Review ล่าสุด

 



+ Reply to Thread
Page 1 of 2 12 LastLast
Results 1 to 15 of 24

Thread: เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 1 ใช้กล้องและอุปกรณ์ให้คล่องแคล่วเหมาะสม

  1. #1
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 1 ใช้กล้องและอุปกรณ์ให้คล่องแคล่วเหมาะสม


    รถพาเราไป เราพารถไป

    ผู้คนส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถยนต์ จะเป็นรถส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ล้วนแล้วแต่เป็นรถเหมือนๆ กัน จะรถจักรยาน รถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซด์ ก็เรียกว่ารถทั้งนั้น รถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปหมดไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เรามีข้าวกินก็เพราะมีรถยนต์วิ่งขนส่ง ไปทำงาน ไปเที่ยวได้ก็เพราะมีรถยนต์นำพาไป ชีวิตของมนุษย์เราจึงมักผูกพันกับรถยนต์จนไม่สามารถขาดได้ รถต้องมีเราขับ มีเราคอยเติมน้ำมัน มีเราคอยดูแลรักษา ส่วนเราก็มีรถเป็นพาหนะนำพาไปไหนต่อไหน ความผูกพันเช่นนี้น่ารัก ตรงไปตรงมา เป็นเหมือนชีวิตหนึ่งของครอบครัว หากรถเกเรไม่ทำหน้าที่ของมัน เราคงลำบากไม่น้อยทีเดียว แม้ความผูกพันของคนกับรถจะมากแค่ไหน แต่น้อยคนนักที่จะบันทึกภาพช่วงชีวิตที่เรากับรถยนต์ต่างอาศัยกันและกัน อาจจะเพราะในอดีตนั้น กล้องถ่ายภาพยังมีราคาสูงและใช้งานยาก ทำให้คนไทยส่วนมากจะห่างเหินไม่คุ้นเคยกับการถ่ายภาพ โดยเฉพาะกับรถที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเรามักจะถ่ายภาพรถแค่ช่วงที่ซื้อมาใหม่ๆ ตอนรับรถ ไปทำพิธีเจิมรถ แล้วก็ไม่ได้ถ่ายภาพรถกันอีกเลยจนกระทั่งขายรถออกไป




    ถ่ายตอนขับรถไปเที่ยวที่ Lake Districk ประเทศอังกฤษ มีแกะเดินมาขวางหน้าระหว่างขับรถเป็นประจำ จึงหยุดถ่ายภาพเป็นที่ระลึกว่าโดนแกะขวางทาง
    ถ่ายภาพจากด้านในรถให้เห็นรถที่ใช้งาน ตัวเอง วิวและแกะ เล่าเรื่องราวได้ครบ เลนส์ 14 มิลิเมตร ระบบถ่ายภาพ Auto ความไวแสง ISO 800 f/8





    ถ่ายคู่กับรถ vauxhall corsa ที่เช่ามาเป็นพาหนะในการท่องเที่ยวรอบนั้น
    เลนส์ 14 มิลิเมตร ความไวแสง 200 1/160วินาที f/14




    เดี๋ยวนี้ เวลานี้ กล้องถ่ายภาพที่เคยเป็นของฟุ่มเฟือยยากที่จะมีใช้งาน กลับกลายเป็นของที่อยู่คู่กับเราจนแทบจะแยกไม่ออก ตั้งแต่กล้องถ่ายภาพที่มากับโทรศัพท์มือถือซึ่งนับวันจะมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ และใช้งานได้ง่าย อย่าง iPhone 4s กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคที่เล็ก เบา ใช้งานได้ง่าย มีราคาไม่แพง และมีคุณภาพรูปที่ดีกว่าโทรศัพท์มือถือราคาแพงและยังมีลูกเล่นการปรับตั้งสีภาพต่างๆ ไม่แพ้กล้องโทรศัพท์มือถืออีกด้วย เช่น Canon Ixus กล้องคอมแพครุ่นสูงที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ความละเอียดสูง สามารถนำภาพไปขยายภาพใหญ่ๆ ให้สีสวยงาม ในราคาไม่แพง อย่าง Canon Powershot สูงขึ้นไปกล้องแบบ Mirrorless ที่ใช้เซ็นเซอร์เท่ากับกล้องรุ่นมืออาชีพ แต่เล็กและเบากว่า ใช้งานสะดวกกว่ามาก ทั้งยังถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ในราคาไม่แพง เช่น กล้อง Canon EOS M หรือสูงขึ้นไปเป็นกล้องระดับมืออาชีพที่จะเน้นคุณภาพและความสวยงามของภาพสูงสุด อย่าง Canon EOS ไม่ว่าเราจะมีกล้องแบบใด มือถือ กล้องคอมแพค ไปจนกล้องระดับมืออาชีพ ก็สามารถถ่ายภาพในชีวิตประจำวันของเราได้




    สู้ๆ สู่ปากตก น้ำหนาว ถ่ายไว้ขณะขับรถลุยป่ารถเข้าไปที่ปากตก เป็นบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์
    เลนส์ 28มม. ความไวแสง ISO 400 1/125วินาที f/5.6 หลังจากทริปนี้ไม่มีใครยอมเข้าปากตกด้วยเลย



    ทำไมถึงชวนทุกท่านมาถ่ายภาพ รถกับเรา เรากับรถ เอาไว้ เพราะรถก็เหมือนคนหนึ่งในครอบครัว เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้เมื่อนึกถึง เป็นเพื่อนกับเรายามเดินทาง คอยปกป้องเราอย่างซื่อสัตย์ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ว่าจะช่วงสั้นหรือช่วงยาวก็ตาม ส่วนตัวผมเองเป็นคนที่ผูกพันกับรถยนต์มาก แม้จะไม่ได้มีอาชีพใดๆ เกี่ยวกับรถยนต์ แต่ต้องเดินทางบ่อยมาก ทั้งขับรถออกต่างจังหวัดลุยป่าขึ้นเขาเพื่อไปถ่ายภาพที่ตนเองชอบ ขับรถไปทำสวนเกษตรอันเป็นงานประจำ ขับรถไปรับส่งลูก ขับรถไปหาลูกค้า ผมซื้อรถทุกคนด้วยตัวเอง เลือกรุ่นเลือกสีทุกอย่างเอง จึงรักรถและดูแลรถทุกคันเหมือนคนในครอบครัว ผมมักจะถ่ายภาพรถขณะไปเที่ยว อาจจะเป็นภาพรถเดี่ยวๆ หรือรถกับคนในครอบครัว ทั้งภรรยา ลูก กับวิวสวยๆ ที่เราเดินทางไป ภาพถ่ายเป็นการเปลี่ยนความทรงจำอันว่างเปล่าให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ถ่ายทอดได้ บอกเล่าได้ ซึ่งจะมีค่ามากมายในวันข้างหน้า การถ่ายภาพปัจจุบันไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่ม กล้องซื้อมาแล้ว จะถ่ายภาพเดียวหรือหมื่นภาพก็ใช้จ่ายไม่แตกต่างกัน เพียงแต่เสียเวลาเล็งมุมกดชัตเตอร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การถ่ายภาพสวยๆ เพื่อบันทึกความทรงจำเอาไว้เรื่อยๆ จึงเป็นกำไรชีวิตอย่างแท้จริง หากปล่อยผ่านก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หากจับไว้ บันทึกไว้ ก็เป็นสิ่งมีค่าขึ้นมา เหมือนเปลี่ยนความว่างให้กลายเป็นของมีค่านั่นละ



    ลูกสาวคนเดียวตอนอายุ 2 ขวบ ระหว่างทางไปสวนสนภูกุ่มข้าวกับรถ Toyota Fortuner คู่ใจ
    เลนส์ 70-200mm.F2.8 ความไวแสง ISO 200 ความเร็วชัตเตอร์ 1/160 วินาที f/4


    นอกจากจะชวนทุกท่านถ่ายภาพตัวเองกับรถเอาไว้เพื่อตัวของตัวเองแล้ว ผมยังชวนทุกท่านนำภาพที่ถ่ายไว้ส่งเข้าประกวดในหัวข้อ “วันหนึ่งของรถกับเรา” ซึ่งจัดโดยสื่อสากล ผู้จัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โปกับ Canon ชิงรางวัลกล้อง Canon EOS 5D Mark II หรือ Canon EOS M เป็นของรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวด และผู้เข้าประกวดยังสามารถลุ้นจับรางวัลเก้าอี้นวดไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า กล้องถ่ายภาพ Canon และของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ลุ้นทั้งชนะการประกวด ลุ้นทั้งจับฉลาก สามารถดูรายละเอียดการประกวด ทั้งกติกาและของรางวัลได้ที่ http://www.motorexpo.co.th/2012/photo_contest.php





    โดดก่อนกลับบ้าน ที่ลานจอดรถขุนแม่ยะ
    เลนส์ 18มม. ความไวแสง ISO 100 1/750 วินาที f/5.6


    ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบถ่ายภาพรถกับตัวเองและครอบครัว จึงได้ถูกมอบหมายมาให้ความรู้เบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะถ่ายภาพ รถกับเรา เรากับรถ โดยผมจะแบ่งเรื่องราวเป็นตอนสั้นๆ ตั้งแต่อุปกรณ์ การปรับตั้ง การจัดภาพ การจัดแสง และการวางเรื่องราวให้กับภาพที่จะถ่าย ทั้งหมดมาจากประสบการณ์ความรู้ในการถ่ายภาพที่ผมมี หลายอย่างเป็นประสบการณ์ส่วนตัว สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละท่านได้ครับ




    คืนแสนสุขที่ทุ่งแสลงหลวง กลางเดือนพฤษภาคม บรรยากาศแบบนี้นานๆ จะมีโอกาสชื่นชมสักครั้ง
    ความไวแสง ISO 800 เวลาเปิดรับแสง 8 วินาที f/8 ตั้งสมดุลสีของแสงที่ 5000K
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 12:33.

  2. The Following 4 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocorbo (25th November 2014), Guanyu (9th December 2012), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013)

  3. #2
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ใช้กล้องแบบใดดี แตกต่างกันอย่างไร

    จะถ่ายภาพก็ต้องมีกล้องสำหรับบันทึกภาพ กล้องที่เราใช้กันปัจจุบันส่วนมากเป็นกล้องดิจิตอล ใช้เซ็นเซอร์ CMOS หรือ CCD ในการรับแสง มีส่วนน้อยมากที่ใช้ฟิล์มหรือวัสดุอื่นๆ ในการถ่ายภาพซึ่งมักจะเป็นกล้องเฉพาะกิจมากกว่า

    กล้องดิจิตอลแบ่งได้ออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. กล้องมือถือ ซึ่งผมจัดว่าเป็นกล้องด้วยเพราะคนส่วนมากก็ใช้กัน แม้แต่มืออาชีพก็ยังใช้กล้องจากมือถือถ่ายภาพในบางโอกาส กล้องมือถือมีข้อดีคือ ใช้งานง่าย เล็งแล้วถ่ายภาพได้เลย แถมพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะมันติดอยู่กับโทรศัพท์ กล้องมือถือพวก PDA ยังมีลูกเล่นค่อนข้างมาก ทั้งการใส่กรอบภาพ ใส่ข้อความ การปรับสีและสไตล์ภาพ ทำหน้านุ่มเนียน อยากให้ทำอะไรสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นจากเวปมาใช้ในการปรับตั้งได้เลย ซึ่งนับวันก็จะมี App. ถ่ายภาพของมือถือให้เล่นมากขึ้นเรื่อยๆ

    ข้อด้อยของกล้องมือถือไม่ว่าจะมือถือขั้นเทพปานใดก็ตามคือ คุณภาพรูปต่ำเมื่อเทียบกับกล้องถ่ายภาพแท้ๆ เนื่องจากกล้องมือถือจำเป็นต้องใช้เซ็นเซอร์รับแสงขนาดเล็กและเลนส์ขนาดเล็กมากเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อขนาดและการใช้แบตเตอรี่ ทำให้ไม่ไวแสง การรับแสงสีน้อยกว่ากล้องถ่ายภาพ การปรับแสงใช้การปรับสัญญาณไฟฟ้า ไม่ได้มีชัตเตอร์และช่องรับแสงแบบกล้องถ่ายภาพ การคุมช่วงความชัดและความคมชัดต่างๆ จึงทำได้ไม่เต็มที่เหมือนกล้องถ่ายภาพ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยจะมีสัญญาณรบกวนสูง ภาพแตก และไม่คมชัด เป็นเรื่องปกติของกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์เล็กมากอย่างกล้องโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าถ่ายภาพในสภาพแสงแดดจ้าจะได้ภาพที่ดี



    ลูกสาวตัวน้อยขณะรับกลับจากโรงเรียน ผมถ่ายภาพช่วงนี้เอาไว้บ่อยๆ เพราะหยิบมาถ่ายได้เลย
    ลูกก็เห็นภาพตัวเองจากการใช้กล้องด้านหน้า ไม่ได้หวังคุณภาพอะไร แค่ถ่ายภาพเก็บไว้ในช่วงเวลาประทับใจเท่านั้น


    การใช้กล้องมือถือเพื่อถ่ายภาพความละเอียดต่ำเพื่อการแสดงภาพในเว็ปไซต์นั้นพอทำได้ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าจะขยายภาพขนาดใหญ่ ต้องการรายละเอียดหรือความคมชัดสูงจะไม่สามารถใช้งานภาพจากกล้องมือถือได้เลย ต้องหันมาใช้กล้องถ่ายภาพโดยเฉพาะ (ไม่เช่นนั้น งานสำคัญต่างๆ อย่างงานแต่งงาน งานรับปริญญา ช่างภาพอาชีพคงใช้กล้องมือถือกันไปหมดแล้ว) หากคิดว่าจะถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้ใช้งานวันหน้า แนะนำให้ใช้กล้องถ่ายภาพจริงๆ จะดีกว่า ส่วนกล้องมือถือไว้ถ่ายภาพเล่นๆ ยามที่ไม่สะดวกหรือไม่ได้ติดกล้องถ่ายภาพเอาไว้กับตัว ส่วนตัวผมเองมีทั้งกล้องคอมแพค กล้อง DSLR และกล้องมือถือ ใช้ทุกตัว กล้องมือถือจะเอาไว้ถ่ายภาพฉุกเฉิน ส่งรูปสินค้า สั่งของ หรือถ่ายภาพง่ายๆ ที่ไม่ได้หวังอะไรมากนัก ส่วนภาพที่มีค่ามีความหมาย จะถ่ายด้วยกล้องคอมแพคหรือ DSLR เสมอ

    สำหรับการประกวด “วันหนึ่งของรถกับเรา” ไม่อนุญาติให้ใช้กล้องมือถือ ใช้ได้เฉพาะกล้องถ่ายภาพโดยเฉพาะตั้งแต่กล้องคอมแพคขึ้นไปเท่านั้น



    2. กล้องดิจิตอลแบบคอมแพค คือกล้องขนาดเล็กที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ กล้องคอมแพคใช้งานง่าย เล็ก เบา พกพาสะดวก มีราคาไม่แพง และยังมีลูกเล่นมากมายเช่น ปรับสี สไตล์ หรืออาจจะใส่กรอบ ตัวอักษรได้ในตัวกล้องแบบเดียวกับแอบพลิเคชั่นของโทรศัพท์มือถือ ราคาของกล้องคอมแพคส่วนใหญ่จะถูกกว่าโทรศัพท์มือถือประเภท PDA ทั้งหลาย ให้ภาพที่มีคุณภาพดีพอควร สามารถนำไปใช้งานได้ดีทั้งการอัดขยายภาพ ใช้งานบนเวปไซท์ หากต้องการถ่ายภาพเพื่อเก็บบันทึกความทรงจำเป็นเรื่องราวแบบหวังผล แนะนำให้ใช้กล้องคอมแพคเป็นอย่างน้อย



    กล้องคอมแพคเช่น Canon IXUS , Canon Powershot สามารถใช้ถ่ายภาพที่หวังผลได้
    ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขนาดเซ็นเซอร์และเลนส์ เซ็นเซอร์ใหญ่มักจะให้ภาพดีกว่า
    ส่วนเลนส์ที่สว่างและมีชิ้นเลนส์พิเศษจำนวนมากมักจะได้ภาพดีกว่า

    กล้องคอมแพคจะมีหลายระดับขึ้นกับว่าผู้ใช้ต้องการคุณภาพะดับใค จุดที่แนะนำให้พิจารณาคือ ความละเอียดของภาพ ควรไม่ต่ำกว่า 12 ล้านพิกเซลซึ่งเป็นความละเอียดที่ใช้งานได้ดีมากเพียงพอ เลือกขนาดเลนส์ซูมที่ชอบใช้งาน เช่นชอบถ่ายภาพวิวแนะนำให้เลือกเลนส์ที่มุมกว้างมากหน่อย เช่น 28มม. ถ้าชอบถ่ายภาพบุคคลแนะนำเลนส์ซูมประมาณ 100-200 มม. แต่ถ้าชอบถ่ายภาพทีเผลอหรือภาพระยะไกลที่ไม่อยากเข้าใกล้สิ่งที่เราถ่ายภาพมากๆ ต้องใช้เลนส์ซูมช่วงยาวประเภท 300 มม. ขึ้นไป ควรมีระบบลดการสั่นไหวของภาพจะช่วยให้ภาพนิ่งขึ้น

    ขนาดเซ็นเซอร์เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณา เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่มักจะจะให้ภาพที่ดีกว่าเซ็นเซอร์ขนาดเล็ก เช่น กล้อง Canon Powershot G15 จะใช้เซ็นเซอร์ขนาด 1/1.7 นิ้ว (7.44 x 5.58 มม) นิ้ว จะมีคุณภาพดีกว่า Powershot SX260HS ซึ่งใช้เซ็นเซอร์ขนาด ½.3 นิ้ว( 6.17 x 4.55 มม.) ทั้งนี้คุณภาพของภาพขึ้นกับเลนส์และระบบประมวลผลด้วย กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคจะมีเซ็นเซอร์หลายขนาดมาก ควรเลือกเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่เอาไว้ก่อน แต่ราคาของกล้องเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่จะสูงกว่ากล้องเซ็นเซอร์ขนาดเล็ก




    ภาพลูกในรถขณะที่เขากำลังร่าเริงจากการมองผ่านกระจกรถ
    ใช้กล้องคอมแพคถ่ายแบบง่ายๆ เร็วๆ แต่หวังผลได้ในคุณภาพ

    3. กล้องแบบ Mirrorless เป็นกล้องดิจิตอลที่มีรูปทรงแบบกล้องคอมแพค คือเล็ก แบนบาง เบา แต่ไม่เล็กขนาดกล้องคอมแพค สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ และใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ เช่น Canon EOS M เป็นกล้องที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงเพราะขนาดเล็ก เบา ราคาไม่แพง ใช้งานง่ายเช่นเดียวกับกล้องคอมแพค ในขณะที่ให้ภาพมีคุณภาพสูง ละเอียด คมชัด สัญญาณรบกวนต่ำถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีเช่นเดียวกับกล้อง DSLR สามารถใช้เลนส์คุณภาพสูงได้มากมาย หากต้องการกล้องคุณภาพดีในราคาเป็นมิตร ใช้งานง่าย พกพาสะดวก และจริงจังกับการถ่ายภาพ แนะนำกล้องในกลุ่ม mirrorless



    กล้องแบบ Mirrorless เช่น Canon EOS M ให้ภาพที่ดีเยี่ยมเช่นเดียวกับกล้องแบบ DSLR
    แต่พกพาสะดวก ใช้งานง่าย แบบเดียวกับกล้องคอมแพค ในขณะที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้
    มีเลนส์คุณภาพสูงให้ใช้งานมากมายเช่นเดียวกับกล้อง DSLR






    ภาพลูกกำลังเล่นสนุกอยู่ในรถ ใช้กล้อง Mirrorless ซึ่งถ่ายได้ง่าย เลนส์สว่าง ได้ภาพคุณภาพสูง
    หลังๆ ผมติดกล้องชนิดนี้ไว้ในรถเป็นประจำ เพื่อถ่ายภาพที่ต้องการความรวดเร็วและยังได้คุณภาพแบบเดียวกับ DSLR อีกด้วย




    4. กล้องแบบสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว DSLR เป็นกล้องสำหรับกลุ่มคนถ่ายภาพจริงจังหรือต้องการกล้องคุณภาพสูงเป็นหลัก สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ทำให้ใช้เลนส์ได้หลากหลายระดับ มีอุปกรณ์ประกอบให้เลือกเยอะ กล้อง DSLR กลุ่มนี้มีทั้งรุ่นเล็กระดับมือสมัครเล่นเช่น Canon EOS 600D รุ่นกลางสำหรับผู้ที่จริงจังกับการถ่ายภาพเช่น Canon EOS 7D และรุ่นสูงสำหรับมืออาชีพเช่น Canon EOS 5D MK III (ที่เป็นของรางวัลสำหรับการประกวดภาพ วันหนึ่งของเรากับรถ ในครั้งนี้)




    กล้องดิจิตอลแบบ DSLR ให้ภาพคุณภาพสูงมาก แต่จะหนัก ใช้งานยาก หากต้องการภาพที่ดีที่สุด แนะนำกล้องลักษณะนี้





    รถ Fortuner คันเก่งขณะไปลุยป่าน้ำหนาวตอนยังเป็นป้ายแดง
    ถ่ายด้วยกล้อง DSLR ภาพจะคมรายละเอียดขึ้นครบๆ อันเป็นจุดเด่นของกล้องเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่
    แต่ต้องแลกด้วยน้ำหนักที่มาก พกพาไม่สะดวกนัก รวมทั้งราคาสูงกว่ากล้องชนิดอื่นๆ


    การถ่ายภาพเรากับรถหากเป็นการถ่ายภาพเพื่อบันทึกความทรงจำ ถ่ายภาพสนุกๆ สามารถใช้ได้ตั้งแต่กล้องมือถือที่สะดวก แต่เสียเปรียบเรื่องคุณภาพ ส่วนตัวแนะนำใช้กล้องคอมแพคขึ้นไป กล้องคอมแพคสามารถเล่นมุม แสงเงา และเทคนิคต่างๆ ได้ไม่แพ้กล้องแบบ mirrorless และ DSLR สิ่งที่เสียเปรียบชัดเจนจะเป็นเรื่องการทำให้ฉากหลังเบลอ กล้องคอมแพคจะทำฉากหลังให้เบลอได้ยากมากเพราะใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กเลนส์มุมกว้าง กล้องกลุ่ม Mirrorless และ DSLR จะทำได้ดีกว่า ดังนั้นผู้ใช้กล้องคอมแพคควรจะเน้นที่สไตล์ภาพ เรื่องราว มุมภาพ อันเป็นจุดแข็งที่เกิดจากตัวผู้ถ่ายภาพ มากกว่าจะเน้นไปที่ชัดตื้นอันเกิดจากความได้เปรียบของอุปกรณ์




    ภาพจากกล้อง DSLR สามารถทำชัดตื้นได้ง่าย เป็นจุดเด่นของกล้องลักษณะนี้ ถ่ายที่ทางไปสันป่าเกี๋ย เชียงใหม่





    ภาพจากกล้องคอมแพค ถ่ายให้เห็นว่าทางแคบและด้านข้างยังลึกลงไป หากพลาดพลั้งมีโอกาสเจ็บตัวเสียรถได้เลย
    ถ่ายระหว่างทางจากแม่จอนหลวงไปแม่นาจร มุ่งสู่แม่แจ่ม เชียงใหม่
    Last edited by momo; 1st December 2012 at 12:31.

  4. The Following 4 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    Guanyu (9th December 2012), ksom (9th December 2012), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013)

  5. #3
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default เลนส์ ผลต่อภาพและฉากหลัง

    เลนส์เป็นสิ่งสำคัญในการถ่ายภาพ เช่นเดียวกับตาที่ทำหน้าที่ในการมองเห็น เลนส์ของกล้องถ่ายภาพทำหน้าที่รวมแสงทำให้เกิดเป็นภาพขึ้นมาได้ นั่นคือหน้าที่โดยตรงของเลนส์ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะกล้องมือถือ กล้องคอมแพค กล้อง mirrorless หรือกล้อง DSLR ต่างจะต้องมีเลนส์ทำหน้าที่รวมแสงทั้งนั้น นอกจากการทำให้เกิดภาพแล้ว เลนส์ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์ภาพอีกด้วย เพราะเลนส์แต่ละตัวจะมี “มุมการรับภาพ” ที่แตกต่างกัน ทำให้ภาพกว้างแคบแตกต่างกัน และยังให้สัดส่วนของวัตถุและฉากหลังที่ต่างกันด้วย นั่นเป็นสาเหตุหลักหนึ่งที่ทำให้คนสองคนที่ใช้กล้องรุ่นเดียวกัน เลนส์ตัวเดียวกัน แต่ถ่ายภาพได้สวยแตกต่างกัน เพราะการเลือกใช้เลนส์ที่แตกต่างกันนั่นเอง




    การเลือกใช้เลนส์มีผลต่อมุมภาพที่ได้อย่างมาก เลนส์มุมกว้างให้ฉากหลังที่กว้าง ได้เรื่องราวของภาพ
    ในขณะที่เลนส์เทเลโฟโต้ให้ฉากหลังแคบ เน้นจุดสนใจได้ง่ายกว่า ภาพจากเลนส์ 14มม.


    มุมการรับภาพของเลนส์คือ มุมของภาพที่ปรากฏบนเซ็นเซอร์ คือ ภาพที่เราเห็นในกล้อง มีตั้งแต่ 180 องศา คือ ทุกอย่างที่อยู่หน้าเลนส์จะปรากฏในภาพทั้งหมด ไปจน 1 องศา สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลๆ ได้อย่างชัดเจนแบบเดียวกับกล้องส่องทางไกล มุมการรับภาพนอกจากจะวัดเป็นองศาแล้ว ยังวัดเป็น ทางยาวโฟกัสในหน่วยของมิลิเมตร เช่น 50มิลิเมตร 100 มิลิเมตร ค่ามิลิเมตรมาจากจุดศูนย์กลางของแสงที่ผ่านเลนส์ถึงระนาบเซ็นเซอร์ ทางยาวโฟกัสของกล้องแต่ละขนาดจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับเซ็นเซอร์เล็กหรือใหญ่ เช่น เลนส์ 35มม. ในกล้องชนิด Full Frame มีมุมการรับภาพ 63 องศา แต่ถ้าเป็นเลนส์ 35มม. ในกล้องชนิด APS-C Size จะมีมุมการรับภาพ 42 องศา เป็นต้น การดูมุมรับภาพกับทางยาวโฟกัสของเลนส์จึงต้องดูขนาดของเซ็นเซอร์ด้วย





    ภาพอธิบายความหมายของมุมการรับภาพของเลนส์ ทางยาวโฟกัส
    และผลต่อขนาดเซ็นเซอร์ที่มีต่อมุมการรับภาพ






    ขนาดเซ็นเซอร์ที่ไม่เท่ากัน เมื่อใช้กับเลนส์ทางยาวโฟกัสเดียวกันจะให้มุมการรับภาพไม่เท่ากัน
    เซ็นเซอร์ใหญ่จะให้ภาพกว้างกว่าเซ็นเซอร์เล็กที่ทางยาวโฟกัสเท่ากัน


    เลนส์ถ่ายภาพจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ๆ โดยอาศัยความยาวของเส้นทะแยงมุมของเซ็นเซอร์เป็นหลัก เช่น เซ็นเซอร์ของกล้องแบบ Full Frame มีขนาด 24x36 มิลิเมตร เส้นทะแยงมุมจะเท่ากัน 43 มม. ดังนั้น เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสน้อยกว่า 43มม. จะจัดเป็นกลุ่มเลนส์มุมกว้าง เช่น 35มม. 28มม. 14มม. เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสใกล้ๆ กับ 43มม. จะเป็นเลนส์มาตรฐาน เช่น 40มม. 50มม. ส่วนเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสมากกว่า 43มม. ขึ้นไปเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ เช่น 80มม. 100มม. 500มม. เป็นต้น ยิ่งค่าทางยาวโฟกัสน้อย มุมจะกว้าง ทางยาวโฟกัสมาก มุมจะแคบ การถ่ายภาพกว้างๆ เช่น ภาพทิวทัศน์ ภาพสถาปัตยกรรม ภาพภายในอาคาร จึงใช้เลนส์มุมกว้าง ส่วนการถ่ายภาพระยะไกลให้วัตถุมีขนาดใหญ่ เช่น ภาพนก ภาพกีฬา จะใช้เลนส์เทเลโฟโต้ นอกจากนี้ยังมีเลนส์พิเศษ เช่น เลนส์มาโคร ซึ่งจะปรับความชัดได้ใกล้มาก ทำให้ภาพมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ สำหรับการถ่ายภาพสิ่งของขนาดเล็ก เช่น เครื่องประดับ แมลง เป็นต้น





    มุมการรับภาพของเลนส์ทางยาวโฟกัสต่างๆ เมื่อใช้กับเซ็นเซอร์ขนาด 24x36 มิลิเมตร






    การถ่ายภาพวัตถุในระยะใกล้มากๆ เพื่อให้ได้อัตราขยายสูง ต้องใช้เลนส์พิเศษ
    เช่น เลนส์มาโคร หรือเข้าโหมดถ่ายภาพแบบมาโครซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับความชัดได้ใกล้เป็นพิเศษ
    แต่จะมากแค่ไหนขึ้นกับกล้องเป็นรุ่นๆ ไป






    เลนส์มาโคร



    เลนส์กล้องถ่ายภาพยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ เลนส์ทางยาวโฟกัสเดี่ยว มักเรียกว่าเลนส์ฟิกซ์ Fixed Focal -length Lens เป็นเลนส์ที่มีมุมการรับภาพคงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น เลนส์ 200มม. กับเลนส์ซูม Zoom Lens เป็นเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมุมการรับภาพได้ เช่น 70-200มม. สามารถเปลี่ยนแปลงทางยาวโฟกัสได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 70 ไปจนถึง 200 มม. เป็นต้น เลนส์ที่ผู้คนส่วนมากใช้จะเป็นเลนส์ซูม เพราะสะดวกในการใช้งาน สามารถปรับมุมภาพกว้างขึ้นแคบลงได้ ในกล้องชนิดคอมแพคมักจะติดตั้งเลนส์ซูมเป็นส่วนมาก




    เลนส์ของกล้อง DSLR ชนิดซูม


    ทางยาวโฟกัสของเลนส์มีผลต่อวัตถุที่ถ่ายภาพ และฉากหลัง เรียกว่า Perspective หากเข้าใจและสามารถนำเอาประโยชน์ของ Perspective มาใช้งานก็จะทำให้ได้ภาพสวย สามารถบอกเล่าเรื่องราวในภาพได้ดีขึ้น การควบคุม Perspective เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของช่างภาพที่ดีและมีค่าตัวสูง Perspective ขึ้นกับมุมการรับภาพของเลนส์ซึ่งอธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

    เมื่อใช้เลนส์มุมการรับภาพกว้าง ตัววัตถุที่เป็นจุดสนใจตรงกลางจะใกล้กล้อง ส่วนที่ไกลออกไปจะไกลกล้อง ทำให้วัตถุส่วนกลางมีขนาดใหญ่กว่าวัตถุส่วนขอบทั้งๆ ที่วัตถุมีขนาดเท่ากัน เรียกว่า Geometric distortion เป็นความผิดเพี้ยนเนื่องจากระยะห่างของเลนส์กับจุดสนใจ ยิ่งใกล้ยิ่งบิดเบือนมาก ยิ่งไกลยิ่งความบิดเบือนน้อยลง เพราะระยะห่างระหว่างกลางวัตถุถึงขอบวัตถุเริ่มไม่แตกต่างกันมาก เลนส์ปัจจุบันจะมีการออกแบบเพื่อแก้ไขความบิดเบือนแบบ Geometric distortion ตามระยะโฟกัส ทำให้อาการบวมของภาพลดลงไปมาก แต่ก็ยังปรากฏอยู่บ้าง ส่วนฉากหลังนั้น ภาพจากเลนส์มุมกว้างจะให้ฉากหลังกว้าง ฉากหลังจะปรากฏสิ่งต่างๆ มาก เมื่อใช้เลนส์เทเลโฟโต้ ตัววัตถุที่เป็นจุดสนใจตรงกลางจะใกล้กล้อง ส่วนที่ไกลออกไปจะไกลกล้องกว่าเพียงเล็กน้อย ทำให้ Geometric distortion ต่ำมาก ส่วนฉากหลังจะปรากฏสิ่งต่างๆ น้อยกว่าเลนส์มุมกว้างเมื่อถ่ายภาพจากจุดเดียวกันให้วัตถุมีขนาดเท่ากันดังภาพตัวอย่างง่ายๆ ที่แสดงเอาไว้นี้



    ภาพง่ายๆ ในการอธิบายเรื่อง Perspective






    ช่างภาพที่ชำนาญการถ่ายภาพจะอาศัยคุณสมบัติมุมการรับภาพของเลนส์กับสัดส่วนที่เปลี่ยนไปของฉากหลังในการควบคุมมุมภาพ โดยทั่วไปคนมักจะเลือกวัตถุที่จะถ่ายภาพ แล้วซูมภาพเข้าออกจากตำแหน่งนั้นเลย แม้จะได้ขนาดภาพที่ต้องการ แต่มักมีปัญหาเรื่องฉากหลังรก เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมุมการรับภาพของเลนส์ในการควบคุมฉากหลัง ส่วนช่างภาพที่ชำนาญจะเลือกมุมที่ให้ฉากหลังอย่างที่ต้องการ ไว้ก่อน แล้วกำหนดตำแหน่งของวัตถุ จากนั้นเลือกทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่ให้ภาพอย่างที่ต้องการ ในกรณีที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งจุดสนใจได้ ช่างภาพที่ชำนาญมักใช้วิธีเปลี่ยนระยะกล้องกับวัตถุที่จะถ่ายภาพแล้วเลือกมุมรับภาพของเลนส์เพื่อให้ได้ฉากหลังที่ต้องการ ซึ่งสามารถสรุปหลักคิดง่ายๆ คือ

    1. หากต้องการฉากหลังแคบขึ้น ให้ถอยห่างจากวัตถุที่ถ่ายภาพ แล้วเพิ่มทางยาวโฟกัสของเลนส์
    2. หากต้องการฉากหลังกว้างขึ้น ให้เข้าใกล้วัตถุที่จะถ่ายภาพมากขึ้น แล้วลดทางยาวโฟกัสของเลนส์ลง


    ด้วยหลักง่ายๆ 2 ข้อนี้ ไม่ว่าจะใช้กล้องคอมแพค หรือกล้อง DSLR หากสามารถเปลี่ยนทางยาวโฟกัสของเลนส์ได้ ก็สามารถควบคุมฉากหลังได้อย่างที่ต้องการ




    ภาพของครอบครัวกับรถอีกภาพหนึ่งที่มีความหมายกับผู้ถ่ายอย่างมาก
    ภาพนี้อาศัยการกำหนดมุมกล้องเอาไว้ก่อนโดนการดูจาก Perspective
    จากนั้นค่อนให้แบบเข้าไปในภาพในตำแหน่งที่ต้องการ






    ภาพกว้างๆ เก็บบรรยากาศหลังจากลุยถึงจุดหมายด้วยเลนส์ 14มม.






    ภาพลูกสาว 2 ขวบกับรถ Fortuner พาหนะยามลุยของที่บ้าน
    เลือกฉากหลังโดยอาศัยทางยาวโฟกัสของเลนส์ตามหลักว่า
    เลนส์มุมกว้างฉากหลังกว้าง เลนส์เทเลฉากหลังแคบ
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 12:43.

  6. The Following 6 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocolatenom (27th November 2013), Guanyu (9th December 2012), IndyAir9 (20th March 2014), ksom (9th December 2012), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013)

  7. #4
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ความละเอียดกับระดับคุณภาพ

    ภาพดิจิตอลที่เราเห็นเป็นภาพโทนสีต่อเนื่องมีรายละเอียดมากมายเกิดจากภาพที่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เรียกว่า พิกเซล (Pixel) เรียงตัวกันเป็นภาพเสมือนจริงขึ้นมา คล้ายกับการแปรอักษรเวลาแข่งกีฬาสี จำนวนพิกเซลทั้งหมดในภาพเรียกว่า ความละเอียด ซึ่งมักระบุเป็นจำนวนพิกเซลสูงสุดที่กล้องสามารถทำได้ เช่น 12 ล้านพิกเซล 16 ล้านพิกเซล หรืออาจจะระบุเป็นพิกเซลกว้างยาวก็ได้ เช่น 3000x4000 พิกเซล เป็นต้น จำนวนพิกเซลมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของรูป จำนวนพิกเซลมากหมายถึงภาพมีความละเอียดสูง จะส่งผลให้ภาพมีโทนต่อเนื่อง สีสันเป็นธรรมชาติ และมีรายละเอียดมาก ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดเซ็นเซอร์ คุณภาพของเลนส์ คุณภาพของเซ็นเซอร์ และระบบประมวลผลด้วย เพราะทุกปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อคุณภาพทั้งสิ้น กล้องดิจิตอลทุกรุ่นจะสามารถตั้งความละเอียด (จำนวนพิกเซล) และระดับคุณภาพ(การบีบอัดข้อมูล) ได้ สองสิ่งนี้จะมีผลต่อคุณภาพรูป และจำนวนภาพที่ถ่ายได้โดยตรง และควรปรับตั้งแบบใดจึงจะดี




    ภาพดิจิตอลเมื่อขยายขนาดใหญ่มากเกิน 100 % จะเห็นตารางที่เกิดจากพิกเซลดังเช่นภาพนี้ เมื่อขยายส่วนใบในด้านบนน้ำตกขึ้นไปมากๆ จะเห็นตารางพิกเซลเรียงตัวกัน



    จำนวนพิกเซลมากหรือขนาดภาพ(image size)ใหญ่จะให้ภาพที่ดีกว่าจำนวนพิกเซลน้อย เพราะเก็บรายละเอียดในไฟล์ภาพได้มากกว่า การถ่ายภาพที่ความละเอียดต่ำสุดจะได้รายละเอียดน้อยกว่าที่ความละเอียดสูง ส่วนการบีบอัดข้อมูล(Compression) ยิ่งบีบอัดน้อยหรือไม่บีบอัดเลยก็จะได้คุณภาพไฟล์ภาพที่ดีกว่า ยิ่งบีบอัดมากคุณภาพไฟล์จะลดลงเรื่อยๆ ไฟล์ TIFF ไม่มีการบีบอัดข้อมูล ส่วนไฟล์ RAW จะสามารถบีบหรือไม่บีบอัดข้อมูลก็ได้ขึ้นกับการปรับตั้งระบบในเมนู ส่วนไฟล์ JPEG มีการบีบอัดข้อมูลเสมอ ปกติสามารถปรับตั้งระดับการบีบอัดข้อมูล JPEG ได้ 2 ถึง 3 ระดับ


    ข้อดีของการบีบอัดข้อมูลหรือการถ่ายภาพขนาดเล็กคือ ประหยัดพื้นที่เก็บข้อมูล ถ่ายต่อเนื่องได้เร็ว ประหยัดแบตเตอรี่ ทำให้เมมโมรี่การ์ดสามารถถ่ายภาพจำนวนมากขึ้นได้ เช่น การ์ดขนาด 16GB ถ่ายภาพความละเอียด 16 ล้านพิกเซลโดยไม่มีการบีบอัดข้อมูลได้ 300 ภาพ ถ่ายภาพแบบบีบอัดข้อมูลระดับคุณภาพสูงได้ 987 ภาพ แต่ถ้าบีบอัดข้อมูลเพิ่มขึ้นแบบ Standard Quality จะได้ถึง 1900 ภาพ หรือในตารางด้านล่างเป็นของกล้อง Canon EOS 7D หากถ่ายภาพที่ 17.9 ล้านพิกเซลคุรภาพสูงสุดไฟล์จะใหญ่ 6.6 MB ถ่ายได้ 593 ภาพ ถ่าต่อเนื่องได้ 94 ภาพ พอบีบอัดข้อมูลเพิ่มขนาดจะเล็กลงเหลือ 3.3 MB ถ่ายได้ 1169 ภาพ ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 469 ภาพเลยทีเดียว





    โดยปกติผมแนะนำให้ถ่ายภาพแบบ RAW+JPEG สำหรับภาพที่มีความสำคัญมาก ไฟล์ RAW ไม่สามารถนำไปใช้งานได้โดยตรง ต้องผ่านการปรับและแปลงโดยโปรแกรมที่อ่าน RAW File เสียก่อน เช่นโปรแกรม Photoshop ข้อดีคือ สามารถจัดการเรื่องความสว่าง สี รายละเอียดได้ง่ายและดีกว่าไฟล์ TIFF และJPEG ส่วนงานทั่วไปแนะนำถ่ายภาพแบบ JPEG ที่ความละเอียดสูงสุดเพื่อสามารถเก็บภาพคุณภาพสูงเอาไว้ใช้งานวันหน้าได้ด้วย ส่วนภาพ JPEG ความละเอียดต่ำหรือบีบอัดข้อมูลมากเหมาะสำหรับการใช้งานชั่วคราว รับส่งอีเมล หรือใช้ใน Presentation ความละเอียดต่ำเป็นหลัก




    ภาพตัวอย่าง ถ่ายที่ความละเอียดสูงสุด คุณภาพสูงสุด ลองดูที่ขนตาของตุ๊กตา






    ภาพตัดส่วน 100% ที่บริเวณตา ภาพซ้ายเป็นภาพความละเอียดสูงตัดส่วน ส่วนภาพขวาเป็นภาพความละเอียดต่ำแล้วทำการขยายขึ้นมา จะเห็นว่ารายละเอียดที่ตาของตุ๊กตาหายไป




    ในทางกลับกัน เมื่อนำภาพใหญ่มาย่อ(ซ้าย) กับถ่ายภาพขนาดเล็ก(ขวา) คุณภาพไฟล์ภาพไม่มีความแตกต่างกัน





    ภาพความละเอียดต่ำแม้ไม่เปลืองที่เก็บข้อมูล แต่เมื่อนำมาขยายภาพแล้วจะสูญเสียรายละเอียดไป ภาพจะไม่คมมากนัก คนส่วนมากที่ถ่ายภาพความละเอียดต่ำเพราะประหยัดพื้นที่เก็บข้อมูล จริงๆ แล้ว ณ วันนี้ราคาการ์ดที่ใช้กับกล้องดิจิตอลราคาถูกมากๆ เช่น SD Class 10 ขนาด 32 GB ราคาเพียง 1,090 บาท สามารถถ่ายภาพ 16 ล้านพิกเซล JPEG คุณภาพสูงได้มากกว่า 4,000 ภาพ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เมื่อเราออกไปถ่ายภาพ ไปเที่ยว หรือใช้เงินเพื่อความบันเทิงอื่นๆ แล้วจัดว่าน้อยมาก อีกทั้งการ์ดยังใช้ซ้ำได้นับพันครั้ง อายุการใช้งานหลายปี คุ้มค่าในการลงทุน ส่วนราคา Hard Disk ตอนนี้ก็ลดลงมามาก เช่น 2TB ราคาไม่ถึง 4000 บาท สามารถเก็บภาพของเราทั้งชีวิตได้เลย จึงอยากให้ลองพิจารณาในข้อนี้ด้วย
    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 23:26.

  8. The Following 6 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocolatenom (27th November 2013), Guanyu (9th December 2012), ksom (9th December 2012), miiki (16th September 2013), Pinky (26th November 2012), viztamin (18th June 2013)

  9. #5
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ความไวแสง ความสะดวกและสัญญาณรบกวน

    สิ่งที่ทำให้กล้องดิจิตอลเป็นที่นิยมอย่างมากจนทำให้กล้องฟิล์มต้องสูญหายไป นอกจากการถ่ายภาพแล้วเห็นได้ใช้งานได้ในทันทีแล้ว ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับความใช้งานง่าย กล้องดิจิตอลสามารถถ่ายภาพได้เกือบทุกสภาวะของแสง จะแสงมาก แสงน้อย แสงสลัว หรือมืดอย่างไรก็ยังสามารถถ่ายภาพได้สะดวก นั่งเพราะกล้องดิจิตอลสามารถปรับความไวแสงของตนเองเท่าไรก็ได้ตามสภาพแสง ความต้องการแสงในการทำให้เกิดภาพขึ้นเรียกว่า ความไวแสง มีหน่วยวัดเป็น ISO โดยปกติกล้องดิจิตอลจะมีความไวแสงตั้งแต่ 100 200 400 800 1,600 3,200 6,400 หรืออาจจะมากขึ้นไปถึง 204,800 ความไวแสงแต่ละขั้นจะใช้แสงแตกต่างกัน 2 เท่า ยกตัวอย่างเช่น ความไวแสง ISO 100 ใช้แสง 4 หน่วยในการสร้างภาพ หากตั้งความไวแสง ISO 200 จะใช้แสงเพียง 2 หน่วยหรือน้อยลงเท่าตัว พอความไวแสง 400 จะใช้แสงเพียง 1 หน่วยเท่านั้น ในทางการถ่ายภาพจะเรียกความไวแสงที่แตกต่างกัน 2 เท่านี้ว่า 1stop เช่น ความไวแสง ISO 800 มากกว่าความไวแสง ISO 200 อยู่ 2 stop เป็นต้น

    การตั้งความไวแสงสูงทำให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ง่าย ได้ความเร็วชัตเตอร์สูง นั่นคือสามารถหยุดการเคลื่อนไหวได้ดี ภาพจะนิ่ง คม จากความเร็วชัตเตอร์สูง ถ่ายภาพด้วยแฟลชได้ในระยะไกล สามารถเก็บแสงสว่างน้อยๆ เข้ามาในภาพได้ เราสามารถถ่ายภาพคนตอนกลางคืนให้ฉากหลังปรากฏชัดเจนได้จากการใช้ความไวแสงสูง หากความไวแสงสูงมากพอจะสามารถถ่ายภาพโดยไม่ต้องใช้แฟลชได้เลย (แต่ต้องมีแสงส่องสว่างในภาพด้วย) เมื่อใดที่ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยแล้วฉากหลังปรากฏน้อย เราสามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มความไวแสงขึ้นไป หรือลดความเร็วชัตเตอร์เพื่อให้กล้องได้รับแสงมากขึ้นก็ได้



    กล้องดิจิตอลปัจจุบันไวแสงสูงมาก ขอเพียงมีแสงส่องไปที่วัตถุมากพอก็ถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องใช้แฟลช
    ภาพนี้ถ่ายที่เพลินวาน ความไวแสง 3200 ด้วยกล้องคอมแพค






    ภาพพริ๊ตตี้ในอาคาร ความไวแสงสูงช่วยให้เราใช้แฟลชเพียงเบาๆ เพื่อทำให้สีของภาพถูกต้องมากขึ้น
    และยังสามารถเก็บรายละเอียดของฉากหลังขึ้นได้หมด ฉากหลังไม่ดำจัด ดูเป็นธรรมชาติ






    ภาพจากการใช้ความไวแสงสูง ไม่ใช้แฟลช จะเห็นรายละเอียดแสงเงาต่างๆ ใกล้เคียงตาเห็น





    การใช้แฟลชร่วมที่ความไวแสงต่ำ จะมีปัญหาฉากหลังมืดเพราะแสงแฟลชมีน้อยแสงฉากหลังไม่พอ
    ต้องลดความเร็วชัตเตอร์ลง หรือเพิ่มความไวแสงสูงจะช่วยให้ฉากหลังปรากฏมากขึ้น



    แม้ความไวแสงสูงจะมีข้อดีในการใช้งานมากมาย แต่ก็มีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวนหรือ Noise ที่ความไวแสงสูงกล้องจะมีสัญญาณรบกวนมากกว่าความไวแสงต่ำ ยิ่งสูงเท่าไรสัญญาณรบกวนยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จะมากเพียงไรขึ้นกับคุณภาพของกล้องที่ใช้งาน กล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่มักจะมีสัญญาณรบกวนต่ำกว่าเซ็นเซอร์ขนาดเล็ก ชนิดของเซ็นเซอร์และระบบประมวลผลก็มีผลมากต่อสัญญาณรบกวน กล้องรุ่นใหม่ๆ จึงมักมีสัญญาณรบกวนต่ำกว่ากล้องรุ่นเก่าเพราะพัฒนาเซ็นเซอร์และระบบประมวลผลให้ดีมากขึ้น



    ภาพตัดส่วนให้เห็น Noise ที่เพิ่มขึ้นเมื่อความไวแสงเพิ่มขึ้น Noise ทำให้รายละเอียดหายและภาพแตก คุณภาพไฟล์ภาพต่ำลง



    ข้อคิดง่ายๆ ในการเลือกใช้ความไวแสง
    โดยปกติเราควรใช้ความไวแสงให้ต่ำสุดเท่าที่ยังสามารถถ่ายภาพได้ เพื่อให้ไฟล์ภาพมีคุณภาพที่ดี และยังได้ความเร็วชัตเตอร์มากพอที่จะหยุดการสั่นไหวของกล้องและการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพ โดยหลักๆ เรามีวิธีการเลือกใช้ความไวแสงดังนี้




    กล้องดิจิตอลรุ่นใหม่จะมีระบบตั้งความไวแสงอัตโนมัติให้ตามสภาพแสงและลักษณะภาพที่กำลังจะถ่าย จะช่วยให้ถ่ายภาพได้ง่าย สะดวก ได้ภาพคุณภาพดี และยังอยู่ในการควบคุมอีกด้วย เช่น Auto 400, Auto 800 , Auto 1600 ฯลฯ ค่า Auto 1600 หมายถึงกล้องจะตั้งความไวแสงให้ไม่เกิน iso1600 จะวิ่งตั้งแต่ค่าความไวแสงต่ำสุดไปจน 1600 ใช้เท่าไรแล้วแต่ความเหมาะสม สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกแนะนำให้ตั้งความไวแสง Auto ส่วนค่าที่กล้องตั้งให้เป็นเท่าไรนั้น กล้องมักจะแสดงที่จอ LCD ให้ทราบ ผู้ใช้มีหน้าที่คอยสังเกตว่ากล้องปรับตั้งความไวแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้เท่าไร หากเป็นค่าที่ไม่เหมาะสมค่อยปรับตั้งใหม่ก็ได้


    สภาพแสงแดดจ้า ความไวแสงสามารถตั้งไว้ที่ค่าต่ำเช่น ISO200 ได้ จะได้ไฟล์ละเอียด ไม่มี Noise สีสันสดสวย





    ในสภาพแสงน้อยมากๆ แต่มีขาตั้งกล้อง ไม่ได้มีวัตถุเคลื่อนไหวที่ต้องการจับให้นิ่ง สามารถใช้ความไวแสงต่ำเพื่อคุณภาพที่ดีได้




    ในสภาพแสงน้อยมากและไม่มีขาตั้ง จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความไวแสงสูง
    เพื่อให้ได้ความเร็วชัตเตอร์สูงมากพอที่ภาพจะไม่สั่นไหว แม้ไฟล์จะมีสัญญาณรบกวนไปบ้างก็ไม่เป็นปัญหา
    โดยเฉพาะกล้องรุ่นใหม่ๆ สามารถตั้งความไวแสง iso 1600 ได้โดยมีสัญญาณรบกวนต่ำมาก
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 12:57.

  10. The Following 5 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    fon457 (26th November 2012), Guanyu (9th December 2012), ksom (9th December 2012), modemzaa (26th November 2012), Pinky (26th November 2012)

  11. #6
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default สมดุลสีของแสง

    หากเราถ่ายภาพบ่อยๆ และเป็นคนช่างสังเกตจะเห็นว่า บางครั้งเราถ่ายได้ได้สีสด แต่บางครั้งภาพกลับสีซีดไม่สดใส ทั้งๆ ที่วัตถุที่ถ่ายภาพก็มีสีสันสดใส ใช้กล้องตัวเก่งตัวเดิม หรือบางครั้งที่ไปถ่ายภาพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก แทนที่จะได้ภาพสีแดงสดใสแบบเพื่อนข้างๆ กลับได้ท้องฟ้าสีซีดไม่สวยดังที่คาดได้ ปัญหาพวกนี้ส่วนมากเกิดจากการปรับตั้งสมดุลสีของแสงไม่เหมาะสม เมื่อปรับสีของแสงไม่ถูก ก็จะทำให้ภาพสีเพี้ยน หรือภาพสีซีดได้ ทั้งนี้เนื่องจากสีของแสงอาจจะมีสีตรงข้ามกับสีของวัตถุที่เราถ่ายภาพ ทำให้สีเกิดการหักล้างกัน สีจึงไม่สด ตัวอย่างเช่น เราถ่ายภาพลูกสตรอเบอรี่สีแดงสดกลางแดด จะได้สีภาพแดงจัดมาก แต่พอเข้าที่ร่มสีจะไม่จัดนัก โดยเฉพาะวัดใดที่ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน สีแดงของผลสตรอเบอรี่ยิ่งซีดและผิดเพี้ยนเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะแสงในร่มเงามีสีฟ้ามาก สีฟ้าจะหักล้างกับสีแดงของผลสตรอเบอรี่ ทำให้สีภาพซีด ในขณะที่กลางแดดแสงจะเป็นสีขาว ทำให้สีสดใสมากกว่า



    การปรับตั้งอุณหภูมิสีของแสงให้เหมาะกับแหล่งกำเนิดแสง มีส่วนช่วยให้สีของภาพสดใสอิ่มตัว
    ภาพแสงกลางวัน อุณหภูมิสี 5000K






    แม้จะเป็นการถ่ายภาพวัตถุสีในร่มเงาซึ่งมักจะได้สีไม่จัดนัก
    แต่ถ้าปรับอุณหภูมิสีให้ถูกต้อง ก็ยังสามารถให้ภาพสีสันสดใสได้ใกล้เคียงกับการถ่ายภาพในที่แดดจัด
    อย่างแสงในร่มเงา ปรับอุณหภูมิสีไปที่ 6000K ช่วยลดสีฟ้าของแสงลง สีของสตรอเบอรี่จึงสดอิ่มขึ้นทันที



    สีของแสงที่ถ่ายภาพจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาในแต่ละวัน ยามเช้าวันที่ท้องฟ้าโปร่งแสงจะเป็นสีเหลือง เมื่อเวลาผ่านไปช่วงสายแสงจะเป็นสีขาวจนกระทั่งเย็นแสงจะเริ่มเป็นสีแดงอีกครั้ง แสงจากไฟทังเสตนจะออกสีเหลือง แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนท์ออกสีฟ้าเขียว แสงจากหลอด LED ขาวมักออกสีน้ำเงิน แสงจากแฟลชเป็นสีขาว แสงจากท้องฟ้าในขณะที่ไม่มีแดดมักเป็นสีน้ำเงิน ส่วนแสงจากท้องฟ้าเวลามีเมฆมากจะเป็นสีน้ำเงินเล็กน้อย การที่แสงเปลี่ยนไปตามเวลา ลักษณะท้องฟ้า หรือตามชนิดแหล่งกำเนิดแสงตลอดเวลาทำให้สีของภาพไม่คงที่


    กล้องดิจิตอลถูกสร้างให้สามารถปรับได้กว้างตามลักษณะของแสงที่เปลี่ยนไป เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงไฟทังสเตนซึ่งภาพจะออกสีเหลือง ทำให้วัตถุสีน้ำเงินสีซีดลงและผิดเพี้ยน กล้องจะสามารถเพิ่มสีน้ำเงินลดสีเหลืองลงไปได้ จึงได้ภาพที่สีสันถูกต้องมากยิ่งขึ้น เราเรียกระบบการปรับสีของภาพตามลักษณะของแสงนี้ว่า White Balance สมดุลสีของแสง หรือสมดุลสีขาว(เทา) ก็ได้


    ระบบสมดุลสีทำงานโดยลดสีที่มีมากเกินไปในภาพโดยการใส่สีคู่ตรงข้ามเข้าไป เมื่อเราถ่ายภาพในร่มเงาที่มีแสงสีน้ำเงินมาก กล้องจะเพิ่มสีเขียวและแดง(กลายเป็นสีเหลือง)เพื่อปรับสมดุลสีให้กลับเป็นปกติ และเมื่อถ่ายภาพที่มีสีเหลืองมากไป กล้องจะเพิ่มสีน้ำเงินให้กับภาพเพื่อปรับสมดุลสี สามารถคิดเรื่องสีง่ายๆ โดยใช้ ชาร์จดาวแห่งสี




    วิธีใช้ดาวแห่งสีมีหลักอยู่ว่า สีที่อยู่ตรงข้ามกันหักล้างกัน สีที่อยู่ข้างกันส่งเสริมกัน สีสองข้างจะผสมกันเกิดเป็นสีตรงกลาง เช่น สีเหลืองจะตรงข้ามกับน้ำเงินจึงหักล้างสีน้ำเงิน เมื่อเอาสีน้ำเงินและเขียวผสมกันจะเกิดเป็นสีฟ้า แดงกับฟ้าหักล้างกัน เมื่อนำแดงมาผสมกันเขียวจะเกิดเป็นสีเหลือง เป็นต้น ระบบสมดุลสีของแสงในกล้องดิจิตอลทำงานโดยการใส่สีตรงข้ามเพื่อกำจัดสีที่มากเกินไปออก หากเราปรับตั้งระบบสีให้ถูกต้องตามลักษณะของแสงที่ใช้งาน ผลที่ได้คือ สมดุลสีจะกลับมาเป็นกลาง ทำให้สีของภาพดูสดใส


    ระบบสมดุลสีของแสงในกล้องดิจิตอลมีระบบการทำงานหลักๆ อยู่ 4 รูปแบบคือ


    1. Auto WB โดยมากจะทำงานโดยวิเคราะห์ส่วนสว่างที่สุดในภาพว่ามีสีเป็นเช่นใด แล้วทำการปรับให้กลายเป็นสีขาวโดยใส่สีคู่ตรงข้ามเข้าไปในภาพ ช่วงการปรับตั้งประมาณ 3000-7000 K แล้วแต่การออกแบบกล้องให้ปรับได้เท่าไรเป็นหลัก ระบบ Auto WB จะทำงานได้แม่นยำเมื่อในภาพมีวัตถุสีขาวที่มีขนาดใหญ่มากพอ และใช้แสงที่มีสีไม่ผิดเพี้ยนเกิดค่า Kelvin ทีได้ตั้งเอาไว้ หากภาพใดไม่มีวัตถุขาวในภาพ ระบบ Auto WB มักจะทำงานผิดพลาดไปบ้าง ผู้ใช้ต้องคอยสังเกตุสีของภาพว่าปกติหรือไม่ หรือถ่ายภาพ RAW File หากต้องการปรับตั้งสีในภายหลังกันผิดพลาด



    ในภาพที่มีส่วนขาวให้กล้องได้ใช้อ้างอิง ระบบ Auto WB สามารถทำงานได้ดี



    2. Preset WB เป็นระบบที่ตั้งค่าอุณหภูมิสีไว้ให้เหมาะสมกับสภาพแสงแบบต่างๆ เช่น แสงกลางวัน 5200K ในร่มเงา 7000 K เป็นต้น ผู้ใช้เพียงแต่เลือกค่าที่ใกล้เคียงสภาพแสงที่ตนเองใช้อยู่ให้มากที่สุด เช่น ถ่ายภาพขณะมีเมฆเต็มท้องฟ้า ใช้ Cloudy หรือถ่ายภาพด้วยแสงไฟทังสเตน ใช้ Tungstane เป็นต้น Daylight คือ แสงกลางวันในวันที่แดดออก และท้องฟ้าปลอดโปร่ง เมื่อถ่ายภาพภายใต้แสงแดดจะเลือก Daylight หากท้องฟ้าปลอดโปร่งแต่ถ่ายภาพในร่มเงา เลือก Shade ในขณะที่ท้องฟ้ามีเมฆมาก ถ่ายภาพกลางแจ้งหรือร่มเงาก็ตาม เลือก Cloudy ถ่ายภาพด้วยแสงไฟฟลูออเรสเซนท์ เลือก Fluorescent ใช้แฟลชเลือก Falsh



    ลักษณะภาพที่มีสีใดสีหนึ่งมากเป็นพิเศษ และไม่มีส่วนขาวให้อ้างอิง
    ระบบ Auto WB มักทำงานผิดพลาด เช่นภาพผลไม้กลุ่มนี้จะอมสีฟ้าเล็กน้อยเพราะกล้องพยายามแก้สีแดง
    โดยเข้าใจผิดคิดว่าสีแดงของผลไม้เป็นแสงเพี้ยนสีเหลืองแดง
    เมื่อปรับค่าอุณหภูมิสีเองเป็น 5000K ตามสภาพแสง สีของภาพจึงถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน
    แต่ถ้าปรับมากเกินไปเช่น ไปตั้งที่ Shade ภาพอาจจะออกสีเหลืองมากเกินไป
    หากไม่มั่นใจควรถ่ายภาพแบบ RAW เพื่อมาปรับแก้อุณหภูมิสีในภายหลังได้



    3. Custom WB เป็นการปรับตั้งสีของแสงจากแสงที่ใช้งานจริง โดยการถ่ายภาพกระดาษขาวหรือเทาโดยใช้แสงที่จะถ่ายภาพในขณะนั้น ปรับตั้ง เป็นวิธีการปรับตั้งสีที่ให้ความแม่นยำมากที่สุด แต่ต้องตั้งกับกระดาษขาวหรือเทาที่เป็นกลางจริงๆ มิเช่นนั้นมีโอกาสสีผิดเพี้ยนได้ มักใช้ในงานระดับอาชีพที่ต้องการสีแม่นยำ วิธีการปรับตั้ง Custom ของกล้องแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน ต้องดูวิธีการปรับตั้งจากคู่มือการใช้งาน



    ภาพที่ต้องการสีถูกต้องมากๆ ปรับตั้งจาก Custom WB จะแม่นยำ รวดเร็ว ไม่ผิดพลาด




    4. Color Temperature เป็นการปรับตั้งสีตามอุณหภูสิสีของแสง (ไม่ใช่อุณหภูมิของอากาศในขณะนั้น) หลักง่ายๆ คือ แสงกลางวันในช่วงท้องฟ้าปลอดโปร่งแดดออกจะมีอุณหภูมิสีประมาณ 5200 K หากแสงเหลืองกว่านั้นอุณหภูมิสีจะลดลง ถ้าแสงออกน้ำเงิน เช่น ช่วงไม่มีแดดท้องฟ้าโปร่ง แสงจะมีอุณหภูมิสีสูงกว่า 5200K การปรับตั้งค่าอุณหภูมิสีของแสงมักจะใช้ร่วมกับเครื่องวัดแสงมือถือ(Colormeter) หรือมิเช่นนั้น ผู้ใช้ต้องชำนาญในการดูสีของแสงจึงจะสามารถประมาณอุณหภูมิสีของแสงได้ใกล้เคียง



    สีของแสงกับค่า Kelvin โดยประมาณ




    ในการถ่ายภาพปกติ เราจะปรับตั้งอุณหภูมิสีของแสงไว้ที่ Auto เพื่อให้สะดวกในการถ่ายภาพ แต่ถ้าในภาพไม่มีส่วนขาวเลย ส่วนขาวมีขนาดเล็กมาก หรือไม่ต้องการให้ส่วนขาวเป็นขาว ต้องการให้สีเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิสีของแสง เช่น ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ให้เปลี่ยนจากระบบ Auto WB เป็น Preset หรือตั้งอุณหภูมิสี Kelvin เอง หากต้องการให้สีของภาพผิดเพี้ยนไปในโทนที่ต้องการ เราสามารถปรับตั้งอุณหภูมิสีไปที่ค่าใดก็ได้ตามต้องการ ค่าอุณหภูมิสีต่ำจะให้ภาพโทนน้ำเงิน ส่วนค่าอุณหภูมิสีสูงจะให้ภาพโทนสีแดง อย่างการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก หากปรับอุณหภูมิสีไปที่ 10000 K สีของภาพจะออกแดงมากขึ้น หรือช่วงเช้ามืด ปรับอุณหภูมิสีไปที่ค่าต่ำ 3000K ภาพจะออกสีน้ำเงินเป็นโทนเย็น



    ช่วงโพล้เพล้มีแสงทั้งจากท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินและแสงไฟส่องทางสีเหลือง ภาพนี้ตั้งอุณหภูมิสี 5000K




    ภาพนี้ตั้งอุรหภูมิสี 3200 K สีท้องฟ้าจะน้ำเงินมากขึ้น ส่วนไฟทางจะขาวขึ้น



    นอกจากการปรับอุณหภูมิสีให้ภาพออกโทนสีใสสีหนึ่งตามต้องการแล้ว กล้องดิจิตอลรุ่นสูงมักจะมี Color Shift คือสามารถปรับภาพให้ออกไปโทนได้โทนหนึ่งได้โดยตรง เช่น ปรับให้ออกแดง เขียว เหลือง ฟ้า ม่วง ตามแต่จะสร้างสรรค์ให้กับภาพ



    แสงไฟทังเสตนจะให้ภาพออกสีเหลืองแดง หากต้องการสีถูกต้องควรปรับไปที่ 3200 K หรือ Tungstane
    หรือถ้าภาพมีส่วนขาวมาก การปรับไปที่ Auto WB จะแก้สีให้ถูกต้อง แต่ภาพจะไม่เหมือนตาเห็น




    ยามกลางวันแดดออกจ้า แสงจะประมาณ 5200 K สามารถตั้งไปที่ Daylight หรือ 5200 K ก็ได้
    ส่วนระบบ Auto มักทำงานได้ดียกเว้นภาพที่ไม่มีสีขาวในภาพให้ระบบใช้อ้างอิง



    ในห้องพัก Homestay บรรยากาศเป็นสีแดงมีแสงลอดเข้าหน้าต่าง
    หากปรับไว้ที่ Auto WB ส่วนสว่างจะอมสีฟ้ามากเพราะกล้องพยายามแก้สีแดง ควรปรับสมดุลสีเอง ภาพนี้ใช้ Daylight


    Last edited by thaidphoto; 26th November 2012 at 23:28.

  12. The Following 7 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    cameratoon (19th August 2013), chocolatenom (27th November 2013), Guanyu (9th December 2012), ksom (9th December 2012), modemzaa (26th November 2012), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013)

  13. #7
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ช่องรับแสงกับช่วงความชัดลึก

    ภาพจะสื่อสารกับผู้ดูภาพได้ จุดสนใจของภาพต้องมีความคมชัดมากพอ (หรือไม่ก็เนื้อเรื่องมีความคมชัดมากพอ) ความคมชัดของภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ภาพถ่ายนั้นๆ ถูกเก็บรักษาหรือลบทิ้ง หลายครั้งที่กรรมการตัดสินภาพประกวดจะคัดภาพในรอบแรกด้วยคุณสมบัติด้านเทคนิค ภาพมืด ภาพสว่างหรือภาพไม่ชัดจะถูกตัดทิ้งตั้งแต่รอบแรก ความคมชัดจึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของภาพที่จะได้รับรางวัล ยกเว้นภาพพนั้นมีเนื้อหาเรื่องราวที่ชัดเจน จนกระทั่งความคมชัดไม่ใช่สิ่งสำคัญของภาพ หากเราชอบดูภาพประกวดหรือภาพสวยๆ ตามนิตยสาร จะเห็นได้ว่าภาพที่ชนะการประกวด ภาพที่ถูกจัดแสดง หรือภาพที่ดูสวยงามส่วนมากล้วยแล้วแต่มีความคมชัดเป็นพื้นฐาน การฝึกถ่ายภาพระยะแรกจึงเป็นเรื่องของการควบคุมความคมชัด


    ความคมชัดได้มาจากปัจจัย 3 ประการคือ

    1. การปรับความชัดต้องแม่นยำพอดีที่ตำแหน่งจุดสนใจ ภาพจึงจะชัด ข้อนี้ขึ้นกับการใช้งานระบบปรับความชัดและความสามารถในการควบคุมระบบปรับความชัด
    2. ความเร็วชัตเตอร์ต้องสูงพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของจุดสนใจ และมากพอที่จะทำให้กล้องหยุดการสั่นไหว(ในกรณีที่ใช้มือถือกล้อง)
    3. ความชัดลึกต้องครอบคลุมมากพอที่จะส่งให้จุดสนใจคมชัดและเด่นชัดขึ้นมา


    ความชัดลึกของภาพคือช่วงระยะใกล้สุดที่ภาพมีความคมชัดไปจนถึงระยะไกลสุดที่ภาพมีความคมชัด เช่น ถ่ายภาพโฟกัสภาพที่ระยะ 3 เมตร ภาพชัดตั้งแต่ 2.7 เมตรถึง 3.6 เมตร ช่วงความชัดลึกของภาพคือตั้งแต่ 2.7-3.6 เมตร ช่วงความชุดนี้เราได้ใช้ประโยชน์ทุกครั้งที่ถ่ายภาพ อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพทิวทัศน์ที่เปิดช่องรับแสงแคบ เพื่อให้ภาพชัดทั้งหมดตั้งแต่ฉากหน้าจนไกลสุดสายตา หรือภาพบุคคลที่เปิดช่องรับแสงกว้าง เพื่อให้ชัดเฉพาะตัวแบบเท่านั้น ส่วนอื่นของภาพเบลอไปเพื่อให้แบบดูเด่น




    โดยปกติจุดสนใจจะต้องคมชัดไม่พร่ามัว ภาพบุคคลปรับความคมชัดที่ตา ใช้ชัตเตอร์สูงเพื่อไม่ให้ภาพสั่นไหว
    ส่วนจะชัดตื้นหรือชัดลึกนั้นขึ้นกับลักษณะภาพแต่ละภาพไป เช่นภาพนี้ด้านหลังรก จึงใช้ชัดตื้นเพื่อให้แบบเด่น



    ความชัดลึกของภาพจะขึ้นกับปัจจัย 5 ประการคือ


    1. อัตราขยายภาพยิ่งถ่ายภาพอัตราขยายสูงความชัดลึกยิ่งต่ำ เวลาถ่ายภาพวัตถุขนาดเล็กใกล้ๆ ภาพจะมีอัตราขยายสูง จะเห็นได้ว่าความชัดลึกจะต่ำมาก ฉากหลังหรือฉากหน้าที่ห่างจากจุดสนใจนิดเดียวภาพจะเบลอแล้ว ในขณะที่เวลาถ่ายภาพไกลๆ ภาพจะชัดตั้งแต่หน้ายันหลังสุด

    2. ระยะโฟกัสหรือระยะห่างของกล้องกับจุดสนใจ ยิ่งโฟกัสไกลหรือระยะห่างยิ่งมาก ความชัดลึกยิ่งสูง ทางยาวโฟกัสของเลนส์ ยิ่งทางยาวโฟกัสสูง ความชัดลึกยิ่งน้อย เวลาถ่ายภาพระยะใกล้มาก ภาพจึงมีความชัดลึกต่ำกว่าการถ่ายภาพระยะไกลๆ

    3. ทางยาวโฟกัสของเลนส์ เลนส์มุมกว้างให้ภาพชัดลึกกว่าเลนส์เทเลโฟโต้ เวลาถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้างจะเห็นว่าภาพชัดลึกจากหน้าไปหลังเกือบทั้งหมด แต่เมื่อใช้เลนส์เทเลโฟโต้ถ่ายภาพที่มีฉากหน้า ฉากหน้ามักจะเบลอไปเพราะความชัดลึกที่ช่วงเลนส์เทเลโฟโต้น้อยกว่าช่วงมุมกว้างนั่นเอง

    4. ขนาดและความละเอียดของเซ็นเซอร์ เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่จะให้ภาพชัดตื้นกว่าเซ็นเซอร์ขนาดเล็กเมื่อถ่ายภาพที่มีขนาดเท่ากัน งานถ่ายภาพที่ต้องการภาพชัดตื้นจึงมักใช้กล้องเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ เซ็นเซอร์ที่มีความละเอียดสูงจะให้ภาพที่ดูชัดตื้นกว่าเซ็นเซอร์ความละเอียดต่ำที่ขนาดเท่ากัน เวลาถ่ายภาพด้วยกล้องเซ็นเซอร์ละเอียดมากๆ ต้องเช็คความชัดลึกให้ละเอียดเป็นพิเศษว่าความชัดลึกเพียงพอหรือไม่

    5. ขนาดช่องรับแสง ขนาดช่องรับแสงกว้างจะให้ภาพชัดตื้นกว่าขนาดช่องรับแสงแคบ การเพิ่มหรือลดความชัดลึกด้วยวิธีง่ายๆ จึงควบคุมที่ขนาดช่องรับแสงเป็นหลัก เมื่อไรที่ต้องการภาพชัดตื้น ช่วงความชัดลึกน้อย ฉากหลังเบลอจะใช้ช่องรับแสงกว้าง เมื่อต้องการความชัดลึกมากขึ้นให้เปิดช่องรับแสงแคบลง




    ภาพถ่ายจากเลนส์ กล้อง และระยะห่างเดียวกัน เปลี่ยนขนาดช่องรับแสง บน f/2.8 กลาง f/8 ล่าง f/22 จะเห็นว่าได้ความชัดลึกแตกต่างกัน





    ภาพมาโครแมลงเป็นภาพที่ถ่ายในระยะใกล้มาก อัตราขยายสูง ความชัดลึกจึงน้อยมาก ต้องเปิดช่องรับแสงแคบมากเพื่อให้ภาพชัดลึกเพียงพอ มิเช่นนั้นภาพจะคมชัดไม่ทั่วจุดสนใจ



    ภาพจากเลนส์มุมกว้างมักได้ฉากหลังชัดมาแม้จะใช้ช่องรับแสงกว้างก็ตาม การเลือกฉากหลังเรียบๆ ไม่รกมากจะช่วยให้จุดสนใจดูเด่นขึ้นมาได้





    ภาพจากเลนส์เทเลโฟโต้มักให้ฉากหลังเบลอ ชัดตื้น เหมาะกับการขับแบบให้เด่นจากฉากหลัง



    ขนาดช่องรับแสงจะระบุค่าเป็นตัวเลขดังนี้

    1 1.4 2 2.8 4 5.6 8 11 16 22 32 45 64

    ตัวเลขน้อยช่องรับแสงกว้างกว่าตัวเลขมาก ทำให้ภาพชัดตื้นกว่า ส่วนช่องรับแสงตัวเลขมากจะให้ความชัดลึกมากกว่าตัวเลขน้อย เป็นหลักในการใช้งานแบบง่าย




    การควบคุมความชัดลึกอย่างง่ายๆ ในการถ่ายภาพจริง


    ปัจจัยควบคุมความชัดลึกชัดตื้นมีหลายประการ ทำให้ยากต่อการระบุว่าจะได้ภาพชัดลึกหรือตื้นในการถ่ายภาพแต่ละภาพ ต้องดูองค์ประกอบเป็นภาพๆ ไป อย่างไรก็ตาม วิธีง่ายๆ ในการดูว่าภาพมีความชัดลึกมากน้อยเพียงไรง่ายที่สุด คือให้ลองถ่ายภาพมาดูก่อน 1 ภาพ จากนั้นดูความชัดลึกว่าพอหรือไม่ ถ้าความชัดลึกน้อยเกินไป ให้เปิดช่องรับแสงแคบลง เช่น ช่องรับแสงอยู่ที่ f/8 ต้องเปิดแคบลงเป็น f/11 , f/16 เป็นต้น ระบบถ่ายภาพต้องอยู่ที่ A หรือ M เพื่อให้คุมความชัดลึกได้ หากอยู่ระบบโปรแกรมต่างๆ จะควบคุมความชัดลึกได้ยากหรือไม่ได้เลย ในทางกลับกัน หากภาพชัดลึกมากไป ให้เปิดช่องรับแสงกว้างขึ้น เช่น f/8 เปลี่ยนไปเป็น f/4 เป็นต้น

    อย่างไรก็ดี ความสามารถในการเพิ่มความชัดลึกหรือชัดตื้นจะมีข้อจำกัด โดยเฉพาะภาพชัดตื้นอาจจะทำได้ยากในบางสถานการณ์ เช่น ถ่ายภาพระยะไกลมาก ภาพจัดชัดลึกเป็นธรรมดา ต้องถ่ายภาพระยะใกล้ขึ้นภาพจึงจะมีโอกาสชัดตื้น หรือใช้เลนส์มุมกว้างภาพจะชัดลึก ต้องถ่ายภาพระยะใกล้มาก ช่องรับแสงกว้างมาก จึงจะพอทำให้ภาพชัดตื้นได้

    เมื่อใดควรทำภาพให้ชัดลึกหรือชัดตื้น ความชัดตื้นจะใช้ในการขับจุดสนใจให้เด่นจากฉากหลังโดยการสลายฉากหลังและฉากหน้าไปกับความชัดตื้น เช่น การถ่ายภาพบุคคล ภาพมาโคร แต่ถ้าต้องการให้เห็นฉากหลังเพื่อเสริมเรื่องราวให้กับจุดสนใจ เราจะใช้ชัดลึก แล้วใช้วิธีอื่นในการขับแบบให้เด่น เช่น แสงเงา สีสัน กรอบภาพ ซึ่งเทคนิคต่างๆ จะได้แนะนำในช่วงของการจัดภาพให้สวยงามอีกครั้ง



    ภาพนี้แม้จะเป็นภาพกึ่งทิวทัศน์ก็จริง แต่ใช้ชัดตื้นเพราะต้องการเน้นองค์พระเท่านั้น ส่วนดอกบัวแค่เป็นของประกอบฉาก ไมได้ต้องการให้เด่นกลบองค์พระ




    ภาพบุคคลฉากหลังรก ง่ายๆ คือใช้ชัดตื้น พยายามใช้เลนส์เทเลโฟโต้ให้มากที่สุด ช่องรับแสงกว้าง ฉากหลังห่างๆ
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 15:48.

  14. The Following 8 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    babybigman (2nd March 2014), cameraproshop1 (8th March 2013), chocolatenom (27th November 2013), Guanyu (9th December 2012), ksom (9th December 2012), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013), THAKHAM (30th November 2012)

  15. #8
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default การปรับความชัดและการล็อคความชัด

    อย่างที่ได้กล่าวไว้ในบทที่แล้วว่า ภาพที่ดีต้องมีจุดสนใจที่คมชัด ความคมชัดส่วนหนึ่งได้มาจากการปรับความชัดอย่างแม่นยำ ณ ตำแหน่งจุดสนใจ ถ้าจุดสนใจไม่ชัดเป็นอันว่าจบกัน การปรับความชัดให้จุดสนใจชัดเจนสามารถทำได้ง่ายมากโดยเฉพาะในกล้องปัจจุบันที่เป็นระบบปรับความชัดอัตโนมัติ มีตัวช่วยเหลือมาก เช่น ระบบค้นหาใบหน้า ระบบเลือกจุดความชัดอัตโนมัติ รวมทั้งระบบปรับความชัดต่อเนื่องสำหรับติดตามวัตถุที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว การปรับความชัดมีพื้นฐานง่ายๆ คือ ให้เลือกจุดปรับความชัดไปที่จุดสนใจหรือจุดที่สำคัญที่สุด เช่น ใบหน้าของคน แล้วรักษาระยะห่างของกล้องกับจุดสนใจไว้ให้ได้ระยะคงที่จนกว่าจะกดชัตเตอร์ หากเปลี่ยนระยะชัดแม้แต่น้อยต้องปรับความชัดใหม่ จึงต้องถือกล้องให้นิ่งอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมให้ได้ตลอดเวลา


    การปรับความชัดเป็นเรื่องง่ายกับกล้องปัจจุบัน ให้กล้องจัดการให้
    ผู้ใช้เพียงเลือกระบบและตำแหน่งที่เหมาะสมให้กับกล้องเท่านั้น แล้วดูว่ากล้องทำได้อย่างที่ใจต้องการหรือเปล่า




    การใช้งานระบบปรับความชัดมี 2 ทางเลือกคือ

    1. ใช้ระบบปรับความชัดอัตโนมัติ ( Autofocus ) กล้องส่วนมากในปัจจุบันเป็นระบบปรับความชัดอัตโนมัติอยู่แล้ว ผู้ใช้เพียงเลือกระบบและจุดปรับความชัดให้ตรงกับการใช้งานเท่านั้นเป็นอันเรียบร้อย ในการถ่ายภาพที่อยู่นิ่ง เช่น ทิวทัศน์ หรือภาพบุคคลที่คนไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนระยะห่างจากกล้องไปมา หรือจะเคลื่อนไหวแต่ไม่เปลี่ยนระยะห่างก็ได้ ให้ใช้ระบบปรับความชัดแบบทีละภาพ หรือ One-Shot AF เลือกตำแหน่งปรับความชัดที่จุดสนใจ หรือถ้าวัตถุมีการเคลื่อนไหว ทำให้ระยะห่างจากกล้องเปลี่ยนไป ต้องใช้ระบบปรับความชัดติดตามวัตถุ หรือระบบปรับความชัดต่อเนื่อง หรือ AI-Servo กล้องก็จะปรับความชัดติดตามวัตถุอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่วัตถุนั้นยังอยู่ในจุดปรับความชัด ผู้ใช้จึงต้องพยายามรักษาตำแหน่งของวัตถุในช่องมองภาพให้คงที่หรือใกล้เคียงตำแหน่งเดิมอยู่ตลอดเวลา เหมาะกับการถ่ายภาพรถวิ่ง คนที่เดินหรือวิ่งไปมา ภาพกีฬาต่างๆ หากวัตถุที่ถ่ายภาพอยู่นิ่งบ้างไม่นิ่งบ้าง สลับไปสลับมา แนะนำให้เลือกระบบปรับความชัดแบบ AI-Focus กล้องจะเลือกทำงานระหว่าง One-Shot กับ AI-Servo อัตโนมัติตามการเคลื่อนของวัตถุ ซึ่งจะสะดวกมากกับผู้ใช้ที่ไม่ต้องสลับระบบไปมา


    ระบบปรับความชัดอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง สำหรับถ่ายภาพเคลื่อนไหวอย่างรถกำลังวิ่งได้อย่างง่ายดายสะดวกสบาย



    กล้องปัจจุบันสามารถปรับความชัดได้หลายจุดทั่วทั้งภาพ (จะทำงานจริงๆ แค่ตำแหน่งเดียว)
    ผู้ใช้ควรเลือกจุดให้ตรงกับตำแหน่งของจุดสนใจจะดีที่สุด




    ระบบปรับความชัดอัตโนมัติมักเลือกการทำงานได้ 3 แบบ คือ ทีละภาพ ต่อเนื่อง กับเลือกอัตโนมัติ เลือกให้เหมาะกับลักษณะภาพ



    2. ใช้ระบบปรับความชัดโดยผู้ใช้หรือแมนนวล Manual AF ผู้ใช้ต้องหมุนวงแหวนปรับความชัดเองเพื่อปรับความชัด โดยดูความชัดของภาพจากภาพในช่องมองภาพ หรือขยายภาพจุดสนใจให้ใหญ่ขึ้นมาสำหรับกล้องที่เป็นระบบ EVF ปรับความชัดให้ภาพคมที่สุดเป็นอันใช้ได้ การปรับความชัดแบบ MF นี้แนะนำให้ใช้ในกรณีที่ถ่ายภาพวัตถุนิ่งหลายๆ ภาพโดยไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่งหรือระยะห่าง เมื่อปรับความชัดแล้วสามารถถ่ายภาพได้ยาวตลอดเท่าที่ระยะห่างยังคงที่ ไม่ต้องโฟกัสใหม่ แต่ถ้าเป็นระบบ AF จะต้องคอยล็อคความชัดเอาไว้อยู่เรื่อยซึ่งไม่สะดวกในการใช้งานสักเท่าไร ใช้ระบบ MF จะสะดวกกว่า หรือในกรณีที่แสงน้อยมากๆ จนกล้องไม่สามารถใช้ระบบ AF ได้ ค่อยมาที่ระบบ MF แล้วปรับความชัดด้วยตัวเอง ใช้กับภาพกลางคืน ถ่ายภาพดาว ภาพไฟกลางคืน เป็นส่วนใหญ่

    การใช้งานระบบปรับความชัดอัตโนมัติไม่ยาก แต่มีเคล็ดลับอยู่ที่การเลือกตำแหน่งปรับความชัดให้ตรงกับวัตถุ กล้องรุ่นใหม่จะสามารถย้ายตำแหน่งปรับความชัดได้หลายตำแหน่งทั่วทั้งช่องมองภาพ แนะนำให้กำหนดว่าจะวางจุดสนใจไว้ที่ตำแหน่งใดก่อน จากนั้นเลือกจุดปรับความชัดไปที่ตำแหน่งจุดสนใจนั้น แล้วใช้จุดนั้นในการปรับความชัด จะได้ภาพคมชัดกว่าการโฟกัสที่กลางภาพแล้วล็อความชัด ย้ายจุดสนใจ เพราะเรื่องความคลาดโค้งของเลนส์



    การเลือกจุดปรับความชัดให้แม่นยำมีผลมากต่อความคมของภาพ โดยเฉพาะภาพที่ใช้ช่องรับแสงกว้าง
    ภาพนี้จะโฟกัสที่ตาก็ได้ หรือนิ้วมือก็ได้ แต่ต้องเลือกให้ตรงตำแหน่ง ไม่แนะนำให้โฟกัสที่จุดกลาง ล็อค แล้วจัดองค์ประกอบใหม่
    เพราะระยะห่างมักจะเปลี่ยน ทำให้ความชัดเปลี่ยน ภาพจะไม่คมได้






    ในกล้องแบบ DSLR หลายรุ่นจะเลือกกลุ่มตำแหน่งปรับความชัดได้
    เพื่อให้กล้องสามารถย้ายจุดปรับความชัดไปมา แต่ยังไม่ออกนอกกลุ่มที่บังคับไว้
    มีประโยชน์มากกับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ แต่ยังพอสามารถควบคุมตำแหน่งวัตถุในช่องมองภาพได้



    พื้นที่ปรับความชัดของกล้อง DSLR จะครอบคลุมส่วนกลางภาพได้เกือบทั้งหมด
    เลือกได้ว่าจะโฟกัสเฉพาะจุด เป็นกลุ่มหลายจุด หรือให้กล้องเลือกตำแหน่งปรับความชัดทั้งหมดเอง




    ภาพนี้ใช้ระบบปรับความชัดต่อเนื่อง เลือกกลุ่มพื้นที่ปรับความชัด
    เพื่อควบคุมไม่ให้กล้องมีโอกาสผิดพลาดในการเลือกตำแหน่งปรับความชัด



    กล้องหลายๆ รุ่นจะมีระบบหาตำแหน่งปรับความชัดให้อัตโนมัติ โดยกล้องจะวิเคราะห์ว่าควรปรับความชัดที่ใดให้เอง ระบบนี้สะดวกกับภาพที่ตำแหน่งปรับความชัดเปลี่ยนตลอดเวลา ส่วนมากจะเป็นภาพกีฬา ภาพนก ภาพสัตว์ที่กำลังเคลื่อนไหวซึ่งเราจะย้ายจุดปรับความชัดตามไม่ทัน ให้กล้องทำให้จะมีโอกาสพลาดน้อยกว่า ถ้าใช้ระบบนี้ให้ผู้ใช้คอยสังเกตุว่าตำแหน่งปรับความชัดอยู่ที่จุดสนใจจริงๆ หรือเปล่า ถ้าใช้ก็ถ่ายภาพนั้นได้ แต่ถ้าไม่ใช่ต้องรอจนกว่าตำแหน่งปรับความชัดกับจุดสนใจจะตรงกัน ไม่เช่นนั้นภาพจะไม่ชัด




    ภาพนี้ใช้วิธีจัดองค์ประกอบเอาไว้ก่อน เลื่อนจุดปรับความชัดไปที่ขอบภาพตรงตำแหน่งที่ต้องการ
    เลือกระบบปรับความชัดต่อเนื่องเพื่อให้ตามคนที่เดิน ช่องรับแสงกว้าง
    ถ้าใช้วิธีโฟกัสตรงกลางแล้วล็อคความชัดจัดองค์ประกอบจะถ่ายภาพไม่ทัน คนเปลี่ยนตำแหน่งทำให้ภาพคนไม่ชัด



    การล็อคความชัด

    ในกรณีที่จุดสนใจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่กล้องปรับความชัดได้ จำเป็นที่ผู้ใช้กล้องจะต้องล็อคความชัดเอาไว้ก่อนแล้วจัดองค์ประกอบภายหลังจากการล็อคความชัด หากไม่ล็อคความชัด กล้องจะไปปรับความชัดตรงวัตถุที่อยู่ตรงตำแหน่งปรับความชัดนั้น ทำให้จุดสนใจไม่ชัดได้ การล็อคความชัดทำได้ 2 วิธีคือ


    1. กดปุ่มกดชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่งเพื่อปรับความชัด จากนั้นกดค้างเอาไว้เป็นการล็อคความชัด แล้วย้ายตำแหน่งจุดสนใจไปยังตำแหน่งที่ต้องการเพื่อจัดองค์ประกอบภาพ กดชัตเตอร์ลงไปสุดเพื่อถ่ายภาพ เมื่อปล่อยปุ่มกดชัตเตอร์ กล้องก็จะปลดล็อคการล็อคโฟกัสเพื่อรอการปรับความชัดใหม่อีกครั้ง โดยพื้นฐานกล้องทุกตัวจะล็อคความชัดโดยการกดปุ่มกดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง และสามารถตั้งที่ Menu การทำงานได้ว่าจะให้ล็อคความชัดที่ปุ่มกดชัตเตอร์หรือไม่ หากกล้องไม่สามารถล็อคความชัดที่ปุ่มกดชัตเตอร์ได้ให้ลองดูที่ Menu ว่าตั้งระบบนี้เอาไว้หรือเปล่า


    2. กดปุ่ม AF-L จะเป็นการสั่งให้กล้องล็อคความชัดค้างเอาไว้โดยไม่ต้องกดปุ่มกดชัตเตอร์ค้างเอาไว้ ทำให้สะดวกในการคุมความชัดโดยแยกออกจากการทำงานของปุ่มกดชัตเตอร์ และมักจะเลือกระบบการทำงานได้ว่าต้องการให้ค้างไว้ตลอดจนกว่าจะกดปุ่ม AF-L อีกครั้งหรือให้ยกเลิกหลังกดชัตเตอร์ ตรงนี้ให้ดูระบบการทำงานในคู่มือประกอบ




    จุดสนใจไม่อยู่กลางภาพ แต่อยู่นิ่งแบบนี้ สามารถใช้จุดกลางภาพปรับความชัดแล้วล็อค จัดองค์ประกอบใหม่ได้
    หรือจะเลือกเลื่อนจุดปรับความชัดไปที่วัตถุก็ได้ แต่อย่างไรก็อาจจะต้องมีล็อคความชัดบ้างในบางครั้ง
    เพราะตำแหน่งจุดสนใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งปรับความชัดพอดี


    ในการใช้งานจริงๆ ถ้าเป็นภาพนิ่งผมมักใช้ระบบ One-Shot แล้วย้ายตำแหน่งปรับความชัดไปที่จุดสนใจด้วยตัวเอง แต่ถ้าต้องให้คนอื่นถ่ายภาพให้หรือเป็นการถ่ายภาพบุคคล ก็มักจะเปิดระบบ Face Detection เพื่อให้กล้องโฟกัสที่หน้าคน จะได้ง่ายในการถ่ายภาพสำหรับผู้ที่ไม่คล่องในการถ่ายภาพมากนัก พอเป็นการถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่สามารถกำหนดตำแหน่งจุดสนใจคงที่ในช่องมองภาพได้ จะเลือกระบบปรับความชัดต่อเนื่อง AI-Servo แล้วเลือกตำแหน่งปรับความชัดเอง แต่ถ้าวัตถุเคลื่อนที่และไม่สามารถรักษาตำแหน่งของจุดสนใจให้คงที่ได้ จะเลือกระบบปรับความชัดต่อเนื่องแล้วให้กล้องเลือกพื้นที่ปรับความชัดอัตโนมัติจะง่ายและได้ผลดีกว่า




    ภาพคนหน้าตรงหรือหันข้างนิดหน่อย สามารถเปิดใช้ระบบ Face Detection ได้
    กล้องจัดการให้ทั้งโฟกัส วัดแสงที่ใบหน้า ในกรณีที่มีคนหลายคน ต้องดูว่ากล้องเลือกตำแหน่งคนได้ถูกหรือเปล่าด้วย
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 13:22.

  16. The Following 5 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocolatenom (27th November 2013), ksom (9th December 2012), Mastermath (3rd February 2015), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013)

  17. #9
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ความเร็วชัตเตอร์กับการหยุดความเคลื่อนไหว

    ความเร็วชัตเตอร์ก็คือเวลาที่แสงตกลงบนเซ็นเซอร์รับแสงของกล้อง มีผลต่อความสว่างและการหยุดความเคลื่อนไหวของภาพ ความเร็วชัตเตอร์ต่ำแสงตกลงบนเซ็นเซอร์นาน ทำให้ภาพสว่างกว่าความเร็วชัตเตอร์สูง เมื่อแสงตกลงเป็นเวลานาน หากวัตถุในภาพมีการเคลื่อนที่ ภาพของวัตถุนั้นก็จะดูไหว ไม่คมชัด


    ภาพวัตถุเคลื่อนไหว หากต้องการถ่ายภาพให้คมชัดนิ่งสนิท ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง
    ภาพนี้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/320 วินาที ถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้าง






    ภาพในที่แสงน้อย และต้องการลากเส้นแสงให้ยาว เช่นภาพพลุนี้ ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์นาน เช่น 8 วินาที




    ความเร็วชัตเตอร์จะมีค่าต่างๆ ตั้งแต่ 30 วินาทีจนถึง 1/8000 วินาที ทั้งนี้ขึ้นกับกล้องถ่ายภาพที่ใช้งานอาจจะมีช่วงความเร็วชัตเตอร์ไม่เท่ากัน ตัวเลขส่วนใหญ่มีค่าดังนี้

    B 30s . .15s . . 8s . . 4s . . 2s . . 1s . . 2 . . 4 . . 8 . . 15 . . 30 . . 60 . . 125 . . 250 . . 500 . . 1000 . . 2000 . . 4000 . . 8000



    ตัวเลขค่าความเร็วชัตเตอร์จะแบ่งละเอียด 1/3 หรือ ½ เท่า(stop) สามารถปรับตั้งได้จากเมนูการทำงาน ความเร็วชัตเตอร์ 30 ถึง 1 วินาทีเป็นชัตเตอร์ในระดับ วินาทีซึ่งถือว่านาน ใช้ในการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย เช่น การถ่ายภาพในถ้ำ หรือต้องการให้วัตถุเคลื่อนไหวดูเบลอมากๆ จะได้นุ่ม เช่น ภาพน้ำตก ส่วนชัตเตอร์ 1/2-1/30 วินาทีถือว่าเป็นความเร็วชัตเตอร์ต่ำ (ตัวเลขที่ไม่มี S เป็นส่วนกลับ เช่น 4000 คือ 1/4000 วินาที) สำหรับถ่ายภาพเคลื่อนไหวให้เบลอเล็กน้อย หรือใช้ในที่แสงน้อย ใช้กับแฟลชเพื่อเก็บรายละเอียดของฉากหลัง ความเร็ว 1/60-1/250 เป็นความเร็วชัตเตอร์ปานกลาง สำหรับการถ่ายภาพทั่วไป สามารถถือกล้องด้วยมือได้ ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง (ยกเว้นเลนส์เทเลโฟโต้มากๆ จะต้องใช้ขาตั้งกล้อง) ใช้ถ่ายภาพบุคคล ภาพทิวทัศน์ทั่วไป ส่วนความเร็วชัตเตอร์สูง 1/500 ขึ้นไปใช้ในการหยุดความเคลื่อนไหวของภาพให้หยุดนิ่ง เช่น การถ่ายภาพกีฬา ภาพสิ่งเคลื่อนไหว เป็นต้น



    ภาพจากเทคนิคการแพนกล้อง คือ
    หมุนกล้องตามวัตถุ รักษาตำแหน่งของวัตถุให้คงที่ จะกลายเป็นวัตถนิ่ง แต่ฉากหลังเคลื่อนที่
    ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพื่อให้ฉากหลังเบลอไป ควรถ่ายภาพหลายๆ ภาพเพราะภาพลักษณะนี้มีโอกาสเสียสูงมาก
    ภาพนี้ใช้ชัตเตอร์ 1/8 วินาที และใช้แฟลช





    ภาพเด็กๆ กำลังเล่นพ่นน้ำกันอยู่
    ใช้ความเร็วชัตเตอร์ปานกลางเพื่อให้หยุดตัวเด็กไม่ให้ไหว
    แต่ยังไม่เร็วมากพอที่จะหยุดน้ำ ทำให้น้ำดูเป็นเส้น
    ชัตเตอร์ 1/200 วินาที


    การเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่าไรนั้น มีหลักง่ายๆ คือ ให้ดูความเร็วของวัตถุในช่องมองภาพ ถ้าวัตถุเคลื่อนเร็วต้องการหยุดนิ่ง ให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงมากๆ จะหยุดภาพให้นิ่งได้ ส่วนความเร็วชัตเตอร์ปานกลางหรือต่ำจะทำให้ภาพเบลอ ถ้าเคลื่อนช้า ใช้ความเร็วชัตเตอร์ปานกลางก็สามารถหยุดภาพได้ ส่วนการถ่ายภาพให้เบลอนั้น หากวัตถุเคลื่อนที่ในช่องมองภาพเร็ว สามารถใช้ชัตเตอร์ปานกลางทำให้ภาพเบลอได้ หากวัตถุเคลื่อนที่ช้ามาก ต้องเปิดชัตเตอร์นาน เช่น 2 วินาที ในการทำให้วัตถุนั้นเบลอ


    ในการถ่ายภาพโดยใช้มือถือกล้อง ภาพจะสามารถสั่นไหวได้จากการสั่นไหวของมือ และการเคลื่อนที่ของวัตถุในภาพ ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์ปานกลางเพื่อป้องกันการสั่นไหวอันเกิดจากการถือกล้องไม่นิ่ง หากต้องใช้ชัตเตอร์ต่ำควรถือกล้องให้นิ่งมากๆ ใช้ขาตั้งกล้อง หรือวางกล้องไว้กับพื้น โต๊ะ เสา คาน หรืออะไรก็ได้ที่ลดการสั่นไหวของกล้องลง มือใหม่ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์หลายๆ ค่าลองถ่ายภาพเพื่อดูว่าภาพนั้นๆ ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่าไร เป็นการเรียนรู้จากการถ่ายภาพจริงๆ จะได้เกิดความชำนาญในการเลือกความเร็วชัตเตอร์



    ภาพน้ำตกต้องการสายน้ำนุ่มมากๆ ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำมาก เช่น 1 วินาทีเพื่อให้สายน้ำดูนุ่ม




    ภาพนิ่งๆ แสงพอ ใช้ชัตเตอร์ปานกลางได้ตามปกติ
    ระวังเรื่องการสั่นไหวของมือ พยายามถือกล้องให้นิ่งที่สุด
    เปิดระบบลดการสั่นไหวของกล้องจะช่วยได้มาก
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 13:26.

  18. The Following 4 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocolatenom (27th November 2013), ksom (9th December 2012), Mastermath (3rd February 2015), Pinky (26th November 2012)

  19. #10
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default ระบบถ่ายภาพ(Shooting Mode) ต่างๆ

    ขั้นตอนในการถ่ายภาพในส่วนของการปรับตั้งกล้องหลักๆ จะมีการปรับความชัด การปรับความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงให้เหมาะสมกับสภาพแสงและความต้องการในขณะนั้น โดยช่องรับแสงมีหน้าที่ควบคุมแสงและความชัดลึก ความเร็วชัตเตอร์มีหน้าที่ควบคุมแสงและการหยุดความเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพ จะเห็นว่า ปริมาณแสงหรือความสว่างของภาพนั้นถูกควบคุมด้วยความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสง วิธีการปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสง เรียกว่า ระบบถ่ายภาพ (Shooting Mode)


    ในกล้องแบบ DSLR มักมีวงแหวนสำหรับปรับระบบถ่ายภาพ
    หรืออาจะอยู่ในปุ่ม Menu , Function แล้วแต่รุ่นกล้องให้เลือกใช้งานได้ตามสถานการณ์




    ไม่ว่าจะอยู่ในระบบถ่ายภาพใดก็ตาม
    สิ่งที่ผู้ใช้งานจะต้องสังเกตทุกครั้งคือค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสง
    ว่าได่ค่าที่เหมาะสมหรือไม่ ต้องปรับแก้อย่างไร



    ระบบถ่ายภาพหลักๆ จะมีให้เลือกใช้งาน 4 ระบบด้วยกัน คือ


    1. ระบบถ่ายภาพแบบปรับตั้งเอง (Manual) ในระบบนี้ผู้ใช้ต้องตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงด้วยตนเองให้เหมาะสมกับปริมาณแสง และความต้องการในการควบคุมความเคลื่อนไหวและความชัดลึกของภาพ ระบบปรับตั้งเองเหมาะกับ การถ่ายภาพซ้ำๆ ด้วยค่าแสงเดิมจำนวนหลายภาพ ไม่ว่าจะถ่ายภาพบุคคล ทิวทัศน์ ภาพที่ใช้แฟลช ภาพในสตูดิโอ รวมไปถึงภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ปริมาณแสงค่อนข้างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


    ภาพนิ่ง แสงคงที่นานๆ ถ่ายภาพซ้ำหลายๆ ภาพด้วยค่ารับแสงเดียว เหมาะกับการใช้ระบบถ่ายภาพแบบ M มากที่สุด



    2. ระบบถ่ายภาพแบบ Aperture Priority (A) , Aperture Value(AV) เป็นระบบที่ผู้ใช้เลือกค่าช่องรับแสงที่ต้องการใช้งานโดยพิจารณาจากความชัดลึกที่ต้องการ จากนั้นกล้องจะทำการวัดแสงและปรับความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ สะดวกเพราะตัดขั้นตอนการวัดแสงและปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์ออกไป หากต้องการเพิ่มลดแสงเพียงใช้ระบบชดเชยแสงเท่านั้น เหมาะกับภาพที่สภาพแสงเปลี่ยนแปลงเร็ว และต้องการคุมความชัดลึกเป็นหลัก


    ภาพที่ต้องการคุมความชัดลึกเป็นหลัก เหมาะกับระบบ AV ง่าย เร็ว ไม่ต้องยุ่งยากกับการปรับความเร็วชัตเตอร์



    3. ระบบถ่ายภาพแบบ Shutter Priority (S), Time Value (TV) เป็นระบบที่ผู้ใช้เลือกความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องการโดยการดูจากความเคลื่อนไหวของวัตถุแล้วความต้องการให้ภาพคมหรือเบลอ กำหนดความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้ ส่วนกล้องจะเลือกช่องรับแสงที่เหมาะสมให้



    ข้อควรระวังในการใช้ระบบ TV คือ ต้องดูค่าช่องรับแสงประกอบด้วยว่าค่าที่เลือกมาใช้งานได้หรือไม่ หรือกล้องปรับตั้งให้ได้หรือไม่ เช่น ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยมากแล้วเปิดชัตเตอร์สูง เช่น 1/1000 วินาที กล้องไม่สามารถเปิดช่องรับแสงกว้างให้ได้ จะขึ้นคำว่า Under หรือมีเครื่องหมาย – กระพริบเตือน ต้องเพิ่มความไวแสงกล้องขึ้นไปให้พอที่กล้องจะปรับค่าช่องรับแสงให้ หรือในสภาพแสงแดดจ้ามาก เปิดช่องรับแสงกว้างมาก เช่น f/2 กล้องไม่สามารถตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงให้ได้ จะขึ้นคำว่า Over หรือมีเครื่องหมาย + กระพริบเตือน ต้องแก้โดยการลดความไวแสงลงเพื่อให้กล้องสามารถทำงานได้



    กับภาพที่ต้องควบคุมความเคลื่อนไหว ระบบ TV จะเหมาะสมที่สุด ชัตเตอร์ 1/1000 วินาที




    4. ระบบถ่ายภาพแบบโปรแกรม Program เป็นระบบที่กล้องตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงให้อัตโนมัติ จะสะดวกรวดเร็วมาก แต่ก็ต้องดูค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงทีได้ว่าเหมาะกับภาพหรือไม่ เช่น ถ่ายภาพวิวแต่กล้องเลือกช่องรับแสงกว้าง ก็อาจไม่เหมาะสม ระบบโปรแกรมในกล้อง DSLR สามารถเปลี่ยนค่าได้เรียกว่า Program Shift เวลาที่กล้องเลือกค่าไม่ถูกใจมาให้สามารถหมุนวงแหวนหลังกล้องเพื่อเปลี่ยนค่าได้ ทำให้สะดวกและได้ดังใจอีกด้วย



    ภาพแบบง่ายๆ ระบบโปรแกรมก็ใช้งานได้ดี เลือกโปรแกรมตามลักษณะภาพ
    หรือโปรแกรมชิฟ จะได้ภาพดีดังใจมากกว่าโปรแกรมธรรมดา





    5. ระบบ Full Auto เป็นระบบที่กล้องไม่เพียงแต่เลือกความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงให้ แต่ยังครอบคลุมไปถึงระบบอื่นๆ เช่น สมดุลแสง ความไวแสง ฯลฯ เหมาะกับการใช้งานของผู้ที่ไม่ต้องการปรับตั้งกล้องเลยให้กล้องจัดการให้หมด แค่คอยสังเกตค่าปรับตั้งของกล้องว่าเหมาะสมหรือไม่ก็พอ เมื่ออยู่ในระบบนี้ฟังก์ชั่นต่างๆ จะไม่สามารถเข้าไปปรับตั้งได้ กล้องยึดเอาไปจัดการเองทั้งหมด

    6. ระบบโปรแกรมตามลักษณะภาพ เป็นระบบ Full Auto ที่แยกย่อยออกไปให้เหมาะสมกับภาพในรูปแบบต่างๆ ผู้ใช้เพียงเลือกโปรแกรมให้ใกล้กับภาพที่จะถ่าย เช่น ภาพวิวเลือกโปรแกรมถ่ายภาพทิวทัศน์ ภาพมาโครเลือกโปรแกรมถ่ายภาพมาโคร ภาพเด็กเลือกโปรแกรมถ่ายภาพเด็ก เป็นต้น


    ระบบ Full Auto ง่าย สะดวก แต่ต้องคอยสังเกตุค่าความเร็วชัตเตอร์ ช่องรับแสง รวมทั้งความไวแสงที่กล้องเลือกให้ด้วย


    ส่วนมากแล้ว ผมแนะนำให้ใช้ระบบถ่ายภาพแบบ AV, TV , M หรือ P shift ในการถ่ายภาพ เพราะสามารถควบคุมค่าต่างๆ ได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าต้องให้กล้องกับผู้ที่ไม่รู้เรื่องถ่ายภาพไปใช้งาน แนะนำใช้โปรแกรมตามลักษณะภาพจะง่ายและปลอดภัย ได้รูปแน่นอน
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 15:26.

  20. The Following 5 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    chocolatenom (27th November 2013), ksom (9th December 2012), Mastermath (3rd February 2015), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013)

  21. #11
    Join Date
    Nov 2012
    Posts
    401
    Thanks
    4
    Thanked 1,583 Times in 270 Posts
    Rep Power
    22

    Default การปรับระดับความเปรียบต่างและรายละเอียดส่วนมืดส่วนสว่าง

    การถ่ายภาพตามแสงในที่แจ้ง มักได้ภาพที่มีรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่ส่วนมืดไปจนส่วนสว่าง ทั้งนี้เพราะกล้องถ่ายภาพส่วนใหญ่มักตั้งช่วงการรับแสงเอาไว้ประมาณ 6 ถึง 8 stop หรือความแตกต่างของแสงระหว่างส่วนมืดถึงสว่างประมาณ 64 ถึง 256 เท่า เราเรียกค่าช่วงการถ่ายทอดรายละเอียดนี้ว่า Dynamic Range ถ้าน้อยกว่านี้ส่วนสว่างหรือมืดมักจะหายไป ทำให้ภาพดูไม่สวย แต่ถ้ามากกว่านี้ ภาพจะมีการไล่โทนสีต่ำ สีจะดูจืด ไม่มีส่วนเข้มจัด ทำให้ภาพไม่สวยอีกเช่นกัน เมื่อไรที่เราไม่ได้ถ่ายภาพตามแสง มีการถ่ายภาพย้อนแสง จากร่มเงาไปส่วนสว่าง จากส่วนสว่างไปยังร่มเงา จากที่มืดไปยังที่แดดออก ความแตกต่างของแสงจะมากกว่าค่า Dynamic Range ที่กล้องถูกกำหนดเอาไว้ และเมื่อไรที่ถ่ายภาพในสภาดแดดไม่ออก มีหมอก ควัน ฝนตก สภาพแสงอึมครึม ความแตกต่างของแสงจะน้อยกว่าค่า Dynamic Range ทำให้ภาพสีจืด กล้องดิจิตอลจึงมีระบบการทำงานที่ให้ผู้ใช้สามารถปรับแก้ค่า Dynamic Range ให้เหมาะสมกับความแตกต่างของแสงในแต่ละภาพได้ระดับหนึ่ง ซึ่งตรงนี้เป็นเทคนิคที่เหนือระดับพื้นฐานขึ้นมาอีกนิด ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่สามารถปรับแก้ภาพได้ คือ Contrast , HDR, Hilight Tone, Hilight , Shadow หรือจะมีชื่ออื่นๆ ต่างออกไปตามระบบการทำงานของกล้องแต่ละยี่ห้อ ซึ่งหากเข้าใจระบบการทำงานของแต่ละฟังก์ชั่นจะสามารถเลือกใช้งานเพื่อปรับแก้ช่วงรับแสงของภาพให้เหมาะสมได้ไม่ยาก




    ภาพที่มีแสงไม่สม่ำเสมอ หรือหลายแหล่งกำเนิดแสง จะมีช่วงแสงกว้างกว่าที่กล้องกำหนดไว้เป็นส่วนใหญ่
    การปรับฟังก์ชั่นที่เพิ่มลดรายละเอียดในภาพจะช่วยให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น และสีสันของภาพดูดีขึ้นด้วย




    การถ่ายภาพตามแสงมักไม่มีปัญหาเรื่องรายละเอียด ได้สีสดสวย แต่อาจขาดความเร้าใจ



    รู้จักคำเรียกให้ถูกต้อง

    ก่อนการใช้งานระบบต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นที่เราจะต้องรู้จักคำเรียกและความหมายของศัพท์เทคนิคที่ใช้งานเสียก่อน โทนสีของภาพเราจะแบ่งออกเป็น ช่วงใหญ่ๆ ดังนี้
    1. ส่วนดำ คือ ส่วนที่เป็นสีดำสนิทในภาพ เป็นส่วนที่กล้องได้รับแสงน้อยมากจนไม่สามารถสร้างให้เกิดภาพได้ เช่น ท้องฟ้ากลางคืน ส่วนในซอกหลืบที่แทบไม่มีแสง
    2. ส่วนโทนเข้มมีรายละเอียด มักเรียกว่าส่วนเงา Shadow ส่วนนี้เป็นส่วนที่ภาพสีเข้มมากจนเกือบดำ มีรายละเอียด อาจจะปรากฏชัดหรือไม่ชัดก็ได้ สามารถดึงให้ปรากฏในภายหลังได้ เช่น เสื้อสีดำ เส้นผม
    3. ส่วนเทาเข้มหรือ เป็นส่วนโทนกลางจนถึง Shadow เช่น เงาของต้นไม้
    4. ส่วนโทนกลาง นับที่สีเทา 18% หรือค่า RGB ประมาณ 128 128 128 เช่น ผิวคน ท้องฟ้าวันที่ฟ้าเป็นสีเข้ม
    5. ส่วนเทาอ่อน นับจากเทา 18% ไปยังส่วนสว่าง เช่น เสื้อสีเหลืองอ่อน ใบไม้เขียวอ่อน ผิวของคนขาว
    6. ส่วนขาวมีรายละเอียด หรือ Hilight เป็นส่วนสว่างที่ยังคงรักษารายละเอียดได้ เช่น เสื้อสีขาว สามารถดึงรายละเอียดให้ปรากฏชัดได้ในภายหลัง
    7. ส่วนขาวจัด ไม่มีรายละเอียดใดๆ ปรากฏ ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้ในภายหลัง



    คำว่า Contrast หรือ ความเปรียบต่าง คือ ความแตกต่างระหว่างจุดอ้างอิง 2 จุด ถ้าจุดอ้างอิงสองจุดแตกต่างกันน้อย เรียกว่า Contast ต่ำ จุดอ้างอิง 2 จุดต่างกันมาก เรียกว่า Contrast สูง ขึ้นกับการพิจารณาจุดอ้างอิง สำหรับภาพถ่ายการอ้างอิงจะมี 2 กรณี คือ

    1. พิจารณาจากส่วนมืดที่สุดกับส่วนสว่างที่สุดของภาพที่กำลังจะถ่าย ถ้ามีความแตกต่างของแสงมากกว่าที่กล้องได้ปรับเอาไว้ เรียกว่า คอนทราสสูง ถ้าน้อยกว่าเรียกว่า Contrast ต่ำ โดยปกติถ้าแสงส่วนสว่างกับส่วนมืดต่างกันมากกว่า 5 stop จะเรียกความเปรียบต่างสูง น้อยกว่า 5 stop เรียกความเปรียบต่างต่ำ บางครั้งเราเรียกว่า ความเปรียบต่างของแสง หรือช่วงความสว่างของภาพ Exposure Range
    2. พิจารณาจากสีของภาพที่ถ่ายได้ ถ้าภาพที่ถ่ายได้ไม่ปรากฏสีดำจัดกับขาวจัด จะเรียกว่าภาพคอนทราสต่ำ หากปรากฏส่วนดำจัดกับขาวจัดเรียกว่า ภาพคอนทราสปกติ

    คำว่า Contrast ใช้ในการเปรียบเทียบตำแหน่ง 2 ตำแหน่งเท่านั้น ส่วนการดูภาพว่า มีการไล่โทนต่อเนื่อง มีส่วนดำ เทาอ่อน เทาเข้ม ไล่ระดับกันดีหรือไม่ เราเรียก การไล่ระดับโทนสีว่า Gradation ภาพที่มีการไล่ระดับโทนน้อยเรียกว่า มี Gradation ต่ำหรือสั้น บางคนจะเรียกว่า ภาพคอนทราสสูง (ซึ่งบางครั้งจะทำให้สับสน จึงอยากให้เรียกการไล่ระดับโทนด้วยศัพท์ว่า Gradation) ส่วนภาพที่มีระดับโทนต่อเนื่องมาก เรียกว่า Gradation สูงหรือยาว Contrast กับ Gradation เป็นคำที่มักใช้สับสน สองคำนี้เกี่ยวกันแต่ไม่ใช่ตัวเดียวกัน Contrast พิจารณาระหว่างจุดสองจุด ส่วนความต่อเนื่องของโทนคือ Gradation ซึ่งเกิดจากช่วงรับแสงของกล้อง ลักษณะของแสงในภาพ และสีของวัตถุในภาพนั้น ภาพที่ดีควรมี Contrast สูงและ Gradation สูง คือ มีส่วนสว่างและมืดที่แตกต่างกันมาก มีการไล่ระดับโทนต่อเนื่องยาว ภาพจะสด คม สีจัด


    ภาพมีการไล่โทนปกติ



    ภาพมีความเปรียบต่างต่ำ เพราะไม่มีส่วนดำจัดและขาวจัด



    ภาพนี้มีความเปรียบต่างเท่ากับภาพแรกเพราะส่วนขาวและดำเท่ากัน
    แต่มี Gradation ต่ำกว่า การไล่ระดับโทนน้อย




    1. ฟังก์ชั่น Contrast ในกล้อง

    การปรับฟังก์ชั่น Contrast เป็นการยืดหดช่วงการรับแสงของกล้องให้กว้างหรือแคบลงเพื่อให้ตรงกับลักษณะความแตกต่างของแสงของภาพที่จะถ่าย การปรับ Contrats ทาง + จะทำให้ส่วนสว่างมีรายละเอียดสว่างมากขึ้น ส่วนเทาอ่อนกลายเป็นขาว ช่วงการรับแสงส่วนสว่างสั้น ส่วนดำมีรายละเอียดจะดำจัดจนรายละเอียดหาย ส่วนเทาเข้มกลายเป็นดำ ช่วงการรับแสงส่วนมืดสั้นลง เป็นการลด Dynamic Range ของกล้อง เหมาะสำหรับภาพที่มีแสงแตกต่างกันน้อย เช่น การถ่ายภาพผ่านหมอก หรือฝน ในสภาพไม่มีแดด ครึ้มฟ้าครึ้มฝน จะช่วยให้ภาพดูจัดจ้านสดใสขึ้นโดยไม่เสียรายละเอียดในภาพไป ส่วนการปรับ Contrast ทาง – เป็นการยืดช่วงการรับแสงของภาพออก สำหรับภาพที่มีความแตกต่างของแสงสูงมาก เช่น ถ่ายภาพในอาคารย้อนแสงออกไปด้านนอก ถ่ายภาพย้อนแสง ถ่ายภาพจากด้านในถ้ำออกไปปากถ้ำ เป็นต้น หากไม่ปรับไปที่ – จะทำให้ภาพมีรายละเอียดส่วนสว่างและมืดน้อย การลด Contrast ลงจะช่วยให้ภาพปรากฏรายละเอียดมากขึ้น เป็นการเพิ่ม Dynamic Range
    การเพิ่ม Contrast มีผลให้ความเปรียบต่างส่วนเทาอ่อนไปยังเทาเข้มสูงขึ้น ส่วนการลด Contrast ส่งผลให้ความเปรียบต่างส่วนเทาอ่อนไปยังเทาเข้มลดลง เมื่อมีการปรับเพิ่มหรือลดความเปรียบต่างต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย








    ภาพบนเป็นภาพปกติ ส่วนภาพล่างมีการปรับลดความเปรียบต่างเพื่อเพิ่มรายละเอียดส่วนสว่างและมืด


    2. ฟังก์ชั่น Hilight

    เป็นการเพิ่มหรือลด Dynamic Range หรือลดความเปรียบต่างเฉพาะส่วนสว่างกว่าเทา 18% เท่านั้น ไม่มีผลต่อส่วนเทาเข้มและมืด ใช้กับภาพที่ต้องคุมสีส่วนเข้ม แล้วต้องการยืดหดส่วนสว่าง เช่น ถ่ายภาพบุคคลย้อนแสง




    ภาพมีส่วนสว่างเยอะ พยายามรักษารายละเอียดส่วนสว่างโดยการใช้ฟังก์ชั่น Hilight



    ระบบ Hilight Tone Priority เป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยเพิ่มรายละเอียดส่วนสว่างสำหรับภาพที่มีส่วนสว่างจ้ามาก




    3. ฟังก์ชั่นพวก Shadow

    เป็นการเพิ่มหรือลดส่วนเทาเข้มและมืด ไม่มีผลต่อเทาอ่อนและส่วนสว่างกว่าเทา 18% สำหรับภาพที่ต้องการคุมสีส่วนสว่างแล้วใช้ฟังก์ชั่น Shadow ยืดหดส่วนมืด



    ภาพที่ต้องการสีเข้มแต่ยังอยากได้รายละเอียดส่วนมืด
    ใช้ระบบ Shadow เข้าข่วย ยืดรายละเอียดส่วนมืดออกไปอีกนิด




    4. HDR หรือ High Dynamic range

    เป็นฟังก์ชั่นที่กล้องจะถ่ายภาพ 2 ภาพความแตกต่างแสง 2 ค่ามาซ้อนกัน โดยภาพหนึ่งจะเน้นส่วนสว่าง ภาพหนึ่งเน้นส่วนมืด เป็นระบบที่ดีมากๆ ในการคุมรายละเอียดส่วนสว่างและมืดโดยไม่มีผลต่อ Noise ในส่วนมืด ใช้เมื่อภาพมาส่วนมืดและสว่างแตกต่างกันมาก ระบบ HDR กับ Contrast ทำงานแตกต่างกัน Contrast ไม่ช่วงเพิ่ม Dynamic Rage ของกล้อง อาศัยการดึงรายละเอียดที่กล้องเก็บได้ให้ปรากฏโดยการเพิ่มลด Gradation และความเปรียบต่าง แต่ Dynamic Range เป็นการเพิ่มและลดDynamic Rage โดยไม่เพิ่มลดความเปรียบต่าง และยังใช้วิธีแต่งค่าเปิดรับแสงเพื่อคุมโทนสี ปรับ Contrast และระบบอื่นๆ ได้ในระหว่างการใช้ Dynamic Range ได้ด้วยในกล้องบางรุ่น





    ภาพบนเป็นภาพปกติ ส่วนภาพล่างได้จากการใช้ระบบ HDR




    ภาพนี้เป็นภาพหนึ่งที่ถ่ายยากเพราะแสงไม่ตกลงองค์พระ ปกติกำแพงจะขาวมาก ต้องใช้ HDR เข้าช่วย




    ระบบ HDR ของ Canon สามารถเลือกความแตกต่างของแสงได้มากถึง +-3 EV




    ฟังก์ชั่นต่างๆ พวกนี้จะมีประโยชน์มากๆ ถ้าผู้ถ่ายภาพสังเกตดูภาพที่ถ่ายบ่อยๆ วิธีง่ายๆ ในการใช้งานคือ ลองถ่ายภาพ 1 ภาพก่อน ถ้าภาพมีรายละเอียดส่วนมืดสว่างน้อยเกินไป อาจจะลองลดความเปรียบต่างลง หรือใช้ระบบ HDR เพื่อเพิ่มรายละเอียด ถ้าภาพดูทึมเกินไป ส่วนสว่างและมืดไม่จัดใช้วิธีเพิ่มความเปรียบต่างเข้าไป หากต้องการปรับเพิ่มเฉพาะส่วนสว่างหรือมืดก็เข้าไปที่ Hilight หรือ Shadow เท่านั้นก็ได้ การปรับเพิ่มลดรายละเอียดที่กล้องจะได้ผลดีกว่าไปทำที่โปรแกรมในภายหลัง ภาพจะเนียนกว่า แต่ปรับได้ไม่มากเหมือนในโปรแกรม หรืออาจจะปรับที่กล้องให้ดีที่สุดก่อน หากขาดเหลือเล็กน้อยไปปรับที่โปรแกรมในภายหลังได้
    Last edited by thaidphoto; 25th November 2012 at 15:32.

  22. The Following 16 Users Say Thank You to thaidphoto For This Useful Post:

    boy7312 (29th November 2012), cameraproshop1 (8th March 2013), chocolatenom (27th November 2013), Dark_phoenix (5th February 2013), fakedevil (31st May 2014), Infinitylife (26th November 2012), ismeeair (1st December 2012), jujuijoke (27th November 2012), kp10250 (19th January 2014), ksom (9th December 2012), Mastermath (3rd February 2015), mengazaa (30th November 2012), Palajin (27th November 2012), Pinky (26th November 2012), pittawutt (31st January 2013), THAKHAM (30th November 2012)

  23. #12
    Join Date
    Feb 2010
    Posts
    46
    Thanks
    2
    Thanked 23 Times in 10 Posts
    Rep Power
    0

    Default

    ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ อ่านแล้วเข้าใจมากขึ้นมากๆ เลย
    ปล. ภาพสวยมาก ทุกรูปเลยครับ

  24. The Following User Says Thank You to kenjii For This Useful Post:

    korkorja (30th November 2012)

  25. #13
    Join Date
    Feb 2008
    Posts
    877
    Thanks
    785
    Thanked 37 Times in 23 Posts
    Rep Power
    12

    Default

    ขอบคุณจริงๆครับที่ช่วยเปิดโลกทรรศน์

  26. #14
    Join Date
    Feb 2013
    Posts
    23
    Thanks
    9
    Thanked 3 Times in 3 Posts
    Rep Power
    0

    Default

    ขอบคุณมากครับ
    หลังจากอ่านแล้ว ได้รู้หลายเรื่องเพิ่มาขึ้นมากเลยครับ

  27. #15
    Join Date
    Mar 2013
    Posts
    37
    Thanks
    9
    Thanked 1 Time in 1 Post
    Rep Power
    0

    Default

    ขอบคุนคับ ช่วยได้เยอะเลย

+ Reply to Thread
Page 1 of 2 12 LastLast

Similar Threads

  1. Motor Expo : P O R T R A I T.................
    By inspire01 in forum Event & Mini Trip
    Replies: 22
    Last Post: 7th December 2010, 11:41
  2. motor expo
    By sherbet in forum Event & Mini Trip
    Replies: 5
    Last Post: 22nd June 2009, 01:32
  3. motor expo
    By nhamac in forum ห้องภาพถ่ายทั่วไป
    Replies: 6
    Last Post: 12th December 2008, 19:27
  4. Motor Expo '07
    By livegodayday in forum Event & Mini Trip
    Replies: 0
    Last Post: 12th December 2007, 16:11
  5. Replies: 17
    Last Post: 14th December 2006, 11:15

Tags for this Thread

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •