Review ล่าสุด

 



Reply to Thread

Post a reply to the thread: เตรียมตัวไปถ่าย Motor Expo กันเถอะ : ตอนที่ 1 ใช้กล้องและอุปกรณ์ให้คล่องแคล่วเหมาะสม

Your Message

Click here to log in

กรุณาพิมพ์แปดสิบแปดลงในช่องคำตอบ (กรุณาพิมพ์เป็นเลขไทย)

 

You may choose an icon for your message from this list

Additional Options

  • Will turn www.example.com into [URL]http://www.example.com[/URL].

Topic Review (Newest First)

  • 27th November 2014, 23:00
    no name
    ขอบคุณมากคับ รู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยคับ
  • 20th March 2014, 13:57
    IndyAir9
    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ ^^
  • 16th September 2013, 07:46
    miiki
    เป็นประโยชน์มากครับ ขอบคุณครับ
  • 13th September 2013, 09:46
    Improvisation
    ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ
  • 19th August 2013, 22:18
    cameratoon
    ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ นะครับ
  • 19th July 2013, 19:14
    waritpupn
    ขอบคุณครับ เข้าใจขึ้นเยอะเลย
  • 9th May 2013, 10:19
    maikungp
    สุดยอดเลยครับ ขอเรียนรู้นิดนึงครับผม ขอบคุณครับบ
  • 4th April 2013, 12:16
    Machismo
    ขอบคุณครับ เป็นประโยชน์สำหรับผมมาก
  • 8th March 2013, 16:49
    fahad13
    ขอบคุณครับสำหรับความรู้ พอดีพึ่งหัดเล่นกล้อง DSLR เองเลยยังไม่ค่อยเป็นทำไหร่
  • 8th March 2013, 13:56
    cameraproshop1
    ขอบคุนคับ ช่วยได้เยอะเลย
  • 5th March 2013, 21:45
    chatreekw
    ขอบคุณมากครับ
    หลังจากอ่านแล้ว ได้รู้หลายเรื่องเพิ่มาขึ้นมากเลยครับ
  • 31st January 2013, 22:33
    pittawutt
    ขอบคุณจริงๆครับที่ช่วยเปิดโลกทรรศน์
  • 27th November 2012, 00:33
    kenjii
    ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ อ่านแล้วเข้าใจมากขึ้นมากๆ เลย
    ปล. ภาพสวยมาก ทุกรูปเลยครับ
  • 25th November 2012, 02:11
    thaidphoto
    การถ่ายภาพตามแสงในที่แจ้ง มักได้ภาพที่มีรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่ส่วนมืดไปจนส่วนสว่าง ทั้งนี้เพราะกล้องถ่ายภาพส่วนใหญ่มักตั้งช่วงการรับแสงเอาไว้ประมาณ 6 ถึง 8 stop หรือความแตกต่างของแสงระหว่างส่วนมืดถึงสว่างประมาณ 64 ถึง 256 เท่า เราเรียกค่าช่วงการถ่ายทอดรายละเอียดนี้ว่า Dynamic Range ถ้าน้อยกว่านี้ส่วนสว่างหรือมืดมักจะหายไป ทำให้ภาพดูไม่สวย แต่ถ้ามากกว่านี้ ภาพจะมีการไล่โทนสีต่ำ สีจะดูจืด ไม่มีส่วนเข้มจัด ทำให้ภาพไม่สวยอีกเช่นกัน เมื่อไรที่เราไม่ได้ถ่ายภาพตามแสง มีการถ่ายภาพย้อนแสง จากร่มเงาไปส่วนสว่าง จากส่วนสว่างไปยังร่มเงา จากที่มืดไปยังที่แดดออก ความแตกต่างของแสงจะมากกว่าค่า Dynamic Range ที่กล้องถูกกำหนดเอาไว้ และเมื่อไรที่ถ่ายภาพในสภาดแดดไม่ออก มีหมอก ควัน ฝนตก สภาพแสงอึมครึม ความแตกต่างของแสงจะน้อยกว่าค่า Dynamic Range ทำให้ภาพสีจืด กล้องดิจิตอลจึงมีระบบการทำงานที่ให้ผู้ใช้สามารถปรับแก้ค่า Dynamic Range ให้เหมาะสมกับความแตกต่างของแสงในแต่ละภาพได้ระดับหนึ่ง ซึ่งตรงนี้เป็นเทคนิคที่เหนือระดับพื้นฐานขึ้นมาอีกนิด ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่สามารถปรับแก้ภาพได้ คือ Contrast , HDR, Hilight Tone, Hilight , Shadow หรือจะมีชื่ออื่นๆ ต่างออกไปตามระบบการทำงานของกล้องแต่ละยี่ห้อ ซึ่งหากเข้าใจระบบการทำงานของแต่ละฟังก์ชั่นจะสามารถเลือกใช้งานเพื่อปรับแก้ช่วงรับแสงของภาพให้เหมาะสมได้ไม่ยาก




    ภาพที่มีแสงไม่สม่ำเสมอ หรือหลายแหล่งกำเนิดแสง จะมีช่วงแสงกว้างกว่าที่กล้องกำหนดไว้เป็นส่วนใหญ่
    การปรับฟังก์ชั่นที่เพิ่มลดรายละเอียดในภาพจะช่วยให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น และสีสันของภาพดูดีขึ้นด้วย




    การถ่ายภาพตามแสงมักไม่มีปัญหาเรื่องรายละเอียด ได้สีสดสวย แต่อาจขาดความเร้าใจ



    รู้จักคำเรียกให้ถูกต้อง

    ก่อนการใช้งานระบบต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นที่เราจะต้องรู้จักคำเรียกและความหมายของศัพท์เทคนิคที่ใช้งานเสียก่อน โทนสีของภาพเราจะแบ่งออกเป็น ช่วงใหญ่ๆ ดังนี้
    1. ส่วนดำ คือ ส่วนที่เป็นสีดำสนิทในภาพ เป็นส่วนที่กล้องได้รับแสงน้อยมากจนไม่สามารถสร้างให้เกิดภาพได้ เช่น ท้องฟ้ากลางคืน ส่วนในซอกหลืบที่แทบไม่มีแสง
    2. ส่วนโทนเข้มมีรายละเอียด มักเรียกว่าส่วนเงา Shadow ส่วนนี้เป็นส่วนที่ภาพสีเข้มมากจนเกือบดำ มีรายละเอียด อาจจะปรากฏชัดหรือไม่ชัดก็ได้ สามารถดึงให้ปรากฏในภายหลังได้ เช่น เสื้อสีดำ เส้นผม
    3. ส่วนเทาเข้มหรือ เป็นส่วนโทนกลางจนถึง Shadow เช่น เงาของต้นไม้
    4. ส่วนโทนกลาง นับที่สีเทา 18% หรือค่า RGB ประมาณ 128 128 128 เช่น ผิวคน ท้องฟ้าวันที่ฟ้าเป็นสีเข้ม
    5. ส่วนเทาอ่อน นับจากเทา 18% ไปยังส่วนสว่าง เช่น เสื้อสีเหลืองอ่อน ใบไม้เขียวอ่อน ผิวของคนขาว
    6. ส่วนขาวมีรายละเอียด หรือ Hilight เป็นส่วนสว่างที่ยังคงรักษารายละเอียดได้ เช่น เสื้อสีขาว สามารถดึงรายละเอียดให้ปรากฏชัดได้ในภายหลัง
    7. ส่วนขาวจัด ไม่มีรายละเอียดใดๆ ปรากฏ ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้ในภายหลัง



    คำว่า Contrast หรือ ความเปรียบต่าง คือ ความแตกต่างระหว่างจุดอ้างอิง 2 จุด ถ้าจุดอ้างอิงสองจุดแตกต่างกันน้อย เรียกว่า Contast ต่ำ จุดอ้างอิง 2 จุดต่างกันมาก เรียกว่า Contrast สูง ขึ้นกับการพิจารณาจุดอ้างอิง สำหรับภาพถ่ายการอ้างอิงจะมี 2 กรณี คือ

    1. พิจารณาจากส่วนมืดที่สุดกับส่วนสว่างที่สุดของภาพที่กำลังจะถ่าย ถ้ามีความแตกต่างของแสงมากกว่าที่กล้องได้ปรับเอาไว้ เรียกว่า คอนทราสสูง ถ้าน้อยกว่าเรียกว่า Contrast ต่ำ โดยปกติถ้าแสงส่วนสว่างกับส่วนมืดต่างกันมากกว่า 5 stop จะเรียกความเปรียบต่างสูง น้อยกว่า 5 stop เรียกความเปรียบต่างต่ำ บางครั้งเราเรียกว่า ความเปรียบต่างของแสง หรือช่วงความสว่างของภาพ Exposure Range
    2. พิจารณาจากสีของภาพที่ถ่ายได้ ถ้าภาพที่ถ่ายได้ไม่ปรากฏสีดำจัดกับขาวจัด จะเรียกว่าภาพคอนทราสต่ำ หากปรากฏส่วนดำจัดกับขาวจัดเรียกว่า ภาพคอนทราสปกติ

    คำว่า Contrast ใช้ในการเปรียบเทียบตำแหน่ง 2 ตำแหน่งเท่านั้น ส่วนการดูภาพว่า มีการไล่โทนต่อเนื่อง มีส่วนดำ เทาอ่อน เทาเข้ม ไล่ระดับกันดีหรือไม่ เราเรียก การไล่ระดับโทนสีว่า Gradation ภาพที่มีการไล่ระดับโทนน้อยเรียกว่า มี Gradation ต่ำหรือสั้น บางคนจะเรียกว่า ภาพคอนทราสสูง (ซึ่งบางครั้งจะทำให้สับสน จึงอยากให้เรียกการไล่ระดับโทนด้วยศัพท์ว่า Gradation) ส่วนภาพที่มีระดับโทนต่อเนื่องมาก เรียกว่า Gradation สูงหรือยาว Contrast กับ Gradation เป็นคำที่มักใช้สับสน สองคำนี้เกี่ยวกันแต่ไม่ใช่ตัวเดียวกัน Contrast พิจารณาระหว่างจุดสองจุด ส่วนความต่อเนื่องของโทนคือ Gradation ซึ่งเกิดจากช่วงรับแสงของกล้อง ลักษณะของแสงในภาพ และสีของวัตถุในภาพนั้น ภาพที่ดีควรมี Contrast สูงและ Gradation สูง คือ มีส่วนสว่างและมืดที่แตกต่างกันมาก มีการไล่ระดับโทนต่อเนื่องยาว ภาพจะสด คม สีจัด


    ภาพมีการไล่โทนปกติ



    ภาพมีความเปรียบต่างต่ำ เพราะไม่มีส่วนดำจัดและขาวจัด



    ภาพนี้มีความเปรียบต่างเท่ากับภาพแรกเพราะส่วนขาวและดำเท่ากัน
    แต่มี Gradation ต่ำกว่า การไล่ระดับโทนน้อย




    1. ฟังก์ชั่น Contrast ในกล้อง

    การปรับฟังก์ชั่น Contrast เป็นการยืดหดช่วงการรับแสงของกล้องให้กว้างหรือแคบลงเพื่อให้ตรงกับลักษณะความแตกต่างของแสงของภาพที่จะถ่าย การปรับ Contrats ทาง + จะทำให้ส่วนสว่างมีรายละเอียดสว่างมากขึ้น ส่วนเทาอ่อนกลายเป็นขาว ช่วงการรับแสงส่วนสว่างสั้น ส่วนดำมีรายละเอียดจะดำจัดจนรายละเอียดหาย ส่วนเทาเข้มกลายเป็นดำ ช่วงการรับแสงส่วนมืดสั้นลง เป็นการลด Dynamic Range ของกล้อง เหมาะสำหรับภาพที่มีแสงแตกต่างกันน้อย เช่น การถ่ายภาพผ่านหมอก หรือฝน ในสภาพไม่มีแดด ครึ้มฟ้าครึ้มฝน จะช่วยให้ภาพดูจัดจ้านสดใสขึ้นโดยไม่เสียรายละเอียดในภาพไป ส่วนการปรับ Contrast ทาง – เป็นการยืดช่วงการรับแสงของภาพออก สำหรับภาพที่มีความแตกต่างของแสงสูงมาก เช่น ถ่ายภาพในอาคารย้อนแสงออกไปด้านนอก ถ่ายภาพย้อนแสง ถ่ายภาพจากด้านในถ้ำออกไปปากถ้ำ เป็นต้น หากไม่ปรับไปที่ – จะทำให้ภาพมีรายละเอียดส่วนสว่างและมืดน้อย การลด Contrast ลงจะช่วยให้ภาพปรากฏรายละเอียดมากขึ้น เป็นการเพิ่ม Dynamic Range
    การเพิ่ม Contrast มีผลให้ความเปรียบต่างส่วนเทาอ่อนไปยังเทาเข้มสูงขึ้น ส่วนการลด Contrast ส่งผลให้ความเปรียบต่างส่วนเทาอ่อนไปยังเทาเข้มลดลง เมื่อมีการปรับเพิ่มหรือลดความเปรียบต่างต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย








    ภาพบนเป็นภาพปกติ ส่วนภาพล่างมีการปรับลดความเปรียบต่างเพื่อเพิ่มรายละเอียดส่วนสว่างและมืด


    2. ฟังก์ชั่น Hilight

    เป็นการเพิ่มหรือลด Dynamic Range หรือลดความเปรียบต่างเฉพาะส่วนสว่างกว่าเทา 18% เท่านั้น ไม่มีผลต่อส่วนเทาเข้มและมืด ใช้กับภาพที่ต้องคุมสีส่วนเข้ม แล้วต้องการยืดหดส่วนสว่าง เช่น ถ่ายภาพบุคคลย้อนแสง




    ภาพมีส่วนสว่างเยอะ พยายามรักษารายละเอียดส่วนสว่างโดยการใช้ฟังก์ชั่น Hilight



    ระบบ Hilight Tone Priority เป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยเพิ่มรายละเอียดส่วนสว่างสำหรับภาพที่มีส่วนสว่างจ้ามาก




    3. ฟังก์ชั่นพวก Shadow

    เป็นการเพิ่มหรือลดส่วนเทาเข้มและมืด ไม่มีผลต่อเทาอ่อนและส่วนสว่างกว่าเทา 18% สำหรับภาพที่ต้องการคุมสีส่วนสว่างแล้วใช้ฟังก์ชั่น Shadow ยืดหดส่วนมืด



    ภาพที่ต้องการสีเข้มแต่ยังอยากได้รายละเอียดส่วนมืด
    ใช้ระบบ Shadow เข้าข่วย ยืดรายละเอียดส่วนมืดออกไปอีกนิด




    4. HDR หรือ High Dynamic range

    เป็นฟังก์ชั่นที่กล้องจะถ่ายภาพ 2 ภาพความแตกต่างแสง 2 ค่ามาซ้อนกัน โดยภาพหนึ่งจะเน้นส่วนสว่าง ภาพหนึ่งเน้นส่วนมืด เป็นระบบที่ดีมากๆ ในการคุมรายละเอียดส่วนสว่างและมืดโดยไม่มีผลต่อ Noise ในส่วนมืด ใช้เมื่อภาพมาส่วนมืดและสว่างแตกต่างกันมาก ระบบ HDR กับ Contrast ทำงานแตกต่างกัน Contrast ไม่ช่วงเพิ่ม Dynamic Rage ของกล้อง อาศัยการดึงรายละเอียดที่กล้องเก็บได้ให้ปรากฏโดยการเพิ่มลด Gradation และความเปรียบต่าง แต่ Dynamic Range เป็นการเพิ่มและลดDynamic Rage โดยไม่เพิ่มลดความเปรียบต่าง และยังใช้วิธีแต่งค่าเปิดรับแสงเพื่อคุมโทนสี ปรับ Contrast และระบบอื่นๆ ได้ในระหว่างการใช้ Dynamic Range ได้ด้วยในกล้องบางรุ่น





    ภาพบนเป็นภาพปกติ ส่วนภาพล่างได้จากการใช้ระบบ HDR




    ภาพนี้เป็นภาพหนึ่งที่ถ่ายยากเพราะแสงไม่ตกลงองค์พระ ปกติกำแพงจะขาวมาก ต้องใช้ HDR เข้าช่วย




    ระบบ HDR ของ Canon สามารถเลือกความแตกต่างของแสงได้มากถึง +-3 EV




    ฟังก์ชั่นต่างๆ พวกนี้จะมีประโยชน์มากๆ ถ้าผู้ถ่ายภาพสังเกตดูภาพที่ถ่ายบ่อยๆ วิธีง่ายๆ ในการใช้งานคือ ลองถ่ายภาพ 1 ภาพก่อน ถ้าภาพมีรายละเอียดส่วนมืดสว่างน้อยเกินไป อาจจะลองลดความเปรียบต่างลง หรือใช้ระบบ HDR เพื่อเพิ่มรายละเอียด ถ้าภาพดูทึมเกินไป ส่วนสว่างและมืดไม่จัดใช้วิธีเพิ่มความเปรียบต่างเข้าไป หากต้องการปรับเพิ่มเฉพาะส่วนสว่างหรือมืดก็เข้าไปที่ Hilight หรือ Shadow เท่านั้นก็ได้ การปรับเพิ่มลดรายละเอียดที่กล้องจะได้ผลดีกว่าไปทำที่โปรแกรมในภายหลัง ภาพจะเนียนกว่า แต่ปรับได้ไม่มากเหมือนในโปรแกรม หรืออาจจะปรับที่กล้องให้ดีที่สุดก่อน หากขาดเหลือเล็กน้อยไปปรับที่โปรแกรมในภายหลังได้
  • 25th November 2012, 01:56
    thaidphoto
    ขั้นตอนในการถ่ายภาพในส่วนของการปรับตั้งกล้องหลักๆ จะมีการปรับความชัด การปรับความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงให้เหมาะสมกับสภาพแสงและความต้องการในขณะนั้น โดยช่องรับแสงมีหน้าที่ควบคุมแสงและความชัดลึก ความเร็วชัตเตอร์มีหน้าที่ควบคุมแสงและการหยุดความเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพ จะเห็นว่า ปริมาณแสงหรือความสว่างของภาพนั้นถูกควบคุมด้วยความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสง วิธีการปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสง เรียกว่า ระบบถ่ายภาพ (Shooting Mode)


    ในกล้องแบบ DSLR มักมีวงแหวนสำหรับปรับระบบถ่ายภาพ
    หรืออาจะอยู่ในปุ่ม Menu , Function แล้วแต่รุ่นกล้องให้เลือกใช้งานได้ตามสถานการณ์




    ไม่ว่าจะอยู่ในระบบถ่ายภาพใดก็ตาม
    สิ่งที่ผู้ใช้งานจะต้องสังเกตทุกครั้งคือค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสง
    ว่าได่ค่าที่เหมาะสมหรือไม่ ต้องปรับแก้อย่างไร



    ระบบถ่ายภาพหลักๆ จะมีให้เลือกใช้งาน 4 ระบบด้วยกัน คือ


    1. ระบบถ่ายภาพแบบปรับตั้งเอง (Manual) ในระบบนี้ผู้ใช้ต้องตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงด้วยตนเองให้เหมาะสมกับปริมาณแสง และความต้องการในการควบคุมความเคลื่อนไหวและความชัดลึกของภาพ ระบบปรับตั้งเองเหมาะกับ การถ่ายภาพซ้ำๆ ด้วยค่าแสงเดิมจำนวนหลายภาพ ไม่ว่าจะถ่ายภาพบุคคล ทิวทัศน์ ภาพที่ใช้แฟลช ภาพในสตูดิโอ รวมไปถึงภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ปริมาณแสงค่อนข้างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


    ภาพนิ่ง แสงคงที่นานๆ ถ่ายภาพซ้ำหลายๆ ภาพด้วยค่ารับแสงเดียว เหมาะกับการใช้ระบบถ่ายภาพแบบ M มากที่สุด



    2. ระบบถ่ายภาพแบบ Aperture Priority (A) , Aperture Value(AV) เป็นระบบที่ผู้ใช้เลือกค่าช่องรับแสงที่ต้องการใช้งานโดยพิจารณาจากความชัดลึกที่ต้องการ จากนั้นกล้องจะทำการวัดแสงและปรับความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ สะดวกเพราะตัดขั้นตอนการวัดแสงและปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์ออกไป หากต้องการเพิ่มลดแสงเพียงใช้ระบบชดเชยแสงเท่านั้น เหมาะกับภาพที่สภาพแสงเปลี่ยนแปลงเร็ว และต้องการคุมความชัดลึกเป็นหลัก


    ภาพที่ต้องการคุมความชัดลึกเป็นหลัก เหมาะกับระบบ AV ง่าย เร็ว ไม่ต้องยุ่งยากกับการปรับความเร็วชัตเตอร์



    3. ระบบถ่ายภาพแบบ Shutter Priority (S), Time Value (TV) เป็นระบบที่ผู้ใช้เลือกความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องการโดยการดูจากความเคลื่อนไหวของวัตถุแล้วความต้องการให้ภาพคมหรือเบลอ กำหนดความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้ ส่วนกล้องจะเลือกช่องรับแสงที่เหมาะสมให้



    ข้อควรระวังในการใช้ระบบ TV คือ ต้องดูค่าช่องรับแสงประกอบด้วยว่าค่าที่เลือกมาใช้งานได้หรือไม่ หรือกล้องปรับตั้งให้ได้หรือไม่ เช่น ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยมากแล้วเปิดชัตเตอร์สูง เช่น 1/1000 วินาที กล้องไม่สามารถเปิดช่องรับแสงกว้างให้ได้ จะขึ้นคำว่า Under หรือมีเครื่องหมาย – กระพริบเตือน ต้องเพิ่มความไวแสงกล้องขึ้นไปให้พอที่กล้องจะปรับค่าช่องรับแสงให้ หรือในสภาพแสงแดดจ้ามาก เปิดช่องรับแสงกว้างมาก เช่น f/2 กล้องไม่สามารถตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงให้ได้ จะขึ้นคำว่า Over หรือมีเครื่องหมาย + กระพริบเตือน ต้องแก้โดยการลดความไวแสงลงเพื่อให้กล้องสามารถทำงานได้



    กับภาพที่ต้องควบคุมความเคลื่อนไหว ระบบ TV จะเหมาะสมที่สุด ชัตเตอร์ 1/1000 วินาที




    4. ระบบถ่ายภาพแบบโปรแกรม Program เป็นระบบที่กล้องตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงให้อัตโนมัติ จะสะดวกรวดเร็วมาก แต่ก็ต้องดูค่าความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงทีได้ว่าเหมาะกับภาพหรือไม่ เช่น ถ่ายภาพวิวแต่กล้องเลือกช่องรับแสงกว้าง ก็อาจไม่เหมาะสม ระบบโปรแกรมในกล้อง DSLR สามารถเปลี่ยนค่าได้เรียกว่า Program Shift เวลาที่กล้องเลือกค่าไม่ถูกใจมาให้สามารถหมุนวงแหวนหลังกล้องเพื่อเปลี่ยนค่าได้ ทำให้สะดวกและได้ดังใจอีกด้วย



    ภาพแบบง่ายๆ ระบบโปรแกรมก็ใช้งานได้ดี เลือกโปรแกรมตามลักษณะภาพ
    หรือโปรแกรมชิฟ จะได้ภาพดีดังใจมากกว่าโปรแกรมธรรมดา





    5. ระบบ Full Auto เป็นระบบที่กล้องไม่เพียงแต่เลือกความเร็วชัตเตอร์และช่องรับแสงให้ แต่ยังครอบคลุมไปถึงระบบอื่นๆ เช่น สมดุลแสง ความไวแสง ฯลฯ เหมาะกับการใช้งานของผู้ที่ไม่ต้องการปรับตั้งกล้องเลยให้กล้องจัดการให้หมด แค่คอยสังเกตค่าปรับตั้งของกล้องว่าเหมาะสมหรือไม่ก็พอ เมื่ออยู่ในระบบนี้ฟังก์ชั่นต่างๆ จะไม่สามารถเข้าไปปรับตั้งได้ กล้องยึดเอาไปจัดการเองทั้งหมด

    6. ระบบโปรแกรมตามลักษณะภาพ เป็นระบบ Full Auto ที่แยกย่อยออกไปให้เหมาะสมกับภาพในรูปแบบต่างๆ ผู้ใช้เพียงเลือกโปรแกรมให้ใกล้กับภาพที่จะถ่าย เช่น ภาพวิวเลือกโปรแกรมถ่ายภาพทิวทัศน์ ภาพมาโครเลือกโปรแกรมถ่ายภาพมาโคร ภาพเด็กเลือกโปรแกรมถ่ายภาพเด็ก เป็นต้น


    ระบบ Full Auto ง่าย สะดวก แต่ต้องคอยสังเกตุค่าความเร็วชัตเตอร์ ช่องรับแสง รวมทั้งความไวแสงที่กล้องเลือกให้ด้วย


    ส่วนมากแล้ว ผมแนะนำให้ใช้ระบบถ่ายภาพแบบ AV, TV , M หรือ P shift ในการถ่ายภาพ เพราะสามารถควบคุมค่าต่างๆ ได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าต้องให้กล้องกับผู้ที่ไม่รู้เรื่องถ่ายภาพไปใช้งาน แนะนำใช้โปรแกรมตามลักษณะภาพจะง่ายและปลอดภัย ได้รูปแน่นอน
This thread has more than 15 replies. Click here to review the whole thread.

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •