป ยิ่งฉากหลังอยู่ไกลแฟลชมากเท่าไรยิ่งดำเท่านั้น และยิ่งฉากหลังไม่มีแสงเท่าไร ภาพของฉากหลังจะดำมากขึ้นด้วยเช่นกัน ผู้ที่รู้เรื่องการถ่ายภาพ มีความชำนาญในการถ่ายภาพมากหน่อยมักจะไม่พึ่งพาแสงแฟลชอย่างเดียว แต่จะอาศัยแสงตามสภาพที่มีอยู่ในขณะนั้น คำว่าแสงตามสภาพ คือ แสงต่อเนื่องที่มีอยู่ในเวลานั้น อาจจะเป็นแสงจากธรรมชาติเช่นแสงอาทิตย์ แสงจากท้องฟ้า หรือแสงประดิษฐ์เช่น แสงทังสเตน แสงฟลูออเรสเซนท์ที่อยู่ในอาคารก็ได้ ผลจากการใช้แสงร่วมกันจะทำให้ภาพสว่างจากแสงแฟลชในขณะเดียวกัน ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ดำ ยังเห็นรายละเอียดจากการเก็บแสงตามสภาพเข้าไปด้วย หรืออาจจะใช้วิธีเพิ่มจำนวนแฟลชเข้าไปเพื่อช่วยเพิ่มแสงที่ฉากหลัง แล้วแต่เทคนิคของแต่ละช่างภาพ รวมไปถึงลักษณะภาพนั้นๆ ด้วย




    ภาพบนเป็นภาพที่ใช้แฟลชกับความเร็วชัตเตอร์ปกติ
    ทำให้แสงตามสภาพซึ่งมีน้อยมากไม่สามารถเกิดภาพได้
    เมื่อเพิ่มแสงตามสภาพเข้าไปโดยการลดความเร็วชัตเตอร์
    ทำให้สามารถเก็บท้องฟ้าและดาวได้ ภาพบนชัตเตอร์ 20 วินาที
    ส่วนภาพล่างชัตเตอร์ 3 นาที ตั้งบนขาตั้งกล้อง


    หลักการใช้แฟลชร่วมกับแสงตามสภาพ

    การใช้แฟลชร่วมกับแสงตามสภาพ มีหลักอยู่ง่ายๆ ว่า แสงแฟลชควบคุมโดยช่องรับแสงและความไวแสง ส่วนแสงตามสภาพ ควบคุมโดยความเร็วชัตเตอร์ ช่องรับแสง และความไวแสง ขั้นตอนในการทำงานแบ่งง่ายๆ ได้ดังนี้



    1. กำหนดไว้ก่อนว่าอยากให้อัตราส่วนแสงตามสภาพกับแสงแฟลชแตกต่างกันเท่าไร ถ้าเราจะใช้แสงแฟลชเป็นแสงหลัก แสงตามสภาพเป็นแสงรอง แสงแฟลชจะต้องมากกว่าแสงตามสภาพ สมมติว่า 2:1 คือ แสงแฟลชสว่างกว่าแสงตามสภาพ 1 เท่า 1:1 คือ แสงแฟลชกับแสงตามสภาพสว่างเท่ากัน 1:2 คือ แสงแฟลชมืดกว่าแสงตามสภาพ อย่างนี้เป็นต้น การใช้แฟลชถ่ายภาพกลางคืนให้ติดฉากหลัง เราจะใช้แฟลชเป็นแสงหลัก แสงแฟลชพอดี แล้วใช้แสงตามสภาพช่วยเพิ่มรายละเอียด จะกำหนดอัตราส่วนให้แสงตามสภาพน้อยกว่าแฟลช ส่วนการใช้แฟลชลบเงาหรือเพิ่มรายละเอียดส่วนมืด จะให้แสงแฟลชพอดีหรือน้อยกว่าแสงตามสภาพ
    2. กำหนดช่องรับแสงที่ต้องใช้งาน ให้ดูว่าภาพนั้นต้องใช้ช่องรับแสงเท่าไร โดยดูจากแฟลชและค่าไกด์นัมเบอร์เป็นหลัก สมมติว่าผมจะถ่ายภาพแมลง ให้แฟลชเข้าที่แมลง ส่วนฉากหลังใช้แสงตามสภาพ ผมกำหนดใช้ช่องรับแสง f/11 (ดูจากความชัดลึก) หรือถ่ายภาพเตนท์กับดาว ผมกำหนดช่องรับแสง f/5.6 เป็นต้น ตั้งช่องรับแสงนั้นที่แฟลชและกล้องให้เรียบร้อย
    3. ทำการปรับแฟลช ถ้าใช้ระบบ TTL ไม่ต้องปรับอะไร เพราะกล้องจะคุมแสงแฟลชให้อยู่แล้ว แต่ถ้าระบบ Manual ต้องเพิ่มลดกำลังแฟลชให้เหมาะกับระยะทางและ f/stop ที่ใช้งานโดยดูจากเสกลที่แฟลช ตอนนี้ต้องดูว่า อัตราส่วนแสงแฟลชต่อแสงตามสภาพเป็นเท่าไร สมมติว่า แสงแฟลชน้อกว่าแสงตามสภาพครึ่งหนึ่ง อัตราส่วน 1:2 (แฟลชต่อแสงตามสภาพ) ให้ลดแฟลชลง 1stop โดยลดกำลังแฟลชในระบบ M หรือใช้ชดเชยแสงแฟลชเมื่อใช้ระบบ TTL หรือ A แต่ถ้าแฟลชมากกว่าแสงตามสภาพ ให้ตั้งแฟลชพอดี หรือแฟลชสว่างกว่าแสงตามสภาพ ตรงนี้ขึ้นกับลักษณภาพว่าต้องการแสงแฟลชโอเวอร์แสงตามสภาพพอดี หรือแฟลชพอดีแสงตามสภาพอันเดอร์
    4. วัดแสงตามสภาพเพื่อหาความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสม ให้วัดแสงที่ตัวกล้องว่าได้ความเร็วชัตเตอร์เท่าไร โดยดูจากเสกลวัดแสง ตรงนี้ให้ดูว่ากำหนดค่าแสงตามสภาพไว้เท่าไร สมมติว่า แสงตามสภาพน้อยกว่าแฟลชครึ่งหนึ่ง อัตราส่วน 2:1 (แฟลชต่อแสงตามสภาพ) ให้วัดแสงไปที่ -1stop แฟลชจะพอดี แสงตามสภาพลดลงครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
      ข้อควรระวังคือ เวลาถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยแล้วใช้แสงตามสภาพด้วย ชัตเตอร์จะต่ำมากทำให้ถือกล้องให้นิ่งไม่ได้ ต้องใช้ขาตั้งกล้องควบคู่ไปด้วย
    5. ถ่ายภาพแล้วดูภาพ


    ถ้าใช้แฟลชในระบบปรับตั้งเองจะค่อนข้างแม่นยำแต่ไม่สะดวก ระบบ TTL จะสะดวก แต่อัตราส่วนของแสงอาจจะไม่แม่นยำดังที่ตั้งไว้ เพราะขึ้นกับสีสันของภาพด้วย อาจจะต้องชดเชยแสงแฟลชเพิ่มลดค่าแสงแฟลชให้ได้ความสว่างจากแฟลชที่ต้องการ ส่วนแสงต่อเนื่องจะถูกควบคุมโดยความเร็วชัตเตอร์ ให้เพิ่มหรือลดความเร็วชัตเตอร์เพื่อเพิ่มลดแสงต่อเนื่อง อย่าเปลี่ยนช่องรับแสงเพื่อคุมแสงต่อเนื่องเพราะจะมีผลไปกระทบแสงแฟลชด้วย



    จะเห็นว่าฉากหลังมืดสว่างต่างกัน สามารถคุมสีของฉากหลังได้
    โดยใช้การควบคุมความเร็วชัตเตอร์จากการวัดแสง

    การใช้แฟลชกับแสงธรรมชาติมักไม่ได้ติดแฟลชไว้ที่ตัวกล้องโดยตรง มักมีการใช้แฟลชไปด้านข้างเพื่อสร้างทิศทางแสง ซึ่งเรื่องการจัดแสงจะได้ยกไปอยู่ในหมวดเรื่องแสงเงาซึ่งจะเห็นภาพได้ชัดเจนมากกว่า




    ภาพมาโครเป็นภาพที่ใช้แฟลชบ่อยครั้ง
    ภาพนี้ใช้แฟลชเพื่อสร้างทิศทางของแสงบางๆ โดยให้แสงตามสภาพพอดี
    ส่วนแสงแฟลชอันเดอร์ประมาณ 2 stop
    แสงแฟลชจะเป็นแค่ตัวสร้างแสงเงาและประกายน้ำเท่านั้น
    ไม่มีผลต่อความสว่างของภาพมากนัก ชัตเตอร์ 1 วินาที f/22






    ภาพนี้ใช้แฟลชเป็นแสงหลัก โดยให้แฟลชมาจากด้านหลัง ส่วนแสงตามสภาพเป็นแสงรอง อันเดอร์ประมาณ 1.5 stop ชัตเตอร์ 0.6 วินาที f/22




    ภาพแมงมุมนี้ใช้แฟลชเป็นแสงหลักเพื่อสร้างทิศทางแสงและแยกแมงมุมออกจากฉากหลัง
    แสงแฟลชยิงมาจากด้านหลัง แล้วใช้ชัตเตอร์ต่ำเพื่อเพิ่มรายละเอียดฉากหลัง ชัตเตอร์ 1.3 วินาที f/22


    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 02:23.

  10. The Following 14 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    apisitle (4th November 2016), arale (27th November 2012), chocolatenom (27th November 2013), ismeeair (1st December 2012), jujuijoke (27th November 2012), k_swc (2nd September 2016), Litespeed (18th March 2013), Mastermath (3rd February 2015), mom (27th November 2012), Palajin (27th November 2012), phat123 (21st December 2015), Pinky (26th November 2012), sontidej (28th November 2012), wej (28th November 2012)

  11. #6
    Join Date
    Feb 2010
    Posts
    249
    Thanks
    14
    Thanked 8 Times in 3 Posts
    Rep Power
    10

    Default

    เป็นบทความที่ดีมากจริงๆได้ความรู้มากๆจริง แต่มีบางตอน ยังติดขัดอยู่บ้างอ่ายหลาบรอบแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี รบกวน อธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้กระจ่างขึ้นสักหน่อยได้มั้ยครับ
    1กำหนดไว้ก่อนว่าอยากให้อัตราส่วนแสงตามสภาพกับแสงแฟลชแตกต่างกันเท่าไร ถ้าเราจะใช้แสงแฟลชเป็นแสงหลัก แสงตามสภาพเป็นแสงรอง แสงแฟลชจะต้องมากกว่าแสงตามสภาพ สมมติว่า 2:1 คือ แสงแฟลชสว่างกว่าแสงตามสภาพ 1 เท่า 1:1 คือ แสงแฟลชกับแสงตามสภาพสว่างเท่ากัน 1:2 คือ แสงแฟลชมืดกว่าแสงตามสภาพ อย่างนี้เป็นต้น การใช้แฟลชถ่ายภาพกลางคืนให้ติดฉากหลัง เราจะใช้แฟลชเป็นแสงหลัก แสงแฟลชพอดี แล้วใช้แสงตามสภาพช่วยเพิ่มรายละเอียด จะกำหนดอัตราส่วนให้แสงตามสภาพน้อยกว่าแฟลช ส่วนการใช้แฟลชลบเงาหรือเพิ่มรายละเอียดส่วนมืด จะให้แสงแฟลชพอดีหรือน้อยกว่าแสงตามสภาพ

    **** ข้อนี้พอจะเข้าใจ คือเราจะให้แสงไหนเป็นแสงหลัก แสงไหน มากหรือน้อยกว่าแสงไหน เพื่อมิติภาพ *****

    แต่ที่ไม่เข้าใจคือข้อ

    4วัดแสงตามสภาพเพื่อหาความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสม ให้วัดแสงที่ตัวกล้องว่าได้ความเร็วชัตเตอร์เท่าไร โดยดูจากเสกลวัดแสง ตรงนี้ให้ดูว่ากำหนดค่าแสงตามสภาพไว้เท่าไร สมมติว่า แสงตามสภาพน้อยกว่าแฟลชครึ่งหนึ่ง อัตราส่วน 2:1 (แฟลชต่อแสงตามสภาพ) ให้วัดแสงไปที่ -1stop แฟลชจะพอดี แสงตามสภาพลดลงครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
    ข้อควรระวังคือ เวลาถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยแล้วใช้แสงตามสภาพด้วย ชัตเตอร์จะต่ำมากทำให้ถือกล้องให้นิ่งไม่ได้ ต้องใช้ขาตั้งกล้องควบคู่ไปด้วย

    *** - สมมุติว่าสปีดชัตเตอร์ได้1/60 แสง90องศา แบบที่ถ่ายก็จะหน้าเป็นเปาปุ้นจิ้น เราก็ต้องใช้แฟลซเพื่อเปิดเงา เลยมีคำถามว่า ****
    - เราจะรู้ค่ากำลังแฟลซ ที่แสงตามสภาพ ได้ยังไง ใช้สูตรไกด์นัมเบอร์ = ระยะทาง x F-Number ในการหาค่านี้ใช่หรือไม่ครับ ถ้าไม่ใช่หาได้จากไหนครับ
    - ถ้าใช่ สมมุติว่า ได้ ค่าเป็น GN 7 เรา ก็ปรับ +/- แฟลซ ไป 3 แก๊ก เพื่อได้จะได้ค่า GN20 คือ +1stop และจะได้ GN2.5 คือ -1 stop เราก็ใช้ค่าตรงนี้ เป็นตัวควบคุม กำลังแฟลซ ให้สูงกว่า หรือต่ำกว่า ค่าสภาพแสงตามจริง ใช่หรือไม่ครับ
    - ผมไปอ่าน ตอนที่3 การเปิดเงา มักจะใช้ ค่าแสงแฟลซ ต่ำกว่าแสงตามสภาพจริง จะอัตราส่วนเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับมิติภาพที่เราจะให้ออกมา ก็เลยสงสัยเพิ่มขึ้นอีกนิด คือ
    ***ถ้าเรายิงกำลังแฟลซ เท่ากับ ค่าแสงตามสภาพ ยิงตรงๆไปที่แบบ หน้าเปาปุ้นจิ้น ผลที่ได้คือ นางแบบ จะได้หน้า ที่แสงเท่ากันเสมอทั้งหน้าใช่หรือไม่ครับ เพราะค่าส่วนสว่างของภาพ เท่ากับ ค่าความสว่างของแฟลซอยู่แล้ว จึงไม่ทำให้สว่างเพิ่มขึ้น แต่ส่วนมืด ได้รับแสงเพิ่ม เลย มาสว่างเท่ากัน

    ขอบคุณมากๆครับผม สำหรับบทความดีๆ ช่วยให้ได้ความรู้ขึ้นอีกมากมายจริงๆครับ

  12. The Following 6 Users Say Thank You to arale For This Useful Post:

    Airmarshal (21st February 2014), fakedevil (31st May 2014), ismeeair (1st December 2012), Little Room (7th December 2012), phat123 (21st December 2015), sakdaname (30th April 2015)

  13. #7
    Join Date
    Oct 2013
    Posts
    479
    Thanks
    394
    Thanked 55 Times in 24 Posts
    Rep Power
    7

    Default

    ข้อมูลมีประโยชน์มากๆ ขอบคุณครับ

  14. The Following User Says Thank You to IndyAir9 For This Useful Post:

    phat123 (21st December 2015)

  15. #8
    Join Date
    Nov 2013
    Posts
    33
    Thanks
    10
    Thanked 3 Times in 3 Posts
    Rep Power
    0

    Default


  16. The Following User Says Thank You to lewpixza For This Useful Post:

    phat123 (21st December 2015)

  17. #9
    Join Date
    Feb 2016
    Posts
    35
    Thanks
    18
    Thanked 2 Times in 2 Posts
    Rep Power
    0

    Default

    ขอบคุณมากครับ สำหรับมือใหม่เป็นแนวทางที่ดีเลยครับ อ่านเข้าใจง่ายมาก

  18. #10
    Join Date
    Jul 2014
    Posts
    9
    Thanks
    0
    Thanked 0 Times in 0 Posts
    Rep Power
    0

    Default


  19. #11
    Join Date
    Mar 2014
    Posts
    17
    Thanks
    3
    Thanked 8 Times in 7 Posts
    Rep Power
    0

    Default

    ขอบคุณสำหรับบทความครับ

+ Reply to Thread

Similar Threads

  1. Replies: 23
    Last Post: 27th November 2014, 23:00
  2. Motor Expo : P O R T R A I T.................
    By inspire01 in forum Event & Mini Trip
    Replies: 22
    Last Post: 7th December 2010, 12:41
  3. motor expo
    By sherbet in forum Event & Mini Trip
    Replies: 5
    Last Post: 22nd June 2009, 02:32
  4. motor expo
    By nhamac in forum ห้องภาพถ่ายทั่วไป
    Replies: 6
    Last Post: 12th December 2008, 20:27
  5. Replies: 17
    Last Post: 14th December 2006, 12:15

Tags for this Thread

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •