PDA

View Full Version : ระบบวัดแสงแฟลชผ่านเลนส์ E-TTL II



หนก บางหลวง
19th March 2006, 14:19
ถึงตอนนี้จะไม่มีกล้องหนอนให้ใช้แล้วก็ตามที แต่ก็ยังมีความรู้เรื่องของหนอนมาเล่าสู่กันฟัง

สิ่งหนึ่งที่หลายคนค่อนข้างปวดหัวกับมันมากก็คือระบบแฟลช เพราะแฟลชเองถูกนับเนื่องเข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพโดยเฉพาะในงานพิธีที่แสงธรรมชาติไม่มากพอหรือไม่มีทิศทางพอ รวมไปถึงใช้เพื่อสร้างผลพิเศษบางประการหรือเพื่อให้ภาพดูดีและสมบูรณ์ด้วยการลบเงา ดังนั้นแฟลชจึงเป็นได้ทั้งแสงหลักและแสงเสริม สุดแล้วแต่จะนำมาใช้งานอย่างไร

แฟลชในยุคก่อนนั้นจะเป็นแฟลชที่ไม่ได้มีกลไกอะไรมากมายนัก นอกเสียจากวงจรสำหรับสร้างไฟฟ้าแรงดันสูงเข้าไปชาร์จเก็บไว้ในคอนเดนเซอร์ และวงจรสำหรับทริกหลอดแฟลชตามจังหวะที่ชัตเตอร์ทำงาน การใช้งานแฟลชในสมัยก่อนจึงจำเป็นต้องรู้ว่าค่าGNมีค่าเท่าไหร่ ( flash guide no. = ระยะทาง คูณด้วย ค่า f/stop ) ผู้ถ่ายจึงจำเป็นต้องทราบระยะทางระหว่างsubjectกับแฟลช แล้วจึงปรับf/stopให้เหมาะสม ( f/stop = GN หาร ระยะทาง )

userจึงต้องการแฟลชที่สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น,ชาร์จเร็วขึ้น,สว่างขึ้น การพัฒนาระบบการวัดแสงแฟลชผ่านเลนส์หรือTTL จึงได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ในอดีตนั้นแฟนหนอนพันธุ์แท้น้อยคนนักที่ชื่นชมระบบแฟลชของCanon เพราะระบบแฟลชTTLของCanonนั้นมักจะให้ผลลัพท์ที่ไม่เป็นที่ถูกใจและคาดเดาได้ยาก ทั้งๆที่CanonเองพัฒนาระบบAFและระบบการทำงานของกล้องไปอย่างรวดเร็ว แต่การพัฒนาระบบแฟลชของCanonเองกลับเป็นไปอย่างช้าๆ และไม่ค่อยถูกใจผู้ใช้มากนัก

ระบบวัดแสงแฟลชTTL ของCanon ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว น่าจะเริ่มกันที่ระบบ A-TTL ซึ่งระบบนี้ก็ยังมีปัญหาหลักๆของมันก็คือยังขาดความแม่นยำ เพราะหากปล่อยให้มันทำงานตามอำเภอใจ ภาพมักจะมีแนวโน้มที่จะออกไปทางoverเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการถ่ายในงานพิธีที่ฉากหลังมืด แม้บางครั้งuserสั่งunder compensateไปแล้วก็ตาม subjectก็ยังติดoverอยู่ดี ใครที่ใช้งานจนคุ้นเคยกับมันดีก็คงจะทำใจกับมันได้ ซึ่งยังดีที่สมัยก่อนถ่ายกันด้วยฟิล์มnegativeเสียเป็นส่วนใหญ่ หนักนิดเบาหน่อยยังแก้กันตอนอัดได้ ที่สำคัญoverสักนิด ฟิล์มnegativeยังมีเนื้ออยู่ อัดได้สบายๆ

ระบบวัดแสงแฟลชE-TTL ก็ได้รับการพัฒนาตามมา โดยในEOS3 ซึ่งเป็นกล้องฟิล์มระดับsubpro เป็นกล้องรุ่นแรกๆที่เปลี่ยนมาใช้ระบบวัดแสงแฟลชแบบE-TTL ซึ่งระบบนี้จะกล่าวคร่าวๆคือ กล้องจะสั่งให้แฟลชยิงpreflashออกมาเป็นชุดๆ เมื่อsensorในกล้องคำนวณสภาพแสงแล้วจึงสั่งให้แฟลชส่งmain flashออกมา ( รายละเอียดขั้นตอนการทำงานทั้งหมด โปรดอ่านจากในกระทู้นี้ซึ่งคุณjojosungได้รวบรวมมาไว้ให้นะครับ (http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=21497) ) อย่างไรก็ตามการคำนวณผลแฟลชระบบใหม่นี้มีความจำเป็นต้องใช้งานร่วมกับแฟลชระบบใหม่ที่สนุบสนุนpreflashแล้วยังมีพลังเหลือมากพอจะปล่อยmain flashได้ด้วย แฟลชในตระกูลEZเดิมจึงไม่สามารถใช้งานร่วมกับระบบวัดแสงแฟลชแบบใหม่นี้ได้ ทำให้Canonต้องพัฒนาแฟลชตระกูลEXมาเพื่อใช้งานควบคู่ไปด้วยกัน

ระบบวัดแสงแฟลชแบบE-TTLในEOS3นั้นก็ค่อนข้างจะมีปัญหาในเรื่องค่อนข้างจะติดunder ซึ่งผู้ใช้จะต้องเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาเอาเองว่าจะต้องทำอย่างไรกับสถานะการณ์ต่างๆ ระบบแฟลชE-TTLยังคงถูกใช้งานต่อมาเรื่อยๆจนกระทั่งกล้องdigital SLRเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกการถ่ายภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็ว สามารถลองผิดลองถูกได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอล้างฟิล์มมาก่อนเหมือนเช่นเดิม ระบบE-TTLเองก็ยังไม่ถึงกับจะเรียกว่า"ดี"ได้เต็มที่นัก หากจะบอกว่าผู้ใช้ยังคงจะต้องเรียนรู้การใช้งานมันอยู่อีกพอสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่มากเหมือนกับA-TTL แต่กระนั้นก็ยังต้องออกแรงเพิ่มขึ้นอีก มันจึงไม่ใช่ระบบแฟลชที่สามารถยกขึ้นแล้วยิงได้เลย ดังนั้นมันจึงสวนทางกับการพัฒนากล้องของCanonพอสมควร เพราะกล้องของCanonนั้นจัดเป็นกล้องที่ถ่ายง่าย ยกขึ้นมาเล็งแล้วกดโดยที่userแทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ภาพส่วนใหญ่ก็ยังออกมาได้อย่างพอดีๆซะเป็นส่วนใหญ่

Canonอาจจะเป็นนักวางแผนที่ดีมาก เพราะพระเอกของการควบคุมและคำนวณวัดแสงแฟลชนั้นจะอยู่ที่กล้องเป็นสำคัญ ในขณะที่แฟลชทำหน้าที่เป็นเพียงลูกมือที่คอยทำตามคำสั่งของกล้องเท่านั้น การพัฒนาระบบวัดแสงแฟลชจึงสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องออกแบบแฟลชใหม่ให้เสียเวลา

เราจึงได้ก้าวเข้ามาใช้ระบบวัดแสงแฟลชระบบใหม่ล่าสุดซึ่งก็คือ E-TTL II ,สำหรับกล้องdSLRนั้น Canonเริ่มพัฒนาระบบ E-TTL II ใส่ลงไปในEOS 1D mkII เป็นครั้งแรกโดยที่แทบจะไม่ได้แย้มพรายถึงความแตกต่างอะไรจากระบบเดิมมากนัก นอกจากจะบอกว่ามีการใช้"ข้อมูลระยะทาง (http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=10572)" ร่วมด้วย ซึ่งหลังจากที่มันออกมาใหม่ๆ userจำนวนมากถึงกับงุนงงในความแม่นยำของมัน ยกตัวอย่างเช่นถ่ายเสื้อสีดำโดยไม่ต้องชดเชยแสง ภาพที่ได้ก็ยังคงเป็นเสื้อสีดำที่ไม่ใช่เสื้อสีเทา รวมไปถึงถ่ายเสื้อสีขาว ก็ยังได้เสื้อสีขาวโดยไม่เป็นเสื้อสีเทา

เรื่องของระบบวัดแสงแฟลชE-TTL II อาจจะเป็นเรื่องที่พูดกันในหมู่Userมานานสักปีเศษๆเห็นจะได้ Canonจึงเพิ่งจะแย้มให้เห็นว่าE-TTL II มันมีแนวความคิดอ่านยังไง ในขณะที่ในคู่มือกล้องเองก็แทบจะไม่ได้บอกอะไรมากนัก คงจะนึกว่ามันถูกพัฒนาขึ้นมาถึงระดับที่เรียกว่า"point and shoot flash system"ไปแล้วมั๊ง

ระบบE-TTL II นั้นถูกออกแบบมาใช้งานใน2ลักษณะ คือ 1. การใช้งานในลักษณะเป็นแสงเสริม ซึ่งหากจะเรียกให้หรูสักหน่อยก็ต้องเรียกว่า Balance filled flash และ 2. การใช้งานในลักษณะเป็นแสงหลักในสภาพที่ไม่มีแสงธรรมชาติ

1. Balance filled flash นั้นระบบนี้มีแนวทางอย่างไร อันแรกเลยผู้ใช้จะต้องปรับกล้องไปที่ระบบวัดแสงแบบevaluative ( ซึ่งระบบวัดแสงธรรมชาติในโหมดนี้จัดเป็นระบบวัดแสงที่เรียกว่าฉลาดจนตามไม่ทัน ,เวลามันผิดพลาด เราจึงเดาไม่ถูกว่ามันจะผิดพลาดตรงไหน ,กรรม!, เพราะมันจะคำนวณพื้นที่ทั้งหมดในภาพ โดยจะทุ่มคะแนนส่วนหนึ่งให้แก่จุดตำแหน่งโฟกัส มันจึงถ่ายย้อนแสงแบบไม่โหดร้ายนักได้โดยแทบจะไม่ต้องชดเชยอะไรเลย ,เก่งวุ๊ย ) จากนั้นผู้ใช้จะต้องเข้าไปที่custom function ที่ว่าด้วย E-TTL II เพื่อเลือกระบบวัดแสงแฟลชโดยจะต้องเลือกที่ Evaluative ( default จากโรงงาน )

แล้วระบบนี้มันทำงานยังไง ในโหมดกล้องที่เป็นAutoทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น green zone , P , Av ,Tv กล้องจะวัดแสงธรรมชาติ คำนวณ และบันทึกไว้ จากนั้นกล้องจะสั่งให้แฟลชยิงpreflashออกมา แล้วกล้องจะเอาข้อมูลแสงธรรมชาติมาคำนวณร่วมกับข้อมูลของpreflash หากแสงสภาพสิ่งแวดล้อมสว่างมากๆ มันจะสั่งให้main flashมีค่าที่มากพอที่จะกลมกลืนsubjectให้เข้ากับความสว่างของแสงสิ่งแวดล้อมได้ และแน่นอนหากสภาพสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมืด หรือทึมๆ มันก็จะสั่งให้main flashมีความสว่างเพียงพอที่จะทำให้subject กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นsubjectจึงไม่สว่างโร่เหมือนตัดแปะลงไปบนฉากหลังที่มืดๆ ( หากจะใช้งานในสภาพแสงน้อยๆ โดยต้องการให้แสงแฟลชเป็นแสงเสริม ก็จะต้องใช้งานในลักษณะ slow speed sync. )

แล้วถ้าสภาพแสงมันปรวนแปรมากๆหละ เช่น มีเงาสะท้อนรบกวน หรือ มีสีที่สะท้อนแสงมากหรือน้อยวุ่นวายหละ เมื่อนั้นข้อมูลระยะทางที่ส่งมาจากเลนส์จะถูกนำมาช่วยให้การตัดสินใจของกล้องถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น ( นี่แหละทำไมมันถึงถ่ายเสื้อสีดำแล้วยังเป็นสีดำอยู่ )

แน่นอนครับ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะสมบูรณ์ครบถ้วน ระบบวัดแสงแบบนี้มันให้ความสำคัญต่อจุดโฟกัส เพราะตามalgorithmของการวัดแสงแบบevaluative มันจะเทคะแนนพิสวาทให้แก่จุดโฟกัสเป็นพิเศษ subjectจึงควรจะสถิตย์อยู่ ณ.ตำแหน่งกรอบโฟกัสที่เราเลือกใช้นั่นเอง หากไม่สามารถวางตำแหน่งนั้นนั้น การlockค่าแสงแฟลช( FE lock )ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก

2. การใช้งานเป็นแสงหลัก โลกนี้ไม่เคยมีอะไรสมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้นCanonจึงสร้างmodeเอาไว้อีกmodeหนึ่งสำหรับใช้งานแฟลชเพื่อเป็นแสงหลักอย่างแท้จริง เพราะหากเอาระบบbalance filled flashไปใช้ถ่ายภาพในงานพิธีที่มีความสว่างของสภาพแวดล้อมต่ำหรือค่อนข้างมืด ผลที่ได้ก็คือsubjectก็จะต้องติดunderไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันแค่ต้องการจะfilled เท่านั้น

การใช้งานในmodeนี้ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากไปกว่า ปรับระบบวัดแสงของกล้องไปที่ average (ซึ่งในโหมดนี้กล้องจะให้ความสนใจต่อความสว่างของภาพในส่วนกลางภาพเสียเป็นส่วนใหญ่) จากนั้นให้ปรับcustom functionที่ว่าด้วย E-TTL II ไปที่ Average และหากต้องการผลลัพธ์ที่แน่นอน ง่ายต่อการควบคุมก็ให้ปรับExposure modeของกล้องไว้ที่ M แล้วเลือกค่าช่องรูรับแสงให้เหมาะสมกับระยะทางระหว่างsubjectกับแฟลช หรือระดับความชัดลึกเท่าที่เราต้องการ อ้อ!ลืมไป ความเร็วชัตเตอร์ที่ไม่มากเกินกว่าshutter speed sync และไม่ต่ำเกินไปจนถือด้วยมือไม่ได้ ( ไม่ควรต่ำกว่า 1/60วินาที จะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสั่นไหวของภาพ )

แล้วระบบนี้มันทำงานอย่างไร ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่างน้อยๆนั้น Mode M จะไม่สามารถบันทึกภาพได้อย่างพอดีอย่างแน่นอน แสงแฟลชจึงมีความจำเป็นสำหรับกรณีนี้ แฟลชก็จะทำงานตามหลักการพื้นฐานของมันก็คือ ปล่อยpreflash กล้องก็จะพิจารณาpreflash แล้วสั่งให้ยิงmain flash ( หากสภาพแสงยุ่งยากนัก ข้อมูลระยะทางก็จะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาความผิดพลาดได้ ) เพียงแต่พื้นที่ที่จะถูกเอามาคำนวณนั้นจะเป็นส่วนพื้นที่ที่อยู่ในส่วนกลางของภาพตามลักษณะของการวัดแสงแบบaverage และไม่สนใจสภาพแสงของสิ่งแวดล้อม

และเนื่องจากalgorithmของมันจะมุ่งเน้นวัตถุที่อยู่กลางภาพ หากหลังจากที่composeภาพแล้วทำให้subjectของเราไม่ได้อยู่กลางภาพ การทำFE lockเสียก่อนก็เป็นวิธีแก้ไขปัญหานี้ จากนั้นจึงcomposeภาพให้ได้ตามที่เราปรารถนา

เป็นอย่างไรบ้างครับ มันฉลาดกว่าเดิมจริงๆ มันทำให้ผมนึกไม่ถึงว่าCanonที่ผมใช้มันมาตั้งแต่ปี 2535 จะสามารถพัฒนาระบบแฟลชอัจฉริยะขึ้นมาได้ทัดเทียมกับคู่แข่งเสียที

หนก บางหลวง
19th March 2006, 14:20
ปัญหาที่ถามกันบ่อยๆเกี่ยวกับE-TTL II
ก็จะพอรวบรวมเป็นข้อสรุปดังนี้

1. E-TTL II เป็นระบบคำนวณแสงแฟลชของกล้องโดยมีกล้องเป็นผู้กำกับการแสดง และตัวแฟลชเป็นเพียงลูกมือ

2. หากถ่ายกลางแจ้ง แดดเปรี้ยงเพื่อทำbalance filled flash ให้เลือกปรับmodeกล้องไปที่auto , ปรับmodeวัดแสงไปที่ evaluative , ปรับcustom function ในหมวด E-TTL II ไปไว้ที่ Evaluative สวรรค์ก็จะบังเกิด

3. หากถ่ายภาพพิธี หรือในยามค่ำคืนที่ไม่ต้องการลักษณะของSlow speed sync. แต่ต้องการแสงหลักจากแฟลชเท่านั้น ก็ให้ปรับmodeกล้องไปที่ Manual , ปรับmodeวัดแสงไปที่ average และปรับcustom function ในหมวด E-TTL II ไปไว้ที่ Average และเมื่อนั้นสวรรค์จะบังเกิด

4. ข้อมูลระยะทางจากเลนส์จะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อหัวแฟลชอยู่ในตำแหน่ง 0องศา คือยิงตรงไปยังวัตถุ (ซึ่งหลายๆคนหรือบางคนอาจจะไม่ชอบเพราะจะได้แสงแข็ง เงาแข็ง มิติแบน) หากทำการกระดกหัวแฟลชเพื่อทำการbounceกับเพดาน ข้อมูลระยะทางจะไม่ถูกนำมาใช้คำนวณ ( เพราะเหนือวิสัยที่กล้องจะบอกได้ ,คนถ่ายเองยังบอกไม่ได้เลยว่าจะสะท้อนลงมาแค่ไหน ) สิ่งที่เกี่ยวข้องที่เคยถูกละเลย เช่น สีของเสื้อผ้า ที่อาจจะสะท้อนแสงแฟลชมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็จะต้องถูกนำมาคิดด้วยประสพการณ์ของuserเองว่าจะปรับแก้flash exposureมากน้อยเพียงใด

5. แฟลช 580EX และ 430EX เท่านั้นหรือที่จะใช้กับE-TTL II ได้อย่างสมบูรณ์ ? หากอ่านบทความข้างต้นอย่างเข้าใจดีแล้ว เราก็จะพบคำตอบเองว่า"ไม่ใช่" เพราะข้อ1 ที่บอกแล้วว่า กล้องคือผู้กำกับ ส่วนแฟลชคือลูกมือ ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ เพียงแต่เจ้าแฟลชหน้าใหม่ทั้ง 2ตัว มันคือสินค้ารุ่นใหม่ที่Canonออกมาเพื่อกรีดกระเป๋าของuserโดยบรรจงใส่สิ่งที่เหนือกว่า 550EX และ 420EX ได้แก่รูปร่างที่เล็กกระทัดรัดกว่าเดิม ( 550EXนั้นตัวใหญ่เกะกะกระเป๋ากล้องเอาการอยู่ ) เพิ่มค่าGuide Numberขึ้นมาอีกนิด , ประจุไฟได้เร็วกว่าเก่าอีกหน่อย ,เพิ่มของกระจุกกระจิกอีกหน่อย เช่น bounce cardใน580EX ฯลฯ, แต่สิ่งที่สร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้เกี่ยวกับการส่งค่าอุณหภูมิสีให้แก่กล้องนี่แหละ

การส่งค่าอุณหภูมิสีให้แก่กล้องมีความสำคัญอย่างไร และมีบทบาทตอนไหน
userส่วนใหญ่ชอบถ่ายภาพโดยตั้งทุกอย่างไว้ที่Auto เช่น Auto exposure , Autofocus , และ Auto White balance ปัญหาของAuto white balance ก็คงจะเป็นเรื่องที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่ามันไม่มีความแน่นอน ยิ่งหากใช้แฟลชในสภาพที่มีแสงแวดล้อมหลากหลาย เช่น แสงหลอดทังสเตน หรือแสงหลอดฟลูออเรสเซนท์ ซึ่งต่างก็มีค่าอุณหภูมิสีที่ไม่เท่ากันกับแสงแฟลช ยกตัวอย่างที่เวลาถ่ายภาพงานพิธีที่ด้านหลังมีหลอดไฟทังสเตนดวงใหญ่ แล้วใช้แฟลชยิงไปที่subjectด้านหน้า อิทธิพลของแสงแฟลชที่มีอุณหภูมิสีอยู่แถวๆ 5600 -5800 องศาเคลวิน ในขณะที่แสงทังสเตนจะมีอุณหภูมิสีอยู่แถวๆ 2800-3300 องศาเคลวิน พอเจอเข้ากับautoWB. สีมันก็คงจะแปลกพิลึกดีนะครับ subjectใส่เสื้อขาวก็จะออกมาขาวอมเหลือง ฉากหลังที่เป็นแสงทังสเตนจะออกส้มอมเหลืองก็กลายเป็นเหลืองแปลกๆ สิ่งที่สำคัญก็คงจะเป็นเรื่องของสีของsubjectที่ไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการให้ถูกต้อง

Userบางคนอาจจะไม่มองเรื่องนี้เป็นปัญหา เพราะว่าเขาอาจจะปรับค่า WB ไปไว้ที่ Flash ก็ได้ แต่ปัญหามันก็ยังไม่จบลงทีเดียวนัก เพราะการเลือกค่าWBไว้ที่Flashนั้นไม่ได้หมายความว่าค่าWBที่กล้องเลือกใช้นั้นจะเป็นค่าตายตัว เพราะsetting flash WBนั้น ก็คือAutoWBชนิดหนึ่ง แต่เป็นการกำหนดช่วงที่แคบลงมาให้อยู่ในช่วงของแฟลชนั่นเอง (หากถ่ายเป็นRaw file จะสังเกตได้ว่าค่า color temp ที่raw convertorอ่านมานั้นจะไม่ค่อยเท่ากันสักรูปเลย ) ซึ่งแน่นอนครับ สีมันอาจจะออกมาใกล้เคียงที่เราต้องการ แต่ก็ไม่คงที่นัก

Userบางคนก็เลยแก้ปัญหาด้วยการปรับค่าWB ไว้ที่ Kelvin โดยเลือกไว้ตายตัวที่ 5600 หรือ ค่าใดค่าหนึ่งระหว่าง 5600-5800 องศาเคลวินไปซะเลย ซึ่งวิธีการนี้ภาพส่วนใหญ่จะออกมาในลักษณะสีที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็ใช่ว่าค่าอุณหภูมิสีของแสงแฟลชจะคงที่เสมอไป เพราะบางทีอาจจะถ่ายภาพโดยที่แฟลชยังประจุไม่เต็มที่ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วควรจะไม่น่ามีปัญหา แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ยังพบว่าอุณหภูมิสีของแสงแฟลชก็ยังมีการแกว่งอยู่บ้าง

580EXและ430EX จึงเป็นสินค้าที่ตั้งใจทำออกมาสำหรับกรีดกระเป๋าUserอย่างแท้จริง แต่มีเงื่อนไขในการใช้เช่นกัน คือ จะต้องตั้งค่าWB ไว้ที่ AutoWB หรือ Flash WB เท่านั้น ค่าอุณหภูมิสีที่แฟลชเด็ด2ตัวนี้ส่งออกมาจึงจะมีผลให้กล้องเอาไปใช้ได้

แล้วก็ใช่ว่าจะหมดเพียงเท่านี้นะครับ เพราะเจ้าแฟลช2ตัวนี้ยังปรับหัวแฟลชให้ซูมเข้าออกautoตามขนาดของsensorของdSLRที่เราใช้ด้วย ปกติแล้วซูมหัวแฟลชจะautozoomตามเลนส์ตั้งแต่ช่วง24mm ไปถึง 105mm ผลของการซูมหัวแฟลชจะช่วยทำให้ค่าGNของแฟลชเพิ่มขึ้น เพราะเท่ากับเป็นการบีบลำแสงแฟลชให้แคบลง ทำให้ความเข้มสว่างของแสงแฟลชเพิ่มขึ้น

การใช้กล้องที่มีขนาดเซนเซอร์เท่ากับ APS-C ( FOV 1.6x ) หรือ APS-H (FOV 1.3x) มุมของแสงแฟลชที่ออกมาจากหัวแฟลชจะกว้างเกินความจำเป็นที่ต้องการใช้ เช่นใช้Canon 20D กับเลนส์ 50mm สำหรับแฟลชรุ่นเดิมนั้น ซูมหัวแฟลชจะปรับให้แสงแฟลชออกมาครอบคลุมพื้นที่ที่ถูกถ่ายด้วยเลนส์50mmจากกล้องฟูลเฟรม แต่20D+เลนส์50mm จะมีมุมรับภาพเทียบเท่ากับเลนส์80mmเท่านั้น ทำให้เราใช้งานแฟลชได้ไม่คุ้มกับความสามารถของมัน พอมาใช้580EXหรือ430EX แฟลชทั้งคู่มันจะสื่อสารกับกล้องและทราบว่ากำลังใช้ร่วมกับ APS-C sensor มันก็จะปรับหัวแฟลชไว้ที่ระยะ80mm ผลลัพท์จะทำให้ค่าGNเพิ่มขึ้นมาอีก ทำให้เราสามารถใช้แฟลชยิงได้ระยะไกลกว่าเดิม

หากแต่ว่าuserที่เข้าใจดี ก็อาจจะปรับzoom flashไว้ที่manual แล้วปรับหัวแฟลชให้เข้ากับค่า FOV ของsensorกล้องของเรา แค่นี้550EXหรือ420EX ก็สามารถทำงานได้ทัดเทียมกันได้ เพียงแต่มันไม่autoเหมือนกับแฟลชรุ่นใหม่ๆ ยิ่งใช้กับซูมด้วยแล้ว จะต้องมาคอยปรับหัวซูมแฟลชตามระยะทุกคร้งไป ก็คงจะเหนื่อยอยู่บ้าง

6. High speed sync คืออะไรHigh-speed sync หรือ Focal-Plane highspeed sync เป็นความสามารถที่กล้องรุ่นใหม่ๆสามารถทำกันได้สบายๆแล้วในปัจจุบัน
โดยพื้นฐานของกล้องที่ใช้ชัตเตอร์แบบม่าน2ชุดวิ่งตามกัน ไม่ว่าจะเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนก็ตาม การทำงานของม่านชัตเตอร์จะมีขั้นตอนเหมือนกันคือ
6.1 ม่านชุดแรกจะเปิดให้แสงเข้ามาสัมผัสกับฟิล์มหรือimage sensor เมื่อม่านชุดแรกเปิดออกจนสุด แฟลชก็จะยิงออกมา ( 1st curtain sync )
6,2 หลังจากที่ม่านชุดแรกเปิดจนสุดแล้ว ม่านชุดที่สองจะเริ่มขยับเพื่อไล่ปิดจนสนิท ( หากแฟลชไม่ได้ยิงออกมาในช่วงที่ม่านแรกเปิดสุด แต่มายิงในช่วงที่ม่าน2เริ่มจะปิด ก็จะเป็น 2nd curtain sync นั่นเอง )
การวิ่งของม่านชัตเตอร์ทั้ง 2ชุดนั้นจะมีจุดวิกฤตคือ จะมีค่าความเร็วชัตเตอร์สูงสุดอยู่ค่าหนึ่งที่ม่านแรกเปิดกว้างสุดอยู่โดยที่ม่านสองยังไม่ปิดตัวลง หากเร็วกว่านั้นม่านสองจะเริ่มปิดตัวก่อนที่ม่านชุดแรกจะเปิดสุด ความเร็วสูงสุดหรือShutter speed syncจึงใช้ได้ไม่เร็วเกินความเร็ววิกฤตินั้น เพราะหากใช้เร็วกว่านั้น แฟลชจะยิงออกมาในช่วงที่ม่านสองเริ่มปิดแล้ว นั่นหมายความว่าภาพจะไม่ได้รับแสงแฟลชทั่วกันทั้งภาพ

แล้วระบบHigh speed sync ทำงานอย่างไร
หลักการของhigh speed sync ก็คือ การสั่งให้แฟลชปล่อยแสงออกมาในลักษณะไฟต่อเนื่องในแบบของpulseที่มีความถี่50KHz หรือ 50,000 ครั้งต่อวินาที คือ ในเวลา1วินาที แฟลชจะส่งแสงกระพริบต่อเนื่องกัน50,000ครั้งนั่นเอง โดยแฟลชจะเริ่มปล่อยแสงออกมาในช่วงที่ม่านแรกจะขยับเปิดออก แล้วจะปล่อยไปจนกระทั่งม่านที่สองปิดสนิทแรก

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ยิ่งความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้น เวลาที่ฟิล์มสัมผัสกับแสงแฟลชก็จะสั้นลงนั่นเอง หรือ ปริมาณแสงที่สัมผัสกับฟิล์มก็จะน้อยลง เช่น ที่ความเร็วชัตเตอร์ 1/1000 วินาที แฟลชจะกระพริบปล่อยแสงให้สัมผัสกับฟิล์ม 50ครั้ง แต่ที่ 1/500 วินาที แฟลชจะกระพริบแสงให้สัมผัสกับฟิล์มรวมกัน 100ครั้ง เราจึงพบว่ายิ่งใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้น ค่าGNก็จะยิ่งลดลง ซึ่งหากมีคู่มือแฟลชก็ควรที่จะได้ศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีว่าจะใช้แฟลชได้ระยะทางไกลแค่ไหน ณ ความเร็วชัตเตอร์ที่เรากำลังใช้อยู่

อ่านกันเต็มๆที่ http://web.canon.jp/Imaging/flashwork/ettl2/technology/index.html

Mr-kai
19th March 2006, 14:42
คุณหมอหนกครับ นอกจาก580ex แล้วตัวsigma500dg super ทำงานเต็มระบบหรึอเปล่าครับ

jickolo
19th March 2006, 14:46
เจ๋งจังครับพี่ แต่สงสัยผมต้องพยายามอ่านและทำความเข้าใจพร้อมจดจำซักหลายๆรอบ เพราะผมเป็นยูส เซ่อ อย่างเดียว ขนาดยังไม่รู้เลยว่า สโล ซิง หรือไฮ ซิง ใช้ตอนไหน ได้แต่ใช้อย่างเดียว เวนกำ ขอบคุณสำหรับความรู้จริงๆครับ
ปล.มาให้ความรู้บ่อยๆนะครับพี่ อิๆ

Modem
19th March 2006, 16:30
ขอบคุณครับ

สงสัยกับแฟลชของหนอนมานานแล้ว ต้องไปลองดูอีกที

มาจะกล่าวบทไป
19th March 2006, 16:37
:clap:
เย้ชอบมากครับ เป็นข้อมูลไว้ซื้อแฟลชพอดีเลย
ต้องหามาแทนเจ้า sigma ตัวเดิมครับ ที่ผมโพสถามไว้
แล้วคุณหนกเข้ามาตอบนั่นแหละครับ
สรุปว่า มันใช้ไม่ได้ครับ เลยต้องเก็บตังค์ ซื้อใหม่
รู้งี้เอา 550 EX ไปตั้งแต่คราวนั้นดีกว่า :huh:

jump_p2006
19th March 2006, 16:46
ขอบคุณพี่หมอหนกมากๆครับ ความรู้เต็มๆเลยครับ อ่านแล้วบางอ้อ หลายอย่าง แบบนี้นี่เอง ว่างๆมาให้ข้อมูลอีกน่ะครับพี่

yellowdigital
19th March 2006, 16:51
กำลังอ่อนเรื่องนี้พอดี ขอบคุณมากๆครับ เขียนอีกนะครับ ชอบอ่านบทความของคุณหนกมากๆเลย

Sompol
19th March 2006, 17:02
สุดยอดครับพี่หนก...เหมือนเคยที่เอาความรู้มาให้น้องๆ... :flower:

indigo
19th March 2006, 17:12
มีประโยชน์มากๆเลยคับพี่หมอ หลายจุดที่เคยงงงงงก้อรู้วันนี้ละคับ เยี่ยมยอดคับ :)

bank_da
19th March 2006, 19:41
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ ขอเซฟไว้เลยครับ

RUTch
19th March 2006, 22:00
สงสัยกลัวโดนปลดจาก MOD ห้องหนอน ข้อหากบฏ เลยรีบทำคะแน

PinkZombie!
19th March 2006, 22:06
เคยอ่านไปแล้ว เป็นภาษาอังกฤษ แค่ไม่เคยเห็นภาพประกอบ

แค่เห็นภาพ ก็เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

OatZ
20th March 2006, 00:41
ขอบคุณครับ

mr_mayz
20th March 2006, 01:22
ฮ่า ฮ่า ขอบคุณครับ
ใช้มาตั้งนาน เพิ่งจะรู้มันทำงานอย่างนี้นี่เอง
ที่ผ่านมานี่แฟรช+กล้องมันคิดแทนให้หมดเลยนะเนี่ย ถ่ายออกมาแสงพอดีนึกว่าตัวเองเก่ง โธ่

tera
20th March 2006, 01:45
Wow ซับซ้อนๆ เป็นวิชาหนึ่งให้เรียนกันได้เลย Thanks a lot!

อนามัย
20th March 2006, 07:25
เยี่ยมไปเลยครับท่านพี่....:thumbup:
สงสัยมานานแล้ว...เพิ่งเข้าใจก็วันนี้เอง
เพิ่งได้ speedlite 430EX มาด้วย
เดี๋ยวขอลองสักหน่อย

ruch52
20th March 2006, 08:44
รบกวนนอกเรื่องนิดครับผม

ถ่าน OXYRIDE ตัวไหม่ ของพานาโชนิค

ZR6XT 1.5 V.(initial 1.7 V.)

ใช้กับแฟล็ช 580 ex ใด้ป่ะครับ

หนก บางหลวง
20th March 2006, 09:01
รบกวนนอกเรื่องนิดครับผม

ถ่าน OXYRIDE ตัวไหม่ ของพานาโชนิค

ZR6XT 1.5 V.(initial 1.7 V.)

ใช้กับแฟล็ช 580 ex ใด้ป่ะครับ
ยังไม่สามารถให้ความเห็นครับ เนื่องจากยังไม่เคยเห็นbatteryรุ่นนี้ครับ จึงไม่ทราบว่าเวลาที่on load แล้วแรงเคลื่อนมันจะหล่นลงมาเหลือที่เท่าไหร่

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับคุณสมบัติของวงจรภายในของ580EXว่ามันทนแรงเคลื่อนสูงสุดได้เท่าไหร่ด้วยครับ

สิ่งหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เอาถ่านทิ้งเอาไว้ใน580EXแล้วรู้สึกว่าถ่านอุ่นๆ อันนี้ผมยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะเท่าที่เคยลองใช้แค่เพียงครั้งเดียว พบว่าหากใส่ถ่านเอาไว้ เปิดแล้วไม่ได้ใช้ แล้วสั่งปิดแฟลช พอจะใช้ก็เปิดใหม่ พบว่ามันพร้อมใช้ในทันที ซึ่งจะผิดกับแฟลชทั่วไปที่เวลาเราปิดแฟลช ตัวเก็บประจุ(condensor)มันก็มีการคายประจุออกมา หรือ ประจุลดลงไปเองตามเวลา

ผมตั้งสมมติฐานไว้ว่า ภายใน580EXนั้นน่าจะมีวงจรอีกต่างหากที่ไม่ได้ผ่านสวิทช์on-off แต่จะไปจ่ายตรง เพื่อค่อยประจุcondensorให้มีไฟเต็มตลอดเวลาสำหรับพร้อมจะใช้งานทันที

หากสิ่งที่ผมคิดไว้ถูกต้อง เวลาเลิกใช้แฟลชก็ควรจะถอดถ่านออกจากแฟลชเสมอ ( ปกติผมก็ทำแบบนี้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกตัวอยู่แล้ว เพราะหลังจากประสพการณ์ที่เครื่องใช้อีเลคทรอนิคส์ชิ้นหนึ่งพัง เพราะไอจากNiCdที่หมดอายุขึ้นมาฉาบแผงวงจรจนไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีก )

มนุษย์ไฟฟ้า
20th March 2006, 09:27
ยังไม่สามารถให้ความเห็นครับ เนื่องจากยังไม่เคยเห็นbatteryรุ่นนี้ครับ จึงไม่ทราบว่าเวลาที่on load แล้วแรงเคลื่อนมันจะหล่นลงมาเหลือที่เท่าไหร่

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับคุณสมบัติของวงจรภายในของ580EXว่ามันทนแรงเคลื่อนสูงสุดได้เท่าไหร่ด้วยครับ

สิ่งหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เอาถ่านทิ้งเอาไว้ใน580EXแล้วรู้สึกว่าถ่านอุ่นๆ อันนี้ผมยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะเท่าที่เคยลองใช้แค่เพียงครั้งเดียว พบว่าหากใส่ถ่านเอาไว้ เปิดแล้วไม่ได้ใช้ แล้วสั่งปิดแฟลช พอจะใช้ก็เปิดใหม่ พบว่ามันพร้อมใช้ในทันที ซึ่งจะผิดกับแฟลชทั่วไปที่เวลาเราปิดแฟลช ตัวเก็บประจุ(condensor)มันก็มีการคายประจุออกมา หรือ ประจุลดลงไปเองตามเวลา

ผมตั้งสมมติฐานไว้ว่า ภายใน580EXนั้นน่าจะมีวงจรอีกต่างหากที่ไม่ได้ผ่านสวิทช์on-off แต่จะไปจ่ายตรง เพื่อค่อยประจุcondensorให้มีไฟเต็มตลอดเวลาสำหรับพร้อมจะใช้งานทันที

หากสิ่งที่ผมคิดไว้ถูกต้อง เวลาเลิกใช้แฟลชก็ควรจะถอดถ่านออกจากแฟลชเสมอ ( ปกติผมก็ทำแบบนี้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกตัวอยู่แล้ว เพราะหลังจากประสพการณ์ที่เครื่องใช้อีเลคทรอนิคส์ชิ้นหนึ่งพัง เพราะไอจากNiCdที่หมดอายุขึ้นมาฉาบแผงวงจรจนไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีก )

เรื่องประจุไฟตลอดเวลานี่เป็นไปได้สูงมากครับเคยทิ้งถ่านไว้ใน 580EX แล้วแบตหมดสองรอบแล้วเลยไม่กล้าทิ้งไว้อีกเลย แต่ 430EX ไม่เป็นนะครับ

ruch52
20th March 2006, 09:36
ผมไปซื้อมาจาก 7-11 อ่ะครับ

2 ก้อน 70 บาท หลังแพ็คบอกว่า แรงกว่าอัลคาไลน์ ธรรมดา 2 เท่า

ผมกลัวตรงที่ว่ามันทนแรงเคลื่อนสูงสุดได้เท่าไหร่นั่นแหละครับ

กลัวว่าถ่ายรูปช๊อตเดียวเสียเป็นหมื่น แหะ แหะ

อนามัย
20th March 2006, 10:12
หลังแพ็คบอกว่า แรงกว่าอัลคาไลน์ ธรรมดา 2 เท่า
หมายถึงกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากถ่านมากกว่าปกติ 2 เท่า ทำให้ใช้ได้นานกว่าเดิม
ส่วนแรงเคลื่อนก็เหมือนเดิมครับ

หนก บางหลวง
20th March 2006, 21:18
สงสัยกลัวโดนปลดจาก MOD ห้องหนอน ข้อหากบฏ เลยรีบทำคะแนน
ผมยังใช้protect filterของหนอนอยู่นะป๋า
อิ อิ อิ แหม อะไรที่มันเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆได้ ก็จัดให้ จัดให้หนะ

หนก บางหลวง
20th March 2006, 21:23
หมายถึงกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากถ่านมากกว่าปกติ 2 เท่า ทำให้ใช้ได้นานกว่าเดิม
ส่วนแรงเคลื่อนก็เหมือนเดิมครับ
คงจะหมายถึงความจุ หรือไม่ก็คงจะหมายถึงPeak Current มากกว่าหนะครับ กระแสมันจ่ายตามโหลดครับ แต่หากความต้านทานของโหลดต่ำมาก Batteriesบางชนิดอาจจะจ่ายไม่ไหว แต่บางชนิดยังจ่ายได้อยู่ หรือ พูดง่ายๆว่าสามารถจ่ายกระแสได้สูงกว่า

แต่จากฉลากโฆษณาที่ว่า ใช้ได้นานกว่าเดิม น่าจะมีความจุมากกว่าเดิมหนะครับ

แรงเคลื่อนไฟฟ้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ เพราะแบตเตอรี่นั้นจะมีค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ต่างชนิดกัน โดยอาจจะมีค่าinitial สูงต่ำแตกต่างกัน แต่เวลามีโหลดมาต่อพ่วงแล้ว แรงเคลื่อนนี้ก็อาจจะตกลงมานิ่งๆอยู่ที่ค่าๆหนึ่ง ซึ่งแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกัน (แต่สำคัญที่ว่าแรงเคลื่อนนี้จะต้องไม่ต่ำจนถึงขนาดที่โหลดทำงานไม่ได้)

อนามัย
21st March 2006, 09:06
ขอบคุณคร๊าบ...บบ :bucha: :bucha:

ruch52
21st March 2006, 10:06
แสดงว่าคงใช้ใด้นะครับ

เด๋วผมลองดูครับ

ถ้าพังจะมาแจ้งให้ทราบนะครับ แหะ แหะ

มนุษย์ไฟฟ้า
21st March 2006, 10:23
ผมยังใช้protect filterของหนอนอยู่นะป๋า
อิ อิ อิ แหม อะไรที่มันเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆได้ ก็จัดให้ จัดให้หนะ

เหมือนอีบอมส์เลย ยังไปสภากาแฟหนอนอยู่ซะงั้น เป็นเรื่องเร้ยยยยย ไปกะห้องนิคก็ไม่เจอกิ๊กเร้วววววววว

Unregistered
23rd March 2006, 12:47
เจ้าถ่าน oxyride นั่นห้ามเอาไปใส่ไปฉายนะครับ ผมลองแล้วมันสว่างมากก็จริงแต่พอปิดแล้ววางไว้มันร้อนขึ้นมามาก ๆเลยครับ ส่วนกล้องกะแฟลชนี่ผมยังไม่เคยลองง่ะ

NightBird
23rd March 2006, 13:47
ผมยังใช้protect filterของหนอนอยู่นะป๋า
อิ อิ อิ แหม อะไรที่มันเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆได้ ก็จัดให้ จัดให้หนะ

อิอิ ตอนผมใช้ 70-200 F4 ผมก็ใช้ NC filter ของ Nikon
นี่ถ้าจะซื้อ CPL ก็ว่าจะซื้อของ Nikon

เข้าข่ายกบฏหนอนป่าวเนี่ย

ขอบคุณพี่หมอมากเลยครับ ยอมรับเลยครับว่า พอมาใช้ 20D ที่ใช้ E-TTL II เนี่ย ทำให้การใช้แฟลชถ่ายภาพง่ายขึ้นมากครับ

bank_smile
26th March 2006, 10:55
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
บทความแบบนี้หาอ่านตามหนังสือกล้องยากนะเนี่ย..................อิอิ

benni
14th June 2006, 23:47
กระทู้นี้ ยอดเยี่ยมเลยครับ

newkidz
30th October 2006, 13:58
นั่งอ่านกระทู้นี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบแล้วครับ ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ

1.ถ้าต้องการใช้แฟลชเป็นแสงเสริมให้เราไปตั้งค่าที่กล้องให้เป็นEvaluative แต่ในทางกลับกันถ้าต้องการใช้เป็นแสงหลังให้เปลี่ยนไปที่average

2.ในโหมด P Tv Av และ M ถ้าต้องการใช้แฟลชHigh speed sync ต้องไปตั้งทีตัวแฟลชใช่หรือเปล่าครับ เพราะตามที่ผมเข้าใจ ในโหมดที่ว่ามาผมเข้าใจว่าจะเป็นSlow sync

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆมากครับ

หนก บางหลวง
30th October 2006, 16:32
นั่งอ่านกระทู้นี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบแล้วครับ ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ

1.ถ้าต้องการใช้แฟลชเป็นแสงเสริมให้เราไปตั้งค่าที่กล้องให้เป็นEvaluative แต่ในทางกลับกันถ้าต้องการใช้เป็นแสงหลังให้เปลี่ยนไปที่average แม่นแล้วครับ


2.ในโหมด P Tv Av และ M ถ้าต้องการใช้แฟลชHigh speed sync ต้องไปตั้งทีตัวแฟลชใช่หรือเปล่าครับ เพราะตามที่ผมเข้าใจ ในโหมดที่ว่ามาผมเข้าใจว่าจะเป็นSlow sync

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆมากครับ หากเราไม่ปรับตัวแฟลชให้เป็นHigh speed sync เมื่อเราใช้แฟลชกับกล้อง ไม่ว่าจะเป็นmodeไหนก็ตามที กล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ไว้สูงสุดไม่เกินความเร็วที่กล้องจะsyncกับแฟลชได้ ในmode M , Tv จะเห็นชัดเจนคือ ปรับยังไงก็ได้ไม่เกินนั้น(ต้องเปิดแฟลชด้วยหนะ) ในMode Av และ P กล้องก็จะไม่ยอมให้ความเร็วชัตเตอร์เกินกว่าความเร็วsync ส่วนจะเป็นslow syncหรือไม่นั้น ขึ้นกับว่าคุณปรับกล้องไว้ยังไง ถ้าเป็นmode P จำได้ว่ากล้องจะไม่ยอมใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำเกินกว่าจะถือได้นะ , ในmode Av อันนี้จะได้slow syncแน่นอน ถ้าหากเราไม่สนใจความเร็วของชัตเตอร์ในเวลาถ่ายภาพกลางคืน ( กล้องบางตัวสามารถเลือกความเร็วต่ำสุดที่จะใช้ เมื่อใช้งานร่วมกับแฟลชไม่ใช่หรือ? )

อย่าคิดมากครับ แฟลชเป็นแค่แหล่งกำเนิดแสงประดิษฐ์ชนิดหนึ่งเท่านั้น กล้องก็ยังคงเป็นกล้อง ทำงานตามหลักการของมัน และอิงหลักการพื้นฐาน ของแบบนี้แนะนำให้ทดลองด้วยตัวของเราเองนะครับ

conanjung
19th December 2006, 18:19
ขอถามบ้างนะครับ ถ้าผมตั้ง TV แล้วตั้ง S=1/15-1/30 อันนี้ Slow sync หรือเปล่าครับ มะมีความรู้เรื่องเฟรชนะครับผมใช้ EOS400Dนะครับ แต่ว่ายังไม่มีเฟรชหรอก ผมใช้เฟรชติดกล้อง ถ่ายโหมด TV บังคับ S จะได้หลังไม่มืด ได้รูปตามกระทู้นี้อะครับ

http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=39403

สุดยอดครับ กำลังอยากได้เฟรชพอดี แต่ว่าตอนนี้ คงต้องพักไว้ก่อน เพราะเป็นโรคทรัพย์จางอะครับ อ่านแล้วถึงรู้ว่าทำไมเฟรชมันถึงแพง 555
อิอิ แบบว่าเล็งตัว 430EX เอาไว้นะครับ

comet
6th January 2007, 03:49
ถ้ามีภาพตัวอย่างก้อจะดีนะครับ แบบว่าลองทุกโหมดให้ดูอ่ะครับ ว่าแสงพอดีหรือต่างกันขนาดไหน

bellrescue
30th January 2007, 02:53
ผมมือใหม่มาก ๆ เพิ่งเล่นกล้องและจับครั้งแรกในงาน photo fair แล้วซื้อเลยเพราะอยากศึกษา ซื้อ 350d ไม่ได้มีความรู้มาก่อนเลย และก็ไม่มีความรู้เรื่องแฟลชมาก่อน แต่ได้ซื้อ 430 ex ที่ร้านแนะนำ มาใช้ ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับแฟลช สิ่งที่ผมอยากรู้คือ
1.Slow sync ใช้ถ่ายเมื่อไร ตั้งที่ตัวแฟลชที่เป็นเครื่องหมายเหมือนกับ ลูกศรไปทางขวาใช่หรือเปล่าอ่ะครับ

2.High speed sync ใช้ถ่ายเมื่อไร ตั้งที่ตัวแฟลชที่เป็นตัว H ปุ่มเดียวกับ slow sync ช่ายหรือเปล่าครับ

3.เบ้าท์แฟลช ยกแฟลชขึ้น 45องศา แล้วใช้กระดาษสีขาวที่ที่ร้านแถมให้เป็น kingston สีขาว แล้วรัดด้วยลิสต์แบรด์ ใช้เมื่อไร

ต้องขอขอบคุณเว็บนี้เป็นอย่างมาก และเจ้าของกระทู้นี้ได้ให้ความรู้กับผมเด็กใหม่เป็นอย่างมากครับ ขอบคุณมากครับ

เอคอม
31st January 2007, 13:57
พี่หมอครับ แล้วถ้าคนที่ใช้การวัดแสงแบบ Spot แทบไม่เคยแตะโหมดวัดแสงแบบอื่นเลย...
Custom Fuction ที่ Average น่าจะเหมาะที่สุดแล้วไหมครับ.. :kiss:

เจง
31st January 2007, 14:06
ขอบคุณที่ถามเผื่อครับ เอคอม ... อิอิ

bellrescue
1st February 2007, 01:26
รอผู้รู้มาช่วยตอบทีครับ

top29
1st February 2007, 18:44
แล้วของ nikon SB800 ล่ะครับปรับตั้งยังไง
1 เวลาถ่ายกลางแจ้ง แบบ fill flash
2 ถ่ายงานกลางคืน

หนก บางหลวง
7th February 2007, 14:01
ผมมือใหม่มาก ๆ เพิ่งเล่นกล้องและจับครั้งแรกในงาน photo fair แล้วซื้อเลยเพราะอยากศึกษา ซื้อ 350d ไม่ได้มีความรู้มาก่อนเลย และก็ไม่มีความรู้เรื่องแฟลชมาก่อน แต่ได้ซื้อ 430 ex ที่ร้านแนะนำ มาใช้ ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับแฟลช สิ่งที่ผมอยากรู้คือ
1.Slow sync ใช้ถ่ายเมื่อไร ตั้งที่ตัวแฟลชที่เป็นเครื่องหมายเหมือนกับ ลูกศรไปทางขวาใช่หรือเปล่าอ่ะครับ

2.High speed sync ใช้ถ่ายเมื่อไร ตั้งที่ตัวแฟลชที่เป็นตัว H ปุ่มเดียวกับ slow sync ช่ายหรือเปล่าครับ

3.เบ้าท์แฟลช ยกแฟลชขึ้น 45องศา แล้วใช้กระดาษสีขาวที่ที่ร้านแถมให้เป็น kingston สีขาว แล้วรัดด้วยลิสต์แบรด์ ใช้เมื่อไร

ต้องขอขอบคุณเว็บนี้เป็นอย่างมาก และเจ้าของกระทู้นี้ได้ให้ความรู้กับผมเด็กใหม่เป็นอย่างมากครับ ขอบคุณมากครับ

1 กับ 2 นี่ตอบลำบากนะ เพราะลืมไปแล้วว่า 430EXมันมีหน้าตายังไง แต่คุณสามารถอ่านได้จากในคู่มือของแฟลชถึงวิธีการใช้งานนะครับ ตรงนี้ต้องรบกวนให้ช่วยอ่านเอาเอง

ส่วนSlowSyncนั้น มีไว้สำหรับถ่ายภาพด้วยflashที่ระดับความเร็วชัตเตอร์ต่ำมากกว่าปกติที่ใช้กัน เช่น ต้องการถ่ายคนยืนอยู่ด้านหน้า โดยต้องการให้ติดฉากหลังเป็นห้างมาบุญครองที่เปิดไฟสว่างในเวลากลางคืน ว่าแล้วก็ได้โปรดพลิกคู่มือหน้า 96 และ 148 แล้วทำความเข้าใจกับมันนะครับ , หรือ ไปใช้Mode Night Portrait ในคู่มือหน้า47 ก็ได้ผลคล้ายๆกัน

ส่วน High speed sync นั้น ชื่อบอกอยู่แล้ว ใช้สำหรับกรณีที่ต้องการใช้แฟลชโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงกว่าความเร็ว sync flashปกติที่กล้องจะทำได้ เช่น การfill flashกลางแดดจัดๆ หรือ ต้องการfilled flash กลางแจ้งโดยใช้ f/stopsกว้างสุดๆ เป็นต้นครับ

แนะนำให้อ่านบทความในตอนต้นกระทู้นี้อีกครั้งจะได้เข้าใจมากขึ้นนะครับ

3. เอ้อออ ลืมตอบไปเลย ต้องกลับมาeditตอบใหม่ แผ่นขาวๆนั้นก็ทำหน้าที่เป็น bounce card อยากทราบว่าผลลัพธ์มันแตกต่างกันยังไง ไหงไม่ลองเล่นดูหละครับ ไม่ต้องเปลืองฟิล์มเหมือนสมัยก่อนที่ผมใช้กล้องแล้วนี่:P

เขาทำเอาไว้เพื่อให้เราสามารถเปลี่ยนทิศทางของแสงแฟลชจากที่ที่เป็นแสงแข็งมีทิศตรงหน้าแบบ ให้กลายเป็นแสงนุ่มที่มีทิศทางเปะปะ ( ส่วนหนึ่งสะท้อนเพดานลงมา ส่วนหนึ่งสะท้อนแผ่นขาวไปโดนหน้าแบบ ) ทำให้ภาพดูมีมิติ ไม่แบนแต๊ดแต๋เหมือนกับเอาแฟลชยิงไปตรงๆ นอกจากนี้เงาด้านหลังแบบที่ปรากฏบนผนังหรือกำแพงที่ยืนพิงอยู่จะไม่แข็งขึ้นรูป แต่จะเป็นเงาเนียนๆ


พี่หมอครับ แล้วถ้าคนที่ใช้การวัดแสงแบบ Spot แทบไม่เคยแตะโหมดวัดแสงแบบอื่นเลย...
Custom Fuction ที่ Average น่าจะเหมาะที่สุดแล้วไหมครับ.. :kiss:
ม่ายเห็นจะเกี่ยวกันเลยนะเอ วัดแสงspotมันใช้กลางวันม่ายช่ายเหรอ แต่ระบบวัดแสงแฟลชของCanonมันไม่ได้ออกแบบมาให้วัดแสงแบบspot ดังนั้นหากจะใช้ถ่ายโดยแฟลชเป็นแสงหลัก เอก็ต้องถ่ายด้วยcustom func : Average อยู่แล้วหละจ้า ภาคบังคับ ( Canonทำได้เท่านี้ก็เก่งมากกว่าแต่ก่อนแย้วววว )


แล้วของ nikon SB800 ล่ะครับปรับตั้งยังไง
1 เวลาถ่ายกลางแจ้ง แบบ fill flash
2 ถ่ายงานกลางคืน

แล้วมาถามอะไรในห้อง Canonน่ารู้หละงับ อิอิอิ
1. กดปุ่ม mode ไปจนปรากฏคำว่า FB ด้านหลังข้อความซ้ายบน
2. กดปุ่ม modeอีกทีFBก็จะหายไป

bellrescue
8th February 2007, 00:30
ขอบคุณครับสำหรับความรู้

boonyawatk
17th February 2007, 00:50
ผลของการถ่ายพิสูจน์ว่า Flash มันฉลาดแค่ไหน...
อุปกรณ์ทดสอบ EOS400D + Flash 430EX + EF24-105 F4L
วัสดุที่ถ่ายเป็นกระดาษสีขาวแบบเคลือบมัน (กระดาษ Photo ที่ใช้ print รูป) คงนึกออกนะครับว่ามันขาวขนาดไหน ภาพทุกภาพใช้โหมด M ในการถ่ายรูป ใช้ Shutter speed 1/50s รูรับแสง F4 เปิด IS ใช้ WB เป็น Flash ใช้การวัดแสงแบบ Evaluative Metering ถ่ายที่ความละเอียดสูงสุด รูปทุกรูปไม่มีการแก้ไขสีใดๆๆทั้งสิ้นครับ ถ่ายในที่แสงน้องแล้วเพื่อเจตนาให้แสง Flash เป็นแสงหลักของการถ่ายรูปครับ

รูปที่ 1 ใช้ Custom Function ปรับ ETTL II เป็น Average ครับ ไม่มีการชดเชย Flash ใดๆๆ ทั้งสิ้นครับ
http://i95.photobucket.com/albums/l136/Boonyawatk/IMG_4575xxx.jpg
ผลปรากฏว่ากระดาษสีขาวของเรากลายเป็นสีเทาไปแล้วครับท่าน

รูปที่ 2 ใช้ Custom Function ปรับ ETTL II เป็น Evaluative ครับ ไม่มีการชดเชย Flash ใดๆๆ ทั้งสิ้นครับ
http://i95.photobucket.com/albums/l136/Boonyawatk/IMG_4576xxx.jpg
ผลปรากฏว่ากระดาษสีขาวของเรากลายเป็นสีเทาไปอีกแล้วครับท่าน

รูปที่ 3 ใช้ Custom Function ปรับ ETTL II เป็น Evaluative ครับ ใช้หลักการชดเชยแสงของเลนส์มาใช้ใน Flash ครับรูปนี้มีพื้นที่จำนวนมากเป็นสีขาว ดังนั้นผมต้องชดเชยไปทางบวก ผมก็เลยเอาไป +2 เลยก็แล้วกันดูกันเลยครับว่าภาพเป็นอย่างไร
http://i95.photobucket.com/albums/l136/Boonyawatk/IMG_4577xxx.jpg
ดูเหมือนว่าสีของภาพจะออกมาเหมือนจริงแล้วซิครับ
.... ผมขอสรุปจากการทดลองของผมนะครับ (ไม่รู้ผมจะทำอะไรผิดหรือเปล่าวนะครับ อิอิ) ถ้ามีการใช้แสง Flash เป็นแสงหลักแล้วการชดเชย Flash จะคงใช้การชดเชยแบบหลักการของการถ่ายรูปธรรมดาเลยครับ มิได้ถ่ายรูปแล้ว Flash มันจะฉลาดออกมาสีดำเป็นดำ สีขาวเป็นขาวแต่ต้องมีการชดเชยที่ถูกต้องในการถ่ายรูป รูปถึงออกมาสีถูกต้องครับ ...ผมยังมือใหม่มากในการถ่ายรูป แต่ผมชอบที่จะเรียนรู้ ความผิดพลาด ความเข้าใจผิด เกิดขึ้นได้กับผม ใคร่ขอท่านผู้รู้ทั้งหลายแนะนำด้วยครับ ว่าการทดลอง และสิ่งที่ผมเข้าใจมันผิดหรือถูกครับผม:clap:

arcadian
17th February 2007, 09:38
ถ่ายกระดาษขาวโดยไม่ชดเชยแสงเลยเหรอครับ

หนก บางหลวง
17th February 2007, 19:05
ครับ ขอบคุณสำหรับผลการทดสอบ

แต่! อยากจะให้ลองอีกแบบหนึ่ง คือ ปรับ C.Func E-TTL II ให้เป็น Average ( 1 ) และปรับMetering mode ไว้ที่ Central averageด้วยนะครับ หัวแฟลชชี้ตรงๆ แล้วลองถ่ายดูใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผมก็อยากจะทราบเหมือนกัน (เพราะเท่าที่ทดสอบเอง ผมทดสอบกับเสื้อสีดำได้เสื้อสีดำ ทดสอบกับเสื้อสีขาว( เสื้อยืดของไทยดี ) ก็ได้เสื้อสีขาว(ถึงแม้ว่ามันจะไม่ขาวจั๊ว แต่มันก็ไม่ใช่เทาอมขาว )) แต่ไม่เคยทดสอบกับกระดาษขาวแบบนี้สักทีเหมือนกันนะ

ผมเองอยากจะทราบเหมือนกันว่าความฉลาดของE-TTL II มันจะเจ๋งดังที่ผมเข้าใจหรือเปล่า

ถ้าทดสอบแล้วยังเป็นสีเทาอยู่เช่นเดิม แสดงว่าข้อมูลระยะทางของเลนส์มีอิทธิพลน้อยกว่าการวัดแสงแฟลชTTLของกล้องครับ

หากคุ้นเคยกับการถ่ายแฟลชในระบบmanual คือ แฟลชที่ไม่ได้มีระบบวัดแสงอะไรมาเกี่ยวข้องเลย ผู้ใช้จะต้องทำความเข้าใจกับ Guide numberของแฟลช ( แต่ผู้ผลิตแฟลชจะให้ข้อมูลในลักษณะของslide chart (ที่เราสามารถหมุนปรับตามISOหรือASAของฟิล์ม) เราก็จะได้ค่า f/stopที่ต้องใช้โดยดูตามระยะทางระหว่างกล้องกับแบบ ในกรณีนี้สีดำ หรือสีขาวใดๆจะไม่มีผลทั้งสิ้น

ซึ่งถ้าหากกล้องใช้ข้อมูลระยะทางของเลนส์แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจค่าจาก TTL มันก็จะไม่แตกต่างอะไรกับการใช้GN แต่ถ้าหากกล้องสนใจข้อมูลการสะท้อนของแสงมาประกอบกันด้วย (คือสนใจค่าTTL ) น้ำหนักในการตัดสินใจของกล้องต่อการประเมินแสงแฟลชก็จะเปลี่ยนไปด้วย

ไหนๆก็ทดสอบแล้ว ช่วยเพิ่มอีกนิดหนึ่งด้วยครับ คือ นอกจากจะถ่ายดังที่ผมขอให้ทดสอบแล้ว ช่วยทดสอบอีกอันหนึ่งคือ กระดกหัวแฟลชขึ้นเพื่อให้กล้องไม่นำข้อมูลระยะทางของเลนส์มาใช้งาน แล้วเปรียบเทียบดูว่ามันเป็นยังไง

( อันที่จริงก็อยากจะทดสอบเองเหมือนกันครับ แต่ย้ายค่ายมาได้ปีกว่าแล้ว ไม่มีกล้องและเลนส์รวมทั้งแฟลชของค่ายนี้ให้เล่นเอง )

boonyawatk
17th February 2007, 19:27
ได้ครับพี่ คืนวันอาทิตย์จะเอาผลทดสอบมาให้ดูนะครับ ... วันนี้ต้องทำการบ้านส่งก่อนครับเลยไม่มีเวลาครับ อิอิ

Yeah-Me2
7th March 2007, 19:43
ขอบพระคุณหลายๆ
ขอเก็บไปใส่เก๊ะรอยหยัก...

Mr.M@G
20th April 2007, 12:18
ขอบคุณมากๆเลยครับ บทความนี้มีประโยชน์มากจริงๆครับ

superhero21
1st May 2007, 12:43
ตอนนี้ผมใช้ 350D อยู่ครับ เพิ่งหัดเล่น กำลังมีปัญหาเรื่องการควบคุมแสง และบังเอิญว่าเผลอไผลเข้ามาอ่านเวปนี้โดยบังเอิญ แล้วรู้สึกว่าน่าจะมีแสงสว่างตรงปลายทางครับ เลยรีบสมัครสมาชิกเพื่อจะได้เข้ามาถามข้อสงสัยด้วย อิอิ
คือว่า รายละเอียดในกระทู้ที่พูดถึงเรื่องแฟลชนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้เฉพาะแฟลชที่ซื้อมาติดเพิ่มเท่านั้น ถึงจะทำอย่างที่ว่าได้ (High Speed Sync, Slow Sync) ตอนนี้ผมยังไม่มีอุปกรณ์เสริมใด ๆ เลยสงสัยว่าถ้าเป็นแฟลชที่ติดมากับกล้อง แล้วปรับค่า Cfn ตามที่สอนไว้ จะให้ผลเหมือนกันไหมครับ ...

ขออีกนิดนึงคือ ปัญหาตอนนี้คือว่า ผมใช้ 17-50 mm. F2.8 อยู่ครับ ตอนถ่ายกลางแจ้ง (ใช้F2.8 กะว่าเน้นนางแบบเต็ม ๆ) และเห็นว่านางแบบหน้ามืด ก็เลยใช้ลูกไม้ตื้น ๆ ว่าลองเปิดแฟลชดูละกัน ปรากฎว่าฉากหลังฟ้าที่เป็นฟ้าสวย ๆ กลายเป็นฟ้าขาว ๆ อ่ะครับ ... มีคำแนะนำไหมครับ ขอบคุณครับ

benni
1st May 2007, 16:57
ตอนนี้ผมใช้ 350D อยู่ครับ เพิ่งหัดเล่น กำลังมีปัญหาเรื่องการควบคุมแสง และบังเอิญว่าเผลอไผลเข้ามาอ่านเวปนี้โดยบังเอิญ แล้วรู้สึกว่าน่าจะมีแสงสว่างตรงปลายทางครับ เลยรีบสมัครสมาชิกเพื่อจะได้เข้ามาถามข้อสงสัยด้วย อิอิ
คือว่า รายละเอียดในกระทู้ที่พูดถึงเรื่องแฟลชนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้เฉพาะแฟลชที่ซื้อมาติดเพิ่มเท่านั้น ถึงจะทำอย่างที่ว่าได้ (High Speed Sync, Slow Sync) ตอนนี้ผมยังไม่มีอุปกรณ์เสริมใด ๆ เลยสงสัยว่าถ้าเป็นแฟลชที่ติดมากับกล้อง แล้วปรับค่า Cfn ตามที่สอนไว้ จะให้ผลเหมือนกันไหมครับ ...

ขออีกนิดนึงคือ ปัญหาตอนนี้คือว่า ผมใช้ 17-50 mm. F2.8 อยู่ครับ ตอนถ่ายกลางแจ้ง (ใช้F2.8 กะว่าเน้นนางแบบเต็ม ๆ) และเห็นว่านางแบบหน้ามืด ก็เลยใช้ลูกไม้ตื้น ๆ ว่าลองเปิดแฟลชดูละกัน ปรากฎว่าฉากหลังฟ้าที่เป็นฟ้าสวย ๆ กลายเป็นฟ้าขาว ๆ อ่ะครับ ... มีคำแนะนำไหมครับ ขอบคุณครับ


เอ แบบนี้ผมก็เคยลองแบบนี้เหมือนกัน
ตั้งทุกอย่างให้เหมือนกับตอนถ่ายแล้วได้นางแบบหน้ามืด
แล้วก็ยิง flash ใส่เข้าไปให้แสงลงที่นางแบบพอดี ซึ่งแสงแฟลชที่ยิงออกไปอาจจะยิงแค่ 1/4 , 1/8, หรือ 1/2 ของกำลังแฟลช
ทำเหมือนแฟลช manual อะครับ (คือผมไม่มีแฟลชออโต้น่ะ)

jojosung
1st May 2007, 22:34
เฟรชหัวกล้อง หรือ เฟรชนอกครับ
ที่ฟ้าขาวเพราะว่า เวลาใช้ เฟรช Shutter Speed จะโดนจำกัดอยู่ที่ 1/200 วิครับ
วิธีแก้ คือให้ใช้เฟรชนอก และ เปิด High Speed Sync ซึ่งทำให้สามารถใช้ Shutter ได้เร็วกว่า 1/200 ครับ
เฟรชหัวกล้องไม่สามารถทำได้ครับ

boonyawatk
2nd May 2007, 15:06
ผมขอตอบนะครับ ผมเองก็ไม่ได้เก่งมากมายบอกไว้ก่อนนะครับ
ในการถ่ายที่ฉากหลังมีความสว่างสูง และตัวแบบอยู่ในที่มืดที่มีความต่างกันของแสงหลายๆ stop อย่างงี้ สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าเราถ่ายไปตรงๆๆ แบบการวัดแสงเฉลี่ย แสงในภาพทั้งหมดจะถูกเฉลี่ย ให้ภาพทั้งหมดอยู่ในสีเทากลาง ทำให้ภาพแสงลดลงเนื่องจากฉากหลังมันสว่างมากและมีพื้นที่มากกว่า ทำให้ภาพของนางแบบยิ่งมืดกันเข้าไปใหญ่ การที่เราจะถ่ายให้ทั้งฉากหลัง และฉากหน้ามีแสงเท่าๆ กัน เราต้องทำการเติมแสงให้ฉากหน้า เพราะเราไม่สามารถไปลดแสงที่ฉากหลังได้นะครับ
วิธีการของผมก็คือ วัดแสงเฉพาะจุด (AE-L) ที่ฉากหลังแล้วทำการ Fill flash เข้าที่ฉากด้านหน้า ( นางแบบ) ถ้ามันต่างกันหลายๆ stop บ้างครั้งผมก็ fill ไป +2 ก็ยังเคยเลยครับ ..5+++ แต่ระวังนิดนะครับ ระวัง shutter speed ให้ดีอย่างให้เกิด 200 แบบนั้นจะเข้าสู่ highspeed sync แล้ว ทำให้กำลังแสงของ flash ตรง แต่ถ้าถามว่าแล้ววัดแสง shutter speed มันเกิดจะทำอย่างไร ง่ายๆๆ ครับ ก็ปรับรูรับแสงให้แคบลง shutter speed ก็ต่ำลงเองครับ แต่ภาพที่ได้แสงที่ตัวแบบจะแข็งหน่อยนะครับ ถ้าเอาแสง Flash สะท้อนจากพวกเพดานได้ก็ดีขึ้นหนอ่ย แต่ถ้ามีคนถือ reflex ให้จะดีกว่าครับ flash ขอเป็นทางเลือกสุดท้ายถ้าไม่มีทางเลือกอื่น เพราะยังไงแสงก็แข็งอยู่ดีครับ

cameraraw
15th June 2007, 12:41
ขอบคุณครับ

Tatu
18th October 2007, 23:29
ขอบคุณครับ

jeurboy
30th October 2007, 13:52
คำตอบคือถ้าเลือกได้อย่าถ่ายย้อนแสงครับ fill ยังไงก็ไม่เนียน คิดก่อนถ่ายให้นางแบบหมุนๆ หน่อย

toodtu
30th October 2007, 23:47
ผมวัดแสงฉากหลังตั้ง M เลย
แล้วใช้แฟลช580 high speed sync
ฉากหลังจะสวยครับแต่แสงที่แบบจะแข็ง

iub54
16th January 2008, 21:41
แล้วถ้าผมจะซื้อ 40D ควรจะใช้แฟรชอะไรดีครับถึงจะคุ้มค่ากับกล้องมากที่สุดครับ มือใหม่ครับ ไว้ถ่ายรูปลูกๆครับ ขอคำแนะนำหน่ยนะครับ ขอบคุณครับ

iamtaey
30th January 2008, 16:18
แล้วถ้าผมจะซื้อ 40D ควรจะใช้แฟรชอะไรดีครับถึงจะคุ้มค่ากับกล้องมากที่สุดครับ มือใหม่ครับ ไว้ถ่ายรูปลูกๆครับ ขอคำแนะนำหน่ยนะครับ ขอบคุณครับ

580 EX II สิครับ

iamtaey
30th January 2008, 16:21
น้าหมอหนกครับ

The EOS 40D's hot-shoe can be used with Canon and third party flash units (sync only). As with the internal flash the hot shoe supports E-TTL II metering which uses distance information from the lens to calculate flash power. This works with all Canon lenses (although distance information is only provided by lenses with ring type USM motors). You'll note also the new weather seal surround which works in conjunction with the newer 580EX II Speedlite.

มีคำถามเพิ่มนิดหน่อยอ่ะครับ copy ข้อความข้างบนมาจา dpreview ครับ ผมอยากทราบว่าถ้าเลนสน์ผมไม่มี USM Motor แล้ว flash จะสามารถทราบระยะทางเพื่อนำไปคำนวณ flash power ได้หรือเปล่าครับ

ถ้าไม่ได้ก็แสดงว่า ETTL II ก็ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ใช่ไม่ครับ ถ้าเลนส์ไม่มี USM Motor

ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ

ปล. เลนส์ผมคือ Sigma 18-50 2.8 macro ครับ

เลนส์ขาว
23rd June 2008, 10:07
เยี่ยมมากๆเลย

khunpan75
25th November 2008, 21:28
ขอบคุณมากครับ ทำให้เข้าใจขึ้นเยอะเลย มี 580EX II อยู่แล้วแต่ ใช้ไม่เป็นเลย ตอนนี้ต้องกลับไปลองซักหน่อย

duckung
2nd January 2009, 23:20
ขอถามซักข้อน่ะครับ
พอดีผมได้ 580EX มา
ไม่ทราบว่าตอนนที่เราถ่ายรูปแล้วตัวแฟลซจะยิงPreflash ออกมามั๊ยครับ
เพราะว่า 580EX ของผมมันไม่มีครับ
ก้อเลยสงสัยว่าผิดปรกติรึเปล่าัครับ
ขอบคุณครับ

DOFJerk
3rd January 2009, 11:35
ขอถามซักข้อน่ะครับ
พอดีผมได้ 580EX มา
ไม่ทราบว่าตอนนที่เราถ่ายรูปแล้วตัวแฟลซจะยิงPreflash ออกมามั๊ยครับ
เพราะว่า 580EX ของผมมันไม่มีครับ
ก้อเลยสงสัยว่าผิดปรกติรึเปล่าัครับ
ขอบคุณครับ ถ้าไม่มี preflash ก็ต้องถามว่า Mode Flash อะไร?
เพราะถ้า E-TTL แล้วไม่มี preflash ก็คือ แสงจะยิงมาไม่พอดีครับ.. เพราะกล้องไม่รู้ว่าแสงพอดีคืออะไร.. เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ยิง preflash แล้วยิงได้พอดี ใน E-TTL..

คำว่า ไม่มี.. บางทีอาจจะไม่ใช่ว่าจะ ไม่มี ครับ..

duckung
3rd January 2009, 20:34
ถ้าไม่มี preflash ก็ต้องถามว่า Mode Flash อะไร?
เพราะถ้า E-TTL แล้วไม่มี preflash ก็คือ แสงจะยิงมาไม่พอดีครับ.. เพราะกล้องไม่รู้ว่าแสงพอดีคืออะไร.. เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ยิง preflash แล้วยิงได้พอดี ใน E-TTL..

คำว่า ไม่มี.. บางทีอาจจะไม่ใช่ว่าจะ ไม่มี ครับ..

ผมใช้ E-TTL Mode ครับ
หรือว่าผมเอียงหัวแฟลซอยู่ที่ 45 องศารึเปล่าไม่แน่ใจครับ
เดี๋ยววันนี้กลับไปลองก่อนแล้วจะมาถามใหม่น่ะครับ

ขอบคุณครับ

duckung
3rd January 2009, 21:00
ไปลองมาแล้วครับ
ผมใช้แฟลซ Mode EETL
กล้อง โหมด P,TV,AV,M ไม่มีการยิง Preflash ออกมาครับ
มีแต่ไฟสีแดงช่วยโฟกัส

งึมๆๆๆ ไม่ทราบว่าอย่างนี้แฟลซ ผมมีปัญหารึเปล่าครับเนี่ย...Y_Y

DOFJerk
3rd January 2009, 21:27
ไปลองมาแล้วครับ
ผมใช้แฟลซ Mode EETL
กล้อง โหมด P,TV,AV,M ไม่มีการยิง Preflash ออกมาครับ
มีแต่ไฟสีแดงช่วยโฟกัส

งึมๆๆๆ ไม่ทราบว่าอย่างนี้แฟลซ ผมมีปัญหารึเปล่าครับเนี่ย...Y_Y ไม่รู้นะฮะ.. อย่างที่ผมบอก.. ไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่า ไม่มี.. แล้วถ้าไม่มี กล้องมันวัดแสงแฟลชไม่ได้.. ยังไงใส่แฟลชลองกด <*> เพื่อทำ FE lock ดู..ครับ.. preflash น่าจะออก..

duckung
3rd January 2009, 21:35
ไม่รู้นะฮะ.. อย่างที่ผมบอก.. ไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่า ไม่มี.. แล้วถ้าไม่มี กล้องมันวัดแสงแฟลชไม่ได้.. ยังไงใส่แฟลชลองกด <*> เพื่อทำ FE lock ดู..ครับ.. preflash น่าจะออก..


ได้ครับผม ยังไงก็ขอบคุณมากครับ^^

duckung
5th January 2009, 14:34
ไปลองมาใหม่แล้วครับ ผมลองกด * แล้วน่ะครับ มีpreflashครับผม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พอกดถ่ายรูป ยังไงก้อไม่มีpreflash ผมT_T

ปล.ขอถามอีกนิดนึงน่ะครับที่พี่บอกว่า ไม่มี..ใช่ว่าจะไม่มี คือหมายความว่ามีการยิงPreflashออกมาโดยที่สายตาเรามองไม่เห็นหรือครับ?
ขอบคุณครับ

jeurboy
6th January 2009, 15:12
ไปลองมาใหม่แล้วครับ ผมลองกด * แล้วน่ะครับ มีpreflashครับผม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พอกดถ่ายรูป ยังไงก้อไม่มีpreflash ผมT_T

ปล.ขอถามอีกนิดนึงน่ะครับที่พี่บอกว่า ไม่มี..ใช่ว่าจะไม่มี คือหมายความว่ามีการยิงPreflashออกมาโดยที่สายตาเรามองไม่เห็นหรือครับ?
ขอบคุณครับ

มันมีนะแต่มันยิงตอนก่อนปล่อยแฟลชจริง แต่มันกระพริบเร็วมาก ถ้าใช้กับไฟสตูที่ลั่นจากตาแมวจะเข้าใจดี

photodesign
3rd March 2009, 11:27
ขอบคุณสำหรับความรู้คับ...:thumbup:

AtomicZen
3rd March 2009, 21:44
ล้ำลึกครับ เรื่องแฟรช เรื่องเดียวยังละเอียดขนาดนี้ สุดยอดจริงๆ

bangkok@bangkok
14th March 2009, 16:24
เข้ามาหาความรู้
ขอบคุณครับ

TEBB
14th April 2009, 01:59
ขอบคุณครับ

Tornus
15th April 2009, 20:07
ถึงกระทู้นี้จะเขียนมาสามปีแล้วก็ยังเป็นประโยชน์เสมอ ขอบคุณครับ ผมยังวนมาอ่านบ่อยๆเวลาลืม

นายยอมแสง
9th May 2009, 09:34
:yahoo:ขอถามด้วยคนครับ CANON SPEEDLITE 299T ตอนนี้ใช้งานกับ 1000D ไม่ทราบว่ามันทำงานได้สัมพันธ์กันดีหรือเปล่าครับ แต่ที่ใช้อยู่ไม่รู้สึกว่าต่างจากที่เคยใช้กับ EOS 3 นะครับ ยังไงน้าหนก ให้ความกระจ่างด้วยครับ...ขอบคุณครับ:knock:

นายยอมแสง
9th May 2009, 09:36
:spineyes:สงสัยครับว่า CANON SPEEDLITE 299T ใช้งานกับ 1000D ระบบสัมพันธ์กันมั้ยครับ หรือมีข้อชี้แนะวานบอกให้หายสงสัยด้วยครับ...ขอบคุณครับ

wajanasoontorn
14th June 2009, 12:53
ขอบคุณครับ

chanatach
9th July 2009, 02:21
580 exII well done

bw_photo
15th August 2009, 16:31
ขอบคุณครับ :bucha:

gs33dv
23rd August 2009, 14:38
ขอบคุณครับ มาเก็บความรู้ล้วน ๆ

SoFear
5th September 2009, 07:22
ขอบคุนคับ สำหรับความรู้ไหม่ๆ ไห้กับผมน้องไหม่คับ :flower: :flower:

pakonking
10th September 2009, 16:09
มาเก็บขอ้มูลครับ

ขอบคูร สำหรับข้อความดีๆ

Tn_cAmeRa
9th December 2009, 02:40
หามานานมาก ข้อมูลภาษาไทยแบบนี้ ขอบคุณมากเลยครับ

ทำให้ผมเข้าใจเรื่องแฟรช ได้มากขึ้นเป็นกองเลย สุดยอดมากๆครับ

anchov
2nd January 2010, 21:54
ได้ความรู้ดีครับ ขอบคุณครับ

aloneguy
22nd February 2010, 22:14
ขอบคุณครับ กำลังหาบทความเรื่องนี้อ่านอยู่เลยครับ

mr-eak
6th March 2010, 22:36
เจ๋งมากครับอาจารย์ ได้ความรู้ดีๆจากที่นี่ตลอดเลยครับ

chalerm.90
10th April 2010, 13:19
ยอดเยี่ยมครับ ผมชอบคำว่า สวรรค์ก็จะบังเกิด

tanpee
21st April 2010, 10:22
ขอบคุณครับ ^^

นายยอมแสง
28th April 2010, 04:48
สงสัยครับ เคยอ่านเจอในคอลัมพ์ของหนังสือฝรั่งรีวิวไว้ว่า แฟรช SPEEDLITE 299T , 199T สามารถใช้งานต่างค่ายได้ เช่น NIKON , OLMPUS รบกวนถามว่าจะมีผลค้างเคียง หรือทำให้ตัวกล้อง เช่น D40x , E500 หรือโปรแกรมเสียหายมั้ยครับยากลองเล่นดูบ้าง

c_kuru
25th May 2010, 11:32
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีดีครับ

chakrid
8th July 2010, 01:03
ยังไม่ช้าที่จะกล่าวว่า ''ขอบคุณครับ" ^_^

Nori
11th July 2010, 09:48
ขอบพระคุณอย่างสูงครับพี่หมอ เยี่ยมยอดจริงๆ

newny
12th July 2010, 21:22
ขอบคุณคร๊าบที่ให้ความรู้

aungaing636
29th July 2010, 14:42
ขอบคุณหมอหนกมากๆครับ
ยังไม่สายที่จะเรียนรู้

aungaing636
19th August 2010, 10:04
ขอบคุณมากๆครับ อ่านหลายทีละยังจำไม่ได้ 555

the pee
26th August 2010, 02:19
ขอบพระคุณครับ:flower:

wmoon
8th October 2010, 15:41
ขอบคุณครับท่าน

muangman
30th March 2011, 11:29
ขอบคุณครับ

akrp
13th April 2011, 00:06
ได้ความรู้มากมาย ขอบคุณมากครับ

prajak_w
3rd May 2011, 20:54
กระจ่างเลย ขอบคุณครับ

slimemold
19th May 2011, 22:36
ขอบคุณครับ

MuYak5
3rd August 2011, 13:28
ความรู้เต็มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

Boyseven
16th February 2012, 00:10
เข้ามาอ่านทีละนิดละหน่อย พอสมองรับไม่ไหวก็หยุด....แต่วันนี้อ่านจบแล้ว และพอเข้าใจบ้างแล้วครับ เดี๋ยวไว้ว่าง อ่านซ้ำอีกรอบ เผื่อจะฉลาดกับเค้าบ้าง :thumbup:

mikedslr
9th April 2012, 12:42
ยังอ่านไม่จบ แต่ขอถามก่อนว่า
จากกระทู้นี้เป็นเรื่องของแฟลชหนอน หลักการอันเดียวกันนี้ใช้กับแฟลชนิค ได้เลยใช่ไหมครับ

pong_pong
2nd October 2012, 12:37
สุดยอดเลย ครับ เป็น ข้อมูลในการ ซื้อ แฟลช อย่าง ดี เลย...ขอบคุณครับ

pheonixX
2nd December 2013, 11:05
- ขอบคุณครับ สมาชิกใหม่พึ่งได้อ่าน

RUTTYA
7th January 2014, 10:34
ขอบคุณครับมีประโยชน์มากเลย

keawnam
19th January 2016, 13:27
ขอบคุณครับ ได้รับความรู้อย่างมาก