PDA

View Full Version : Nepal Trekking Peak



ykumsri
8th November 2010, 08:00
ผมเป็นพวกที่ชื่นชอบ The Himalayas ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของธรรมชาติหรือวิถีชีวิตผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตนี้ทั้งหมด เสน่ห์ของหิมาลัยไม่เคยจะหมดสิ้นจากใจผม แนวเทือกเขาหิมาลัยนั่นทอดยาวไกลจากทวีปอินเดียผ่านตอนเหนือของอินเดีย เข้าสู่เนปาล ภูฏานและทิเบต ทะลุออกปากีสถาน สำหรับผมไม่ว่าหิมาลัยจะอยู่ในเขตของประเทศใด ผู้คนในประเทศนั้นก็มีความเคารพและพูกพัน กับเทือกเขาอันยิ่งใหญ่นี้ทั้งสิ้น นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ความยิ่งใหญ่และงดงามของหิมาลัย โดดเด่นในใจผมมากกว่าเทือกเขาใดๆบนโลกเรา ด้วยความหลากหลายของหิมาลัยในแต่ละประเทศ ทำให้ผมติดใจและการเดินทางเยือนหิมาลัยครั้งนี้เป็นครั้งที่แปดของผม ถึงตอนนี้ผมก็ยังคงเฝ้าหาเส้นทางอื่นๆในแถบนี้เพื่อจะได้กลับไปชื่นชมสิ่งที่เรารักอยู่นั่นเอง

ykumsri
8th November 2010, 08:07
EBC with Island Peak & Lobuche East Peak
29/9/53....BKK--->KTM
30/9/53....KTM-->Lukla(2800m)--->Phakding (2610m)
1/10/53....Phakding--->Namche(3440m)
2/10/53....Namche--->Khumjung(3780m) easy day for acclimatization.
3/10/53....Khumjung--->Tengboche(3860m)
4/10/53....Tengboche--->Dingboche(4410m)
5/10/53....Dingboche--->Island Peak Base Camp(5080m)
6/10/53...Base Camp easy day for acclimatization
7/10/53....Base Camp--->High Camp(5500m)
8/10/53....Summit(6189m)--->Chhukung(4730m)
9/10/53....Chhukung--->Thukla(4640m)
10/10/53...Thukla--->Lobuche East high Camp(5500m)
11/10/53...Summit(6219m)--->Lobuche(4910m)
12/10/53...Lobuche--->Gorakshep(5140m)
13/10/53...Gorakshep--->Kalapathaar(5450m)--->Pheriche(4200m)
14/10/53...Pheriche--->Tengboche(3860m)
15/10/53...Tengboche--->Monjo(2700m)
16/10/53...Monjo--->Lukla(2800m)
17/10/53...Lukla--->KTM
18/10/53...KTM--->BKK

ykumsri
8th November 2010, 08:22
หลังจากคิดแผนการเดินทางครั้งนี้และได้เข้ามาชวนสมาชิกที่สนใจ เราได้ผู้ร่วมเดินทางไปทริปนี้แปดคนครับ
พี่ประสิทธิ์ จากสุพรรณ ใจดี ร่าเริง รักการถ่ายภาพมากพอๆๆๆกับรักหิมาลัยครับ คุณเต้ยจากอุบ คุยสนุก มีน้ำใจ เดินเก่งแล้วก็กินเก่งครับ พี่วิวัฒน์และคุณวรรณ สองสามีภรรยาที่สุดสวีท จากนราธิวาสครับ คุณไก่สาวโสดชาวกทม. น่ารัก อัธยาศัยดี ง่ายๆสบายๆครับ คุณหมอนุ้ย จากเชียงใหม่ เดินเก่ง คุยสนุก รักนกชอบดูนกเป็นชีวิตจิตใจ คุณโต้งจาก กทม. ผู้ชอบความท้าทาย รักการผจญภัยทั้งใต้น้ำและภูเขาสูง...สุดท้ายก็ผม คนที่ชอบหาเรื่องให้คนอื่นต้องมาลำบาก...ครับ

ykumsri
8th November 2010, 08:27
การที่ผมจัดสองยอดเขานี้ไว้ในทริปที่มีเวลาจำกัดขนาดนี้ เหตุผลก็คือ เป็นการเผื่อสำหรับความผิดพลาด ทั้งในเรื่องสภาพร่างกายของคนที่จะขึ้นพิชิตยอดเขา ว่าพร้อมหรือไม่โดยผมหวังว่าหากเราไม่พร้อมในการปีนยอดแรก เราอาจจะปรับตัวและพร้อมในการปีนยอดต่อไป อีกทั้งเรื่องสภาพอากาศหากเราเจอสภาพอากาศไม่ดีโอกาสพิชิตยอดเขาสำเร็จก็คงยาก ดังนั้นการที่มีอีกยอดเขาให้ขึ้นพิชิตเราจึงมีโอกาสครั้งที่สองให้สำหรับทุกคน แต่นั้นคือแนวคิด ในทางปฏิบัติอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีจริงๆก็ได้ และนี่ก็คือแนวทางให้ท่านที่สนใจในการเดินทางผจญภัยรูปแบบนี้ได้ เรียนรู้เส้นทางความยากง่าย และนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับตัวเองต่อไป

ykumsri
8th November 2010, 08:34
วันที่ 29 กันยา วันออกเดินทางสู่เนปาล เรานัดเจอกันที่บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน ของการบินไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงเวลาประมาณแปดโมงเช้า ซึ่งเมื่อผมเดินทางไปถึงพร้อมกับคุณเต้ย ก็ได้พบกับสมาชิกที่เหลืออีกสามคนคือพี่ประสิทธิ์ คุณโต้ง และคุณไก่ ส่วนคุณนุ้ยเราทราบก่อนหน้านี้แล้วว่าจะรอพบเราที่สนามบินที่เนปาลเลย อย่างไรก็ดีทริปนี้เราจะไปกันทั้งหมดแปดคน แต่จนกระทั่งจะได้เวลาขึ้นเครื่อง เราก็ยังหาพี่วิวัติและภรรยาไม่เจอ ผมเองก็พยายามติดต่อไปทางโทรศัพท์นับสิบครั้งแต่ก็ไม่มีใครรับสาย ตอนนั้นเราต่างคิดกันว่าทริปนี้คงเหลือแค่หกคนแล้ว จนถึงช่วงที่ทางการบินไทยประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องและได้ประกาศเรียกตัวให้คุณวิวัติและภรรยาติดต่อที่เคาน์เตอร์ด่วนด้วย เราเองเลยถือโอกาสแอบดูว่าทั้งสองท่านมาหรือไม่ และแล้วเราก็พากันโล่งอก หลังจากทั้งสองปรากฏตัวและเราได้เข้าไปทักทายเป็นอันว่าทริปนี้เรายังคงจะไปกันแปดคนเช่นเดิมครับ เช้านี้ทั้งพี่วิวัติและคุณวรรณ(ภรรยา) เล่นเอาพวกเราสับสนได้พอสมควรเลยครับ เราออกเดินทางตามกำหนดบินออกจากสุวรรณภูมิราวสิบโมงครึ่ง ใช้เวลาบินราวสามชั่วโมง ถึงเนปาลราวเที่ยงเศษๆ(ตามเวลาท้องถิ่นที่เนปาล ซึ่งเวลาจะช้ากว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาทีครับ) พวกเราส่วนใหญ่มาทำ Visa On Arrivalที่สนามบินเนปาลเลยครับ ใช้เวลาไม่นานไม่แตกต่างจากการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของคนที่มีวีซ่าเนปาลแล้ว ค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่าก็อยู่ที่คนละ 40 USD เพราะทริปของเราใช้เวลานานถึงยี่สิบวันครับ หลังจากผ่านด่านทำวีซ่าแล้วเราก็ตรงไปรับกระเป๋าออกจากสนามบิน โดยมีทางคุณนิรูจาก Adventure Geo Treks มาคอยต้อนรับและพาเราเข้าเช็คอินที่โรงแรมฮาราติ ใกล้ๆย่านทาเมลนั้นเอง ช่วงบ่ายวันนั้น เราออกสำรวจชอปปิ้งสิ่งของที่อาจต้องใช้ระหว่างการเดินทาง ที่ย่านทาเมล ใกล้ๆที่พักครับ และตอนเย็นมีเลี้ยงต้อนรับที่ร้านอาหาร ครัวไทย เป็นอาหารไทยมื้อแรกในเนปาลครับ

ykumsri
8th November 2010, 08:37
วันที่ 30 กันยา เราตื่นกันแต่เช้าตรู่ออกจากโรงแรมที่พักราวตีห้าเศษ พร้อมกับห่ออาหารเช้าจากทางโรงแรม เราเดินทางสู่สนามบินภายในประเทศเพื่อเตรียมบินจากKathmanduสู่ Lukla(2800m) ด้วยเครื่องบินเล็กขนาดรองรับผู้โดยสารราว15ที่นั่ง ที่สนามบินภายในประเทศเนปาล ยังคงชุลมุนวุ่นวายเช่นเดิม โดยเฉพาะช่วงที่เราต้องเร่งรีบแบบนี้ดูมันจะยุ่งเหยิงจนไม่น่าเชื่อว่าเรากำลังจะบิน มันดูเหมือนเรากำลังแย่งกันจะขึ้นรถที่สถานี บ.ข.ส.ที่บ้านเราซะมากกว่า เราผ่านด่านเข้ามาสู่ที่พักผู้โดยสารรอบินเพื่อรอเที่ยวบินเที่ยวแรกไปลุคลา ซึ่งตามกำหนดการเราควรจะได้บินราวเจ็ดโมงกว่า อย่างไรก็ดีเช้านี้เราโชคไม่ดีนัก สภาพอากาศที่สนามบินลุคลาไม่สู้จะดี เราจะต้องรอและรอจนกว่าสภาพอากาศจะเปิดพอให้เราบินลงจอดได้ พวกเรารออยู่นานจนสิบโมงเศษเราจึงได้ขึ้นเครื่อง ตัวผมสบายใจขึ้นมากเพราะโปรแกรมการเดินทางของเราค่อนข้างแน่นมาก หากเราไม่ได้บินวันนี้ผมอาจจะเสนอให้ตัดโปรแกรมบางอย่างออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย ระหว่างที่เครื่องของเรากำลังเคลื่อนตัวออกไปยังจุดออกบิน เราก็ต้องได้ผิดหวังกันตามๆกัน เพราะแทนที่เครื่องจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลับกลายเป็นว่าเครื่องของเราเร่งเครื่องกลับสู่จุดที่เราขึ้นเครื่องครั้งแรกเช่นเดิม เรายังไม่ได้บินครับ และต้องกลับมารอต่อไปในอาคารผู้โดยสารรอบินเช่นเดิม เรารออยู่อีกพักใหญ่ จนเกือบเที่ยงเราจึงได้บินสมใจ ผมโล่งใจสุดๆ แม้วันนี้วิวระหว่างการบินจะไม่ได้เห็นแนวหิมาลัยอันสวยงาม จะมีก็เพียงแค่กลุ่มเมฆหนา-บางมากมายตลอดเส้นทาง สร้างความตื่นเต้นให้เหล่าผู้โดยสารคอยลุ้นกันว่าเราจะผ่านพ้นอุปสรรคและลงจอดที่ลุคลาได้ด้วยดีหรือไม่ ก็นับว่าเป็นเที่ยวบินที่น่าระทึกเล็กๆเหมือนกันครับเพราะรันเวย์ที่ลุคลาถือว่าเป็นรันเวย์ที่สั้นที่สุดในโลก ผมเองได้บินมาที่นี่เมื่อไหร่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้สักทีครับ เราแวะกินมื้อเที่ยงที่ลุค-ลา ก่อนจะเริ่มเดินไปPhakding(2610m) วันนี้ไม่หนักครับถือว่าเป็นการวอร์มอัพ เราใช้เวลาเดินราว สามถึงสี่ชั่วโมงสภาพเส้นทางก็ไม่หนักมากนัก มีขึ้นและลงสลับกันเป็นพักๆ แต่ที่สร้างปัญหาให้กับหนึ่งสมาชิกของเรามากที่สุดก็คือคุณหมอนุ้ยเกิดท้องเสีย ทำให้คุณหมอต้องแวะเข้าไปสำรวจห้องน้ำตลอดเส้นทางของวันนี้กว่าสิบครั้ง จนพวกเรามั่นใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคุณหมอรู้จักห้องน้ำของชาวบ้านแถบนี้ดีที่สุด

ykumsri
8th November 2010, 08:39
ลูกหาบจากช่วงลุคลา ถึงพัดดิ้ง...

ykumsri
8th November 2010, 08:41
คนนี้อายุน่าจะยังไม่มากครับ...

ykumsri
8th November 2010, 08:42
ส่วนคนนี้ อายุสิบเจ็ดปี ลูกหาบไกด์ปีนเขาของเราเองครับ

ykumsri
8th November 2010, 08:50
วันที่ 1 ตุลา วันนี้จะหนักกว่าวันแรก มีบางช่วงที่เราจะต้องเดินขึ้นอย่างเดียว เป็นระยะทางไกลหลายคนคงจะเหนื่อยกันพอสมควรโดยเฉพาะช่วงสุดท้ายก่อนถึงนัมเช วันนี้เราเดินทางกันยาวแปดถึงสิบชั่วโมง แล้วแต่สปีด คุณหมอนุ้ยอาการค่อยๆดีขึ้นโดยลำดับ พวกเราต่างโล่งใจ เพราะเรารู้กันดีว่าการท้องเสียรุนแรงจะทำให้เหนื่อยมาก และจะเป็นปัญหาอย่างมากในการเดินทางที่ต้องอาศัยกำลังกายเป็นสำคัญ เราทยอยถึงที่พักที่ นัมเช Namche(3440m) น่าจะราวห้าโมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งตอนนั้นเราทั้งหนาวทั้งเหนื่อยกันครับ
.... 2610m--->3440m

ykumsri
8th November 2010, 08:52
ช่วงวันแรกๆ ไม่มีวิวสวยๆมากนัก ดูบรรยากาศการเดินทางที่เราเจอไปก่อนนะครับ...

ykumsri
8th November 2010, 09:05
วันที่ 2 ตุลา เราจะเดินเป็นระยะใกล้ๆ ไต่ระดับขึ้นไปอีกเล็กน้อย วันนี้ถือเป็นวันปรับสภาพร่างกายให้ชินกับสภาพอากาศเบาบาง เราจึงกำหนดให้มีการเดินทางไม่ไกลมาก โดยช่วงเช้าตรู่เราจะออกจากที่พักเดินขึ้นไปชมวิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์พร้อมแวะชมพิพิธภัณท์ของเขตอุทยานแห่งชาติSagarmatha เราคาดว่าจะได้ชื่นชมวิวแนวเขาหิมาลัย ทั้งยอดเอเวอร์เรสต์ ยอดAma Dablam และยอดอื่นๆ แต่ปรากฏว่าอากาศเช้านี้ไม่สู้จะสดใสนัก มีเมฆค่อนข้างมาก เราจึงต้องผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับลงมาที่พักเพื่อกินมื้อเช้า จากนั้นเราจึงเริ่มออกเดินทางสู่จุดหมาย Khumjung(3780m) หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปจากนัมเชไม่มากนัก ซึ่งเราคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าวันนี้ทุกคนได้เดินปรับสภาพร่างกายในระยะใกล้ๆ พร้อมกับได้สัมผัสบรรยากาศใหม่ๆอีกวัน คืนนี้เราจะพักกันที่ Khumjung(3780m)
ถึงตอนนี้ทุกคนยังคงสบายดี รวมทั้งคุณหมอนุ้ยที่อาการดีขึ้นมากจนเกือบปกติแล้ว ดูๆแล้วหลายคนก็มีแววที่จะขึ้นพิชิตยอดเขาที่เรามุ่งจะไปได้
.... 3440m--->3780m

ykumsri
8th November 2010, 09:17
Mani Stone
Mani stones are stone plates, rocks and/or pebbles, inscribed with the six syllabled mantra of Avalokiteshvara[1] (Om mani padme hum, hence the name "Mani stone"), as a form of prayer in Tibetan Buddhism. The term Mani stone may also be used in a loose sense to refer to stones on which any mantra or devotional designs (such as ashtamangala) are inscribed. Mani stones are intentionally placed along the roadsides and rivers[1] or placed together to form mounds[1] or cairns[2] or sometimes long walls, as an offering to spirits of place or genius loci. Creating and carving mani stones as devotional or intentional process art is a traditional sadhana of piety to yidam. Mani stones are a form of devotional cintamani.

ykumsri
8th November 2010, 09:26
เด็กๆใน Khumjung

ykumsri
8th November 2010, 09:28
ภายใน Khumjung Monastery

ykumsri
8th November 2010, 09:31
วันที่ 3 ตุลา เช้านี้อากาศสดใส ผมตื่นแต่เช้าแต่ก็ยังช้ากว่าพี่ประสิทธิ์อยู่ดี ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมตื่นขึ้นได้ในเกือบทุกเช้าของทริปนี้ก็เพราะ ได้ยินเสียงพี่ประสิทธิ์ซึ่งแทบทุกเช้าพี่ประสิทธิ์จะตื่นก่อนใคร ออกไปเก็บภาพแสงสีบรรยากาศยามเช้ารอบๆที่พัก ผมเก็บภาพเช้านี้ได้ไม่มากนัก เนื่องจากหาทำเลเหมาะๆไม่ได้ อีกทั้งเช้านี้แสงไม่สู้จะสวยมากนัก หลังมื้อเช้าเราออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ Tengboche วันนี้คาดว่าจะเป็นอีกวันที่เราจะเหนื่อยครับ เพราะทางเดินไปสู่ Tengboche(3860m) มีบางช่วงเป็นทางเดินขึ้นที่ยาวไกลมากครับ
ทุกคนจะเหนื่อยมากๆอย่างแน่นอนครับ จนเขามีบริการขี่ม้า/ล้อ จากนัมเชไปเทงบุเช ก็เคยเห็นบางคนใช้บริการ แต่โดยส่วนตัวผมไม่อยากให้พวกเราใช้บริการ เพราะเราจะต้องเดินอีกไกลหลายวัน เราจะต้องฝึกให้ร่างกายชินกับการเดินทางหนักๆในช่วงนี้ เพื่อวันต่อไปเราจะผ่านได้อย่างมั่นใจครับ อีกอย่างผมเห็นม้า/ล้อ พวกนั้นแล้วน่าสงสารจริงๆที่ต้องแบกคนหนักๆไต่ขึ้นไปตามทางชันๆครับ วันนี้น่าจะใช้เวลาราวแปดชั่วโมงในการเดินทางครับ

.... 3780m--->3860m

ykumsri
8th November 2010, 09:35
ช่วงเช้าระหว่างการเดินทางมีแสงแดดส่องทำให้เราไม่หนาวกันเกินไป เราต่างออกเดินทางไปอย่างสดชื่น บ้างก็ชื่นชมธรรมชาติรอบๆ ที่ดูสวยสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมา บ้างก็ถ่ายรูปกัน เราเดินเรื่อยมาจนเห็นวิวแนวเขาหิมาลัยอย่างชัดเจน แต่ที่ดูโดดเด่นกว่าใคร และเป็นพระเอกตลอดวันนี้ก็คงไม่มีใครเกินยอดเขาที่ชื่อว่า Ama Dablam ความโดดเด่นของเขายอดนี้ก็คือ เป็นภูเขาที่มียอดสูงชันขึ้นไปสู่ท้องฟ้าโดยมียอดเขา ยอดเล็กๆแต่เตี้ยกว่าอยู่ใกล้ๆกัน ทั้งสองยอดดูคล้ายกันต่อเนื่องกันและแยกออกจากยอดเขาอื่นๆอย่างชัดเจน

ykumsri
8th November 2010, 09:36
บรรยากาศการเดิน วันนี้ครับ

ykumsri
8th November 2010, 09:40
ดูกันต่อ บรรยากาศการเดิน วันนี้ครับ

ykumsri
8th November 2010, 09:40
อีกภาพครับ

ykumsri
8th November 2010, 09:42
อย่างไรก็ดีในช่วงบ่ายอากาศเริ่มแปรปรวนมีเมฆมากขึ้น ทำให้เรามองเห็นวิวทิวทัศน์ต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน ทุกคนจึงมุ่งให้ความสนใจกับการเดินเป็นหลัก เช่นเดิมผม คุณเต้ยและโต้งทำเวลาได้ดีเราถึงที่พักที่ Tengboche ก่อน ส่วนคนอื่นๆก็ทยอยตามๆกันมา อากาศในช่วงนั้นเริ่มเย็นมากเพราะเมฆแทบจะบดบังแสงอาทิตย์จนหมดสิ้น เราได้เห็นแนวเทือกเขาหิมาลัย ไม่เต็มตา อย่างไรก็ดีก็ยังมีนักท่องเที่ยวหลายคนออกมาลุ้น คอยดูว่าจะได้เห็นยอดเขาเอเวอร์เรสต์โผล่ออกมาให้ดูชัดๆหรือไม่ ก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น เราได้แวะไป Tengboche Monastery ที่อยู่ใกลๆที่พัก ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาทำพิธีสวดมนต์ตอนเย็นของพระในวัดพอดี จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะเข้าไปในวัด ณ ตอนนั้นครับ

ykumsri
8th November 2010, 09:44
ที่ Tengboche Monastery

ykumsri
8th November 2010, 09:46
Tengboche Monastery....

ykumsri
8th November 2010, 09:57
ยามเย็น ที่เทงโบเช่ แสงส่องที่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ครับ

ykumsri
8th November 2010, 10:01
จังหวะที่ยอดเอเวอร์เรสต์เปิดมากที่สุด...ที่นี่เรายังเห็นยอดเอเวอร์เรสต์ได้ไม่เต็มตานัก เพราะถูกบดบังด้วย Lhotse Wall ที่สูงกว่าแปดพันเมตรเช่นกัน

ykumsri
8th November 2010, 10:04
วันที่ 4 ตุลา จุดหมายของวันนี้อยู่ที่ Dingboche(4410m) วันนี้เราจะเริ่มเดินทางขึ้นที่สูงกว่าสี่พันเมตร ซึ่งที่ระดับสูงกว่าสี่พันเมตรนี้ ต้นไม้ใหญ่จะไม่สามารถอยู่ได้เราจึงจะได้เห็นบรรยากาศการเดินทางที่แปลกออกไป สิ่งที่เห็วันที่ 4นจะค่อยๆเปลี่ยนไปจากสีเขียวของต้นไม้ เป็นทุ่งหญ้าแห้งๆ สลับกับพุ่มไม้เตี้ยๆ มีแนวภูเขาใหญ่โตสลับกันไป

ykumsri
8th November 2010, 10:06
เช้านี้ผมตื่นแต่เช้ามองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นแนวหิมาลัยพอดี เช้ามืดวันนี้อากาศดีครับ ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง ผมรีบเก็บภาพแสงยามเช้าเหนือเทือกเขาหิมาลัยจากหน้าต่างห้องนอน ก่อนจะรีบทำธุระส่วนตัวแล้วลงไปกินมื้อเข้าซึ่งเมนูอาหารเริ่มจะจำเจ พวกเราเริ่มลำบากในการสั่งอาหารกันแล้วเพราะเมนูอาหารของเส้นทางนี้ ดูเหมือนๆกัน และมีให้เลือกไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นอาหารแบบฝรั่งสไตล์เนปาล ซึ่งปกติเราก็ไม่คุ้นเคยกับอาหารพวกนี้มากนัก ถึงตอนจะต้องสั่งอาหารทีไรทำให้พวกเราเบื่อกันไปตามๆกันเลยครับ การเดินทางช่วงเช้าวันนี้ เราโชคดีที่เก็บภาพบรรยากาศการเดินทางได้หลากหลาย มีทั้งชาวบ้านที่เดินทางสวนกับพวกเรา อีกทั้งลูกหาบ ไกด์และนักท่องเที่ยว ที่พิเศษสุดยิ่งกว่าก็คือเราโชคดีได้เห็น Himalayan Tarh ฝูงหนึ่งกำลังออกหากินใกล้ๆทางที่เรากำลังเดินผ่าน ผมดีใจมากที่ได้เห็น ทำให้มีโอกาสเก็บภาพสัตว์ที่หายากถ่ายคู่กับยอดเขาที่สวยงามอย่าง Ama Dablam จนเป็นเหตุให้ผมต้องหยุดใช้เวลาถ่ายภาพ ณ จุดนี้อยู่นานพอสมควร ทิวทัศน์ในวันนี้ดูชัดเจนและใกล้ชิดกับพวกเรามากยิ่งขึ้น

ykumsri
8th November 2010, 10:08
อากาศวันนี้สดใสครับ

ykumsri
8th November 2010, 10:13
มารู้จัก Ama Dablam กันนิดครับ
Ama Dablam is a mountain in the Himalaya range of eastern Nepal. The main peak is 6,812 metres (22,349 ft), the lower western peak is 5,563 metres (18,251 ft). Ama Dablam means "Mother's necklace"; the long ridges on each side like the arms of a mother (ama) protecting her child, and the hanging glacier thought of as the dablam, the traditional double-pendant containing pictures of the gods, worn by Sherpa women.[2] For several days, Ama Dablam dominates the eastern sky for anyone trekking to Mount Everest basecamp.

ykumsri
8th November 2010, 10:15
.....

ykumsri
8th November 2010, 10:19
Himalayan Tahr ที่ #27 พิมพ์ผิดนะครับ ที่ถูกก็คือ Tahr ขออภัยด้วยครับ

ykumsri
8th November 2010, 10:24
มุมนี้ถ่ายมาเยอะหน่อยนะครับ...

ykumsri
8th November 2010, 10:24
ฮีกภาพครับ....

ykumsri
8th November 2010, 10:29
อากาศในช่วงบ่ายแม้จะมีเมฆแต่ก็ยังพอเห็นทิวทัศน์รอบๆตัวเราได้เป็นระยะ เราจึงเก็บภาพการเดินทางตลอดทั้งวันได้มากว่าวันก่อนๆ โดยในช่วงบ่ายยอดเขาที่โดดเด่นตลอดเส้นทางสู่ Dingboche ก็จะเป็นยอด Lhotse ที่สูงกว่าแปดพันเมตรแทน พวกเราทยอยเดินทางถึงที่พัก โดยยังคงเป็นผม คุณเต้ยและโต้งที่นำมาก่อนอีกเช่นเคย

ykumsri
8th November 2010, 10:30
.....Lhotse ...

ykumsri
8th November 2010, 10:32
Yak and Lhotse

ykumsri
8th November 2010, 10:34
และในบ่ายนี้ช่วงก่อนจะถึงที่พักบางคนเริ่มมีอากาศไม่สบายจากสภาพอากาศที่เบาบาง ซึึ่งก็มีคุณหมอนุ้ย ปวดหัวค่อนข้างมากในขณะเดิน คุณวรรณมีอาการไอเป็นระยะและปวดหัวขณะเดิน ส่วนคุณไก่ก็มีอาการปวดหัวแต่ไม่มากนักขณะเดิน ในคืนนั้นเราจึงคุยกันเรื่องนี้และขอให้ทุกคนมีสติ โดยเฉพาะขณะเดินทาง ให้ทุกคนหายใจลึกๆเพื่อดึงเอาอากาศเข้าสู่ร่างกายให้มากเพียงพอ และให้เดินหรือทำกิจกรรมต่างๆอย่างช้าๆ สำหรับคุณวรรณเราให้ความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากมีอาการหลายอย่างประกอบกัน เราจึงตกลงกันว่า เราจะปรับเปลี่ยนแผนกันเล็กน้อย โดยในวันพรุ่งนี้เราจะเดินทางตามกำหนดเดิมไปกินมื้อเที่ยงที่ Chhukung(4730m) แล้วค่อยดูกันอีกทีว่าคุณวรรณหรือคนอื่นๆ มีปัญหาอะไรมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ถ้ายังไหวไม่มีปัญหาเราก็จะให้ทุกคนไปต่อในช่วงบ่ายจนถึง Island Peak Base Camp แต่ถ้ามีใครไม่ไหวจริงๆ เราจะให้คนนั้นพักรออยู่ที่ Chhukung หลังจากเสร็จภาระกิจการขึ้นพิชิตยอด Island Peak แล้วทุกคนก็จะต้องย้อนกลับมาพักที่ Chhukung แล้วจากนั้นจึงค่อยเดินทางต่อไปพร้อมๆกันอีกที

ykumsri
8th November 2010, 10:37
คืนนั้นหลังจากตกลงกันได้แล้ว ก่อนจะเข้านอนผมออกไปแปรงฟันนอกอาคารที่พัก ตอนนั้นท้องฟ้ามืดมิด ผมมองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้าและขณะนั้นเองผมได้สังเกตเห็นทางช้างเผือกอยู่บนท้องฟ้าด้วย ผมจึงอยากลองถ่ายภาพเก็บไว้ แม้อากาศตอนนั้นจะหนาวเย็นน่าจะอยู่ราวๆศูนย์องศา บวกลบไม่มาก ผมก็ยังพร้อมที่จะทน ผมลองผิดลองถูกอยู่สองสามชอตจนได้ภาพที่พอใจจึงกลับเข้าไปซุกตัวนอนในถุงนอนที่อุ่นๆ

ykumsri
8th November 2010, 10:44
วันที่ 5 ตุลา เช้าวันนี้ผมไม่ค่อยอยากตื่นแต่เช้าเลย มองออกไปนอกหน้าต่าง หามุมสวยๆไม่ค่อยมีเลยไม่ขอออกไปถ่ายภาพยามเช้าเหมือนหลายวันที่ผ่านมา วันนี้เรามีแผนจะไปให้ถึงเบสแคมป์ของ Island Peak(5080m) ดังนั้นวันนี้ก็ต้องเดินไกลและหนัก ช่วงเช้าเราออกเดินทางผ่านพุ่มไม้เตี้ยๆ ลัดเลาะไปตามลำน้ำสายเล็กๆที่อยู่ไม่ไกล ค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปอย่างช้าๆ หนทางไม่สูงชันมากนัก ประกอบกับทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่รอบๆตัว โดยเฉพาะยอดเขา Lhotse ที่ดูโดดเด่นกว่ายอดอื่นๆ ทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูไม่หนักเกินไป ช่วงแรกเราเดินเกาะกลุ่มกันไปแต่ไม่นาน ทั้งคุณเต้ย โต้งและผมก็ออดเดินนำอีกเช่นเคย พี่วิวัติเองแม้จะเป็นคนที่เดินเร็ว แต่ก็ต้องลดสปีดลงเดินช้าๆ พักเป็นระยะๆคอยดูแลคุณวรรณไปตลอดทาง เราถึง Chhukung ก่อนเที่ยงโดยทุกคนยังดูสบายดี ผมสอบถามทุกคนว่าพร้อมจะเดินทางต่อไปให้ถึงเบสแคมป์หรือไม่ ก็ได้ตำตอบกลับมาว่าพร้อมดูแล้วไม่น่ายากอะไรสำหรับวันนี้

ykumsri
8th November 2010, 10:46
.....

ykumsri
8th November 2010, 10:49
อย่างไรก็ดี เราประเมินเส้นทางในช่วงบ่ายผิดพลาดไป แม้จะไม่ค่อยสูงชัน แต่เส้นทางนั้นยาวไกลมาก หลังจากออกเดินทางจากหมู่บ้าน Chhukung แล้วเราก็ไม่ได้เจอหมู่บ้านใดๆอีกเลย เส้นทางที่เราใช้มีเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะมาพิชิตยอดเขา Island Peak เท่านั้น ตลอดทางเดินจึงดูค่อนข้างเวิ้งว้างและยาวไกล ทั้งที่เราเดินกันแบบไม่ค่อยได้หยุดพัก ก็ยังไม่ถึงเบสแคมป์สักที กว่าจะถึงก็เกือบเย็น ทำเอาทุกคนเหนื่อยอ่อนหมดแรงไปตามๆกัน

ykumsri
8th November 2010, 10:50
เช่นคืนที่ผ่านมาก่อนนี้ หลังเสร็จภาระกิจ ผมได้ออกมาถ่ายภาพทางช้างเผือกอีกครั้ง แต่ก็ถ่ายได้ไม่นานท้องฟ้าก็ปิดมีกลุ่มเมฆเคลื่อนเข้ามาปิดบังท้องฟ้าที่สวยงามนั้นหายไปกับตาเลยครับ ในคืนนั้นใกล้ๆเต้นท์ที่ผมนอนเป็นเต้นท์ของคุณวรรณกับพี่วิวัติ ผมได้ยินเสียงไอของคุณวรรณเป็นระยะๆ ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ ห่วงว่าคุณวรรณและพี่วิวัติจะไม่ได้พักผ่อน และอาจไม่สบายจากภาวะอากาศเบาบาง หนาวเย็น จนทำให้อาจไม่สามารถเดินทางต่อไปกับพวกเราได้

ykumsri
8th November 2010, 10:52
....ต่อครับ คืนนี้ถ่ายได้ห้าถึงหกภาพ ก่อนฟ้าจะปิดครับ

ykumsri
8th November 2010, 10:59
วันที่ 6 ตุลา ในวันนี้เดิมทีเราจะเดินขึ้นที่สูงสู่ High Camp ที่ระดับราว 5600m แต่พวกเราตกลงเปลี่ยนแผนโดยจะพักต่อที่เบสแคมป์อีกหนึ่งคืน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับสภาวะอากาศที่เบาบาง ก่อนที่จะขึ้นที่สูงต่อไปยัง High Camp วันนี้เราจึงได้มีการฝึกการใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับการปีนเขา โดยทดลองปีนเขาที่อยู่ใกล้ๆที่พักเรานั้นเอง ในวันนี้โดยรวมแล้วหลายคนยังดูปกติและแข็งแรงพอที่จะทำกิจกรรมต่างๆได้ จะมีบ้างที่แสดงอาการน่าห่วงให้เห็นก็คือคุณวรรณ ที่มีอาการอาเจียนระหว่างการฝึกซ้อมปีนเขา และยังคงไอเป็นระยะ อีกคนที่เริ่มมีอาการให้เราเห็นอย่างชัดเจนก็คือโต้ง ที่ดูจะซึมลงไป พูดน้อยลง กินน้อยลงมากอย่างชัดเจน เพราะโดยปกติโต้งจะกินอาหารได้ง่ายและเยอะกว่าคนอื่นๆ แต่ทั้งวันนี้โต้งกินน้อยมาก ในช่วงบ่ายที่เราไม่มีโปรแกรมทำอะไร พี่ประสิทธิ์ คุณเต้ยและผมก็็เลยออกเดินสำรวจเส้นทางไปไฮท์แคมป์ ส่วนโต้งที่ผมหวังว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญในการขึ้นพิชิตยอดเขา กลับดูไม่ค่อยสบายจึงขอพักผ่อนนอนอยู่ที่เต้นท์แทน ส่วนสามสาวทั้งคุณวรรณ คุณไก่และคุณนุ้ย ได้ตกลงใจที่จะลงไปรอที่ Chhukung แทน เนื่องจากกลัวว่าร่างกายจะสู้ไม่ไหวกับการเดินทางขึ้นยอดเขา อีกทั้งไม่อยากเสี่ยงกับกิจกรรมที่อาจเป็นอันตรายเกินไป ถึงตอนเย็นโต้งก็ยังกินน้อยและดูไม่ค่อยสบาย ผมจึงให้ยาป้องกันโรคกระเพาะและยาแก้คลื่นไส้ เนื่องจากโต้งมีอาการคลื่นไส้เบื่ออาหารมาทั้งวัน ทั้งที่พักเต็มที่แต่ไม่ดีขึ้น ทั้งสองคืนที่เราพักที่เบสแคมป์ทุกคนก็จะมีอาการหลับๆตื่นๆ เนื่องจากภาวะอากาศเบาบาง หนาวเย็น รวมทั้งที่นอนที่อาจไม่สบายตัวนัก เพราะเราต้องนอนในถุงนอน การนอนในเต้นท์ที่พื้นไม่ราบเรียบเสมอกันทำให้คุณไก่เกิดอาการปวดตึงต้นคอ จนหันคอไปมาไม่ได้ เหล่านี้เป็นความไม่สบายในระหว่างการเดินทางที่เราต้องแลกกับความสวยงามและความท้าทายที่เราต่างพากันมาแสวงหา

ykumsri
8th November 2010, 11:04
Island Peak Base Camp

ykumsri
8th November 2010, 11:08
ทิวทัศน์ รอบๆเบสแคมป์

ykumsri
8th November 2010, 11:11
อีกคืนครับ ที่ผมมีโอกาสได้ถ่ายรูป ทางช้างเผือกอีกครั้ง....

ykumsri
8th November 2010, 11:12
อีกภาพครับ

ykumsri
8th November 2010, 11:19
วันที่ 7 ตุลา หลังอาหารเช้า เราต้องแยกทางแบ่งเป็นสองกลุ่ม ห้าหนุ่มจะเดินทางขึ้นไฮท์แคมป์เตรียมตัวสำหรับการขึ้นยอดเขา Island Peak ต่อไป ส่วนสามสาวจะเดินทางลงย้อนกลับสู่ Chhukung เช้านี้อากาศไม่ค่อยจะสดใสนัก ท้องฟ้ามีเมฆมาก ทำให้เราหวั่นใจว่าอากศจะไม่ดีต่อเนื่องไปถึงพรุ่งนี้หรือไม่ ในระหว่างการเดินทางไปไฮท์แคมป์ที่เราจะต้องเดินทางขึ้นไปตามแนวเขาสูงชัน เป็นระยะทางต่อเนื่องและไกลพอควรนั้น เกิดมีหิมะตกโปรยปรายลงมาเป็นระยะ เราจึงต้องเร่งรีบขึ้นเพื่อให้ถึงที่พักโดยเร็ว โดยพี่วิวัติ โต้ง คุณเต้ยและผม ต่างทำเวลาได้ดีและไปถึงจนหมายก่อนที่เต้นท์ที่พักจะกางเสร็จ ทำให้พวกเราทั้งสี่ต้องเข้าไปหลบหิมะและลมที่หนาวเย็นในเต้นท์สำหรับกินข้าวแทน ผ่านไปสักพักเราอบอุ่นและสบายตัวมากขึ้นเพราะได้เครื่องดื่มร้อนๆและขนมของว่างกินกัน ผ่านไปราวชั่วโมงเศษพี่ประสิทธิ์จึงตามมาถึงที่พัก เรานั่งคุยกัน ระหว่างรอมื้อเที่ยง ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายแล้ว แต่เราก็ไม่เร่งรีบเพราะกะว่าจะกินมื้อบ่ายนั้นแทนมื้อเย็น ตอนนั้นเราต่างกังวลใจว่าโชคจะไม่เข้าข้างเรา เราคุยกันถึงเรื่องสภาพอากาศที่ดูเหมือนจะไม่มีทางดีขึ้นได้ง่ายๆ ถ้าอากาศไม่ดีเราอาจจะไม่ได้ขึ้นยอดเขา หรือขึ้นแต่พิชิตยอดเขาไม่สำเร็จ หลังจากมื้อนั้นเราจึงเข้าพักในช่วงใกล้มืด เพื่อจะได้พักให้มากที่สุด เนื่องจากเราจะต้องตื่นนอนก่อนตีสอง เพื่อกินมื้อเช้าที่ต้องพยายามกินให้ลง แม้จะไม่มากก็ต้องพยายามกินเพื่อให้ได้พลังงาน แต่งตัวสวมใส่อุปกรณ์การปีนเขาให้พร้อม จากนั้นเราจะต้องรีบออกเดินทางขึ้นยอดเขา ที่ต้องออกแต่เช้ามืดก็เพราะช่วงเช้าอากาศมักจะสงบ ดีกว่าช่วงบ่าย

ykumsri
8th November 2010, 11:22
วันที่ 8 ตุลา ผมตื่นขึ้นจากเสียงพ่อครัวและลูกหาบกำลังจัดเตรียมอาหารมื้อเช้าในกลางดึกราวตีหนึ่ง สิ่งแรกที่ผมทำก็คือเปิดเต้นท์ออกไปดูว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร ผมดีใจมากที่เห็นดาวเต็มท้องฟ้า ลมสงบทุกอย่างแตกต่างไปจากเย็นวันวานอย่างสิ้นเชิง ผมรีบแต่งตัว เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในวันนี้ แล้วเราก็ออกมาที่เต้นท์กินอาหารเช้าในกลางดึก มื้อนี้ทุกคนกินโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปที่เตรียมจากเมืองไทย ก่อนการเดินทางผมได้ให้ยาสูตร Diamox กับทุกคนเพื่อป้องกันอาการไม่สบายจากสภาวะอากาศเบาบาง ขณะที่เรากำลังเตรียมตัวออกเดินทาง มีนักเดินทางอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินจะขึ้นพิชิตยอดเขาผ่านเต้นท์เราไป กลุ่มนี้น่าจะออกเดินทางจากเบสแคมป์ตั้งแต่เที่ยงคืน เหตุที่หลายคนหลายกลุ่มเริ่มออกเดินจากเบสแคมป์ก็เพราะที่เบสแคมป์จะหาน้ำกินน้ำใช้ได้ง่ายกว่าที่ไฮท์แคมป์ กล่าวคือที่เบสแคมป์จะเดินไปยังจุดที่เป็นแหล่งน้ำได้ในเวลาราวครึ่งชั่วโมง ในขณะที่ที่ไฮท์แคมป์จะต้องเดินไกลราวสองชั่วโมง ดังนั้นเราจึงต้องย้ำเตือนให้ทุกคนใช้น้ำเท่าที่จำเป็นในระหว่างการอยู่บนไฮแคมป์

ykumsri
8th November 2010, 11:25
การเดินทางเช้านี้มีความสำคัญมากต่อพวกเรา ช่วงแรกเราต้องค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังไปตามแนวโขดหินไต่ระดับขึ้นไปตามภูเขาหิน โดยมีไกด์ปีนเขานำผม คุณเต้ย โต้งและพี่วิวัติ ค่อยๆตามกันไปเป็นกลุ่ม เนื่องจากเส้นทางบางช่วงลาดชันและเราอาจต้องการความช่วยเหลือ เราจึงต้องเดินตามกันเป็นกลุ่ม ส่วนพี่ประสิทธิ์ที่มีสปีดการเดินช้าจึงขอเดินช้าๆไปกับผู้ช่วยไกด์อีกคน ออกเดินตามเราไปห่างๆ เราก้าวเดินไปอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวสุดแสนจะเหนื่อย แต่เนื่องจากเราไปกันหลายคน ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะก้าวเดินไปพร้อมๆกับคนอื่นๆ เราหยุดพักเป็นระยะ หลังเดินทางไปได้ราวสามชั่วโมงเศษจึงผ่านพ้นช่วงภูเขาหิน เราหยุดที่เชิงเขาหิมะเพื่อใส่รองเท้าหนาม(Crampons) ซึ่งเราทุกคนต้องอาศัยไกด์ปีนเขาช่วยในการใส่รองเท้าหนามนี้ ทำให้เราเสียเวลาไปมากพอสมควร ในวันนี้ผมสังเกตเห็นนักปีนเขาขึ้นมาเพื่อพิชิตยอดเขา Island Peak เป็นจำนวนมากพอสมควรน่าจะเกือบห้าสิบคนได้ หลังจากสวม Crampons กันเรียบร้อย เราต้องผูกติดกันด้วยเชือกปีนเขาก่อนออกเดินทางต่อไป จากการหาข้อมูลการขึ้นยอดเขานี้ ก่อนการเดินทางมา ผมรู้สึกไม่คุ้นว่าจะต้องเดินทางแบบนี้
เพราะภาพที่เห็นอยู่หน้าเราตอนนี้คือแนวเขาสูงชัน ที่เราจะต้องข้ามผ่านไปก่อน แล้วจึงจะเห็นลานหิมะกว้างใหญ่ก่อนจะเป็นแนวเขาที่มียอดเขา Island Peak อยู่ด้านขวามือ ซึ่งไกด์ของเราได้บอกผมว่าการเดินทางปีนเขาแต่ละปี แต่ละครั้งอาจไม่เหมือนกัน ทั้งในแง่ของเส้นทางเดิน/ปีนเขาอาจเปลี่ยนไป หรือแม้แต่รูปร่างยอดเขาอาจเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะโลกเรามีการเคลื่อนตัวอยู่เสมอ และสภาวะอากาศที่บางปีบางช่วงมีหิมะตกมากน้อยต่างกัน เหล่านี้จะทำให้เกิดการยุบตัวหรือรูปร่างของแผ่นน้ำแข็ง-หิมะ เปลี่ยนรูปทรงไปได้ และปีนี้ก็ต่างไปจากปีก่อนๆ เราจะต้องเดินอ้อมแนวแผ่นน้ำแข็งที่แตกออก จากเดิมที่สามารถเดินข้ามผืนน้ำแข็งที่ยังไม่แตกออกนั้นไปได้เลย จากภาพภูเขาหิมะเบื้องหน้าที่เราจะต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ทำให้ผมนึกในใจว่านี่แหละของจริงที่รอเราอยู่
ที่ผ่านมาเป็นแค่การเริ่มต้น ก่อนออกเดินผมรวบรวมสติ ความมุ่งมั่นเพื่อจะเดินข้ามแนวเขาสูงนี้ไปให้ได้ แล้วเราก็ออกเดินไปอย่างช้าๆ ทุกคนพยายามก้าวเท้าออกไปแม้จะเหนื่อยใจแทบขาด

ykumsri
8th November 2010, 11:28
ในขณะที่เราเดินเพื่อจะข้ามจุดสูงชันไปสู่ลานหิมะกว้างใหญ่ ก็เกิดเหตุผิดพลาดขึ้น คุณเต้ยลื่นตกลงไปจากแนวสันเขา โชคดีที่ทุกคนมีสติในการเดิน ทำให้ช่วยหยุดการล่วงตกเขาของคุณเต้ยได้โดยไม่ยาก(รองเท้าหนาม มีประโยชน์อย่างมากช่วยในการยึดเกาะกบพื้นหิมะได้เป็นอย่างดี) หลังจากเราเดินทางมาจนถึงลานหิมะเราหยุดพักอีกครั้ง โดยที่คุณเต้ยแม้จะยังมีแรงพอที่จะเดินทางต่อไป แต่ก็ขอสละสิทธิ์ในการขึ้นยอดเขาครั้งนี้ เนื่องจากไม่อยากจะต้องเหนื่อยสุดๆกับการเดินทาง อีกทั้งเพิ่งจะผ่านประสบการณ์การล่วงตกเขาไปไม่นาน ทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการขึ้นยอดเขาอีกต่อไป ดังนั้นจึงเหลือสามคนเท่านั้นที่จะเดินทางขึ้นยอดเขา

ykumsri
8th November 2010, 11:30
แสงยามเช้าส่องกระทบ Ama Dablam เหนือหิมาลัย...

ykumsri
8th November 2010, 11:33
ช่วงแรกของการเดินบนพื้นหิมะ ขณะเดินทางข้ามแนวหิมะสูงชันด่านแรก

ykumsri
8th November 2010, 11:35
กำลังจะข้ามพ้นแนวหิมะสูงชันช่วงแรก สู่ลานหิมะกว้าง...

ykumsri
8th November 2010, 11:37
ต้องเดินทางอีกไกล บนลานหิมะนี้...

ykumsri
8th November 2010, 11:38
........

ykumsri
8th November 2010, 11:39
ไกลจริงๆครับ...

ykumsri
8th November 2010, 11:43
ถึงจุดนี้เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราเตรียมความพร้อมมาไม่ดีนัก เสบียงน้ำดื่มของเราเริ่มเหลือน้อยทั้งที่หนทางในการเดินทางวันนี้ยังเหลืออีกยาวไกล แต่เราก็ต้องเดินทางต่อไป เบื้องหน้าของเราเป็นแนวเขาสูงกว่าหกพันเมตร โดยเราจะต้องปีนไต่ขึ้นไปตามแนวเขาหิมะสูงชัน เป็นระยะเกือบสองร้อยเมตร ช่วงนี้นับว่าโชคดี ที่การปีนเป็นไปอย่างช้ามาก เนื่องจากมีบางกลุ่มที่พิชิตยอดเขาแล้วกำลังทยอยสวนลงมา โดยจะต้องใช้แนวเชือกปีนเขาแนวเดียวกัน ทั้งขาขึ้นและขาลง ทำให้พวกเราต้องหยุดรอเป็นพักๆ และไม่ต้องเหนื่อยจนเกินไป ก่อนจะขึ้นไต่ขึ้นเส้นทางสูงชัน ไกด์ปีนเขาเห็นกล้องที่ผมคล้องไว้ที่คอ แล้วรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นอุปสรรคในการปีน จึงขอช่วยถือ และผมก็รับปากไปตามคำแนะนำ แต่โชคดีที่ขณะนั้นไกด์มีภาระกิจหลายอย่างจนลืมเรื่องนี้ไป ทำให้ผมได้ภาพการปีนช่วงนี้มาด้วยในที่สุด

ykumsri
8th November 2010, 11:44
....ก่อนปีน

ykumsri
8th November 2010, 11:46
....จะไหวหรือเปล่า

ykumsri
8th November 2010, 11:49
...เหนื่อย

ykumsri
8th November 2010, 11:52
เราผ่านแนวเขาสูงชันนี่้ปได้แม้จะเหนื่อยมากแต่ตอนนี้เราใกล้ถึงยอดเขามากแล้ว เราพักที่สันเขาอีกครั้ง จากนั้นจึงรวบรวมกำลังอีกอึดใจ ตั้งสติเพื่อเดินขึ้นไปตามแนวสันเขาที่สูงกว่าหกพันเมตรตอนนั้นทั้งน่าหวาดเสียวและอันตราย ตอนนั้นผมจำได้แต่ละก้าวแสนจะเหน็ดเหนื่อย เชือกที่ผูกมัดให้เราติดกันช่วยดึงผมให้ก้าวขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้ในที่สุด เราทำได้ ด้วยสภาพอากาศที่เป็นใจ ด้วยกำลังใจจากเพื่อนร่วมเดินทางและที่สำคัญจากความช่วยเหลือของไกด์ปีนเขาชาวเนปาลนั้นเอง

ykumsri
8th November 2010, 11:53
มองจากสันเขาที่เรานั่งพัก สู่ยอดเขาที่เราจะขึ้นไป

ykumsri
8th November 2010, 11:54
อีกภาพ...

ykumsri
8th November 2010, 11:57
...ชาวฝรั่งเศสที่ตามเรามา

ykumsri
8th November 2010, 11:58
ไมไหวแล้ว...ขอนั่งก่อนนะ เสียวกลัวตก เชือกให้ยึดก็ไม่มี

ykumsri
8th November 2010, 12:00
ช่วงที่พวกเราขึ้นยอดเขา

ykumsri
8th November 2010, 12:03
ผู้พิชิตถ่ายรูปบนยอด Island Peak กับ Makalu ยอดเขาที่สูงกว่าแปดพันเมตร ...พี่วิวัติ ไกด์ปีนเขาและโต้ง

ykumsri
8th November 2010, 12:05
หลังจากปิติยินดีและชื่นชมความงามบนยอดเขาได้สักพัก เราจึงเดินทางย้อนกลับลงมาในเวลาราวสิบเอ็ดโมงเช้านั้นเอง
การเดินทางลงเขาเพื่อกลับไปพักที่ Chhukung นั้นนับเป็นวันที่โหดที่สุดวันหนึ่งในประสบการณ์การเดินทางของผม ประกอบกับการขาดน้ำดื่มของพวกเรา ยิ่งทำให้เราอ่่่อนแรงมากยิ่งขึ้น กว่าจะเดินทางผ่านลงทางชันที่เราปีนขึ้นไปได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีดีอยู่อย่างเดียวก็คือเราไม่ต้องออกแรงมากเท่าขาขึ้น แต่เรื่องความปลอดภัยนั้นโดยส่วนตัวผมว่าปลอดภัยน้อยกว่าการขึ้นด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เพราะการขึ้นเขาหิมะเราจะมีเชือกปีนเขายึดเกาะตลอดเวลา แต่การลงเขาหลายช่วงเราจะต้องพึ่งความสามารถตัวเองล้วนๆ

ykumsri
8th November 2010, 12:06
.......

ykumsri
8th November 2010, 12:08
หลังจากเดินทางลงอย่างต่อเนื่องผมก็มาถึงไฮท์แคมป์ในเวลาราวบ่ายสองโมง ที่นั่นผมได้เจอพี่ประสิทธิ์และคุณเต้ยรออยู่ ทำให้ผมทราบว่าพี่ประสิทธิ์ไปไม่ถึงลานหิมะก่อนปีนขึ้นยอดเขา Island Peak เนื่องจากระหว่างการเดินทางช่วงแรกที่เป็นภูเขาหินพี่ประสิทธิ์เกิดลื่นเกือบตกจากเส้นทางเดินที่สูงชัน และตอนนั้นไม่มีผู้ช่วยไกด์อยู่ด้วย ทำให้พี่ประสิทธิ์ตัดสินใจหยุดเดินรอจนกระทั่งฟ้าสว่างจึงออกเดินทางต่อไป และเมื่อถึงช่วงปีนแนวเขาหิมะช่วงแรก ในบริเวณที่ต้องเดินผ่านแนวสันเขาพี่ประสิทธิ์ไม่สามารถเดินไปเองโดยลำพังได้ เนื่องจากห่วงเรื่องความปลอดภัย จึงตัดสินใจหยุดซึ่งขณะนั้นได้เจอคุณเต้ยเดินย้อนกลับมา จึงพากันเดินลงเขามารอที่ไฮท์แคมป์เพื่อรอพวกเราจะได้เดินทางลงไปยัง Chhukung พร้อมกัน ระหว่างที่เราคุยกันอยู่นั้น โต้งและพี่วิวัติ รวมทั้งไกด์ปีนเขาก็ได้ตามมาสมทบ และหลังจากพักเหนื่อย ดื่มน้ำองุ่นอุ่นๆที่ทางพ่อครัวเตรียมไว้ให้เราเสร็จแล้ว เราจึงออกเดินทางต่อ ซึ่งนับเป็นการเดินทางไกลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตีสอง จนผมเดินทางถึงที่พักที่ Chhukung คนแรกก็เวลาราวๆหกโมงเย็น พี่วิวัติตามมาในอีกครึ่งชั่วโมง ส่วนที่เหลือ ดูแล้วยังอีกนานกว่าจะถึง พ่อครัวจึงได้นำเครื่องดื่มร้อนๆเดินย้อนไปหาตามเส้นทางที่กำลังเดินมา เพราะเราทราบดีว่าตอนนี้พวกเราทั้งเหนื่อยและกระหายน้ำเป็นอย่างมาก จนที่สุดเวลาราวสองทุ่มเศษทุกคนจึงได้มาถึงที่พัก ในวันนั้นจึงนับเป็นวันที่น่าจดจำเพราะหลายคนต้องเจอกับอุปสรรคหลากหลายรูปแบบ ตลอดทั้งวันจึงมีหลากหลายความรู้สึก และที่สุดเราก็ต่างได้ผ่านบทเรียนที่นับว่าลำบากที่สุดในชีวิตกันโดยทั่วกัน ในคืนนั้นจึงนับเป็นหนึ่งในไม่กี่คืนที่หลายคนนอนหลับสนิทที่สุดในช่วงการเดินทางทริปนี้เลยครับ

ykumsri
8th November 2010, 12:17
วันที่ 9 ตุลา เราออกเดินทางต่อไปโดยจุดหมายการเดินทางวันนี้คือ Thukla(4640m) จากเดิมเรากำหนดว่าจะพักที่ Dingboche แต่เนื่องจากเราเสียเวลาพักที่เบสแคมป์ถึงสองวัน ทำให้เราจะต้องเดินไกลขึ้นอีก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับวันนี้แต่อย่างใด เราออกเดินทางอย่างสดชื่น สภาพอากาศก็ดูสดใส เราแวะพักเที่ยงที่ Dingboche จากนั้นเราก็ออกเดินทางสู่ Thukla สภาพอากาศช่วงบ่ายวันนี้ก็เหมือนหลายๆวันคือมีเมฆมาก เราจึงตั้งใจเดินกัน โดยไม่เสียเวลามากนัก ถึงที่ Thukla มีที่พักแค่สองที่ ที่แรกที่เราเข้าพักนั้นคนเยอะจนเต็ม ส่วนอีกที่อยู่ติดๆกันนั้นเล็กกว่ามาก และดูไม่เหมือน Lodge สำหรับให้นักท่องเที่ยวพัก แทบจะไม่มีคนพักเลย ในคืนนั้นเราได้พูดคุยกันถึงการขึ้นยอดเขา Lobuche East และได้ตกลงกันว่าคุณวรรณที่ยังคงมีอาการไอ โดยเฉพาะตอนกลางคืน จะไม่ไปกับพวกเรา และพี่วิวัติก็ยินดีที่จะอยู่เป็นดูแลคุณวรรณ จึงขอไปรอสมาชิกคนอื่นๆที่หมู่บ้าน Lobuche ส่วนสมาชิกที่เหลือก็จะต้องออกเดินทางต่อไปยัง Lobuche East Peak High Camp ที่สูงราว 5400m เพื่อประเมินกันต่อไปว่าใครจะสามารถเดินทางต่อเพื่อขึ้นพิชิตยอดเขาได้บ้าง

ykumsri
8th November 2010, 12:18
หลายกลุ่มกลับ กลุ่มใหม่ก็กำลังมา...

ykumsri
8th November 2010, 12:20
Ama Dablam ในยามบ่ายที่มีเมฆมาก

ykumsri
8th November 2010, 12:22
Thukla เช้าวันต่อมา...

ykumsri
8th November 2010, 12:25
วันที่ 10 ตุลา การเดินทางช่วงเช้านี้ ช่วงแรกเราจะออกเดินพร้อมๆกันไปในทิศทางเดียวกัน เราเดินผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเทรกกิ้งทั่วไป ซึ่งจุดนี้จะต้องเดินทางต่อไปยัง Kala Pattar จุดชมวิวยอดฮิตที่ถือเป็นไฮท์ไลท์ในการเทรกกิ้งแถบนี้ ทำให้เราได้เจอกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่ใช้เส้นทางนี้ร่วมกัน จนเมื่อถึงทางขึ้นไปสู่ Lobuche East High Camp คุณวรรณและพี่วิวัติก็จะแยกเดินทางตรงต่อไปยัง Lobuche ส่วนอีกหกคนจะเลี้ยวซ้ายเดินทางขึ้นสู่ไฮท์แคมป์ต่อไป การเดินทางสู่ Lobuche นั้นเส้นทางไม่ลำบากแต่อย่างใด แทบจะไม่มีการขึ้นหรือลงทางชันมากๆเลย แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเดินขึ้นไฮท์แคมป์ ที่เราจะต้องเดินขึ้นภูเขาหิน เส้นทางที่สูงชันไม่แพ้ทางขึ้นภูเขาหินที่จะไปยังลานหิมะก่อนถึงยอด Island Peak เราเดินทางถึงไฮท์แคมป์กันในตอนบ่าย และจากสภาพเส้นทางขึ้นไปยัง High Camp และข้อมูลจากไกด์ปีนเขาที่บอกเราว่า เส้นทางช่วงแรกของการเดินทางสู่ยอดเขา จะคล้ายกับทางที่เราเพิ่งผ่านมาแต่จะยากกว่า ทำให้สมาชิกของเราไม่ขอเสี่ยงเดินทางขึ้นยอดเขา โดยเต็มใจที่จะรออยู่ที่ High Camp ถึงสี่คน เหลือเพียงสองคนคือผมและโต้ง ที่จะเดินทางขึ้นยอดเขาต่อไป ในขณะนั้นสำหรับผมนับว่ามีแรงจูงใจในการขึ้นยอดเขาลดลงมาก จนเราคุยกันว่าถ้าเดินทางขึ้นไปเจอเส้นทางที่ยากๆ อันตรายหรือเจอสภาพอากาศไม่ดี เราก็ไม่ควรจะเสี่ยงไปต่อ สภาพอากาศที่ High Camp ในช่วงเย็นวันนั้น หนาวเย็นในระดับติดลบ แถมท้องฟ้าก็มีเมฆพัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ และคืนนั้นถือเป็นคืนที่พวกเราต้องนอนในที่สูงมากที่สุดของทริปนี้
บริเวณ High Camp มีเต้นท์ของนักปีนเขาต่างชาติอีกสองสามกลุ่ม และที่ Base Camp ที่เราเดินผ่านขึ้นมาก็มีอีกหนึ่งกลุ่มพักอยู่ที่นั้นด้วย ทำให้การเดินทางขึ้นยอดเขา Lobuche East ในครั้งนี้จะมีผู้ร่วมเดินทางกับเราราวๆยี่สิบคนได้

ykumsri
9th November 2010, 07:10
ระหว่างทางขึ้น High Camp

ykumsri
9th November 2010, 07:13
วันที่ 11 ตุลา ผมตื่นนอนประมาณตีหนึ่งครึ่ง ท้องฟ้าเช้านี้ยามนั้นดูไม่แย่นักแต่ก็ไม่ได้สดใส มองเห็นดาวบนฟ้าบ้างแต่ก็ไม่มาก ผมออกไปกินมื้อเช้าก่อนเดินทางมีพี่ประสิทธิ์และคุณเต้ย ออกมาส่งให้เราขึ้นเขาได้อย่างปลอดภัย หลังมื้อเช้าแบบเบาๆ เราก็เร่งออกเดินทางเพราะบางกลุ่มได้เดินทางนำพวกเราไปก่อนแล้ว
ในการเดินทางช่วงแรกในความมืด ดีที่สุดก็คือเราต้องเดินตามรอยของไกด์ให้ทัน แม้จะเหนื่อยมากแต่เราก็หยุดพักน้อยมาก เราไม่รู้เลยว่าเราเดินผ่านเส้นทางที่อันตรายเพียงใดเพราะความมืดและความตั้งใจ ที่จะตามติดไกด์ให้ทัน จนกระทั่งถึงจุดที่เป็นภูเขาหิมะ เราจึงหยุดเพื่อใส่รองเท้าหนาม Crampons แล้วจึงออกเดินทางต่อไป เส้นทางช่วงขึ้นยอดเขาช่วงนี้ แม้จะไม่ชันมากเท่าช่วงการปีนเขาสูงชันของยอดเขา Island Peak แต่เส้นทางนี้ยาวไกลกว่ามาก ท้องฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้น ผมมองเห็นเมฆมากมายกระจายอยู่ทั่วขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก แสงสีทองกำลังส่องทะลุหมู่เมฆ ดูแล้วสวยงามจดต้องเก็บภาพไว้
เราค่อยๆไต่ไปตามแนวเชือกตามกลุ่มนักปีนเขากลุ่มอื่นๆขึ้นไป พยายามรักษาระยะไม่ให้ห่างจากกลุ่มอื่นๆจนเกินไป จนผมมีโอกาสเก็บภาพช่วงนี้มาน้อย นึกแล้วก็เสียดาย ระหว่างที่เราไต่ระดับขึ้นไป ผมสังเกตว่าท้องฟ้าเริ่มมีเมฆมากขึ้น แสงอาทิตย์แทบจะไม่มี ดีที่ลมไม่แรง แต่ผมก็ไม่สบายใจ จึงถามความเห็นของไกด์ปีนเขา ว่าเราควรจะไปต่อหรือไม่ ซึ่งไกด์บอกกับผมว่าลมยังดูสงบ และคนอื่นๆที่เหลือยังเดินทางต่อ ไม่มีคนใดล้มเลิกภาระกิจในเช้านี้เลย ดังนั้นเราน่าจะไปต่อได้ ผมจึงตัดสินใจเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาต่อไป ถ้าตอนนั้นไกด์บอกเป็นอย่างอื่น ผมคงได้เดินลงเขากันอย่างแน่นอน เพราะขณะนั้นเราไม่อยากเสี่ยงอะไรมากนัก การที่สามารถพิชิตยอดเขา Island Peak ได้ ถือว่าเราได้ผ่านจุดที่เรามุ่งหวังไปแล้ว เพราะทริปนี้ที่ใช้เวลาเพียงยี่สิบวัน ควรจะเป็นทริปของการพิชิตยอดเขายอดเดียว ถ้าจะเป็นทริปพิชิตยอดเขาสองยอดควรจะใช้เวลาอย่างน้อยสักยี่สิบห้าวันขึ้นไป การที่ผมจัดสองยอดเขานี้ไว้ในทริปที่มีเวลาจำกัดขนาดนี้ เหตุผลก็คือ เป็นการเผื่อสำหรับความผิดพลาด ทั้งในเรื่องสภาพร่างกายของคนที่จะขึ้นพิชิตยอดเขา ว่าพร้อมหรือไม่โดยผมหวังว่าหากเราไม่พร้อมในการปีนยอดแรก เราอาจจะปรับตัวและพร้อมในการปีนยอดต่อไป อีกทั้งเรื่องสภาพอากาศหากเราเจอสภาพอากาศไม่ดีโอกาสพิชิตยอดเขาสำเร็จก็คงยาก ดังนั้นการที่มีอีกยอดเขาให้ขึ้นพิชิตเราจึงมีโอกาสครั้งที่สองให้สำหรับทุกคน แต่นั้นคือแนวคิดในทางปฏิบัติอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีจริงๆก็ได้ และนี่ก็คือแนวทางให้ท่านที่สนใจในการเดินทางผจญภัยรูปแบบนี้ได้ เรียนรู้เส้นทางความยากง่าย และนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับตัวเองต่อไป

ykumsri
9th November 2010, 07:15
ระหว่างทาง โต้ง...ทรุดตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยล้า

ykumsri
9th November 2010, 07:16
เช้านี้แสงสวยทีเดียวครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:18
แต่เมฆก็มากด้วยครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:20
ตอนนั้นเมฆคลุมเบื้องล่างจนเรามองลงไปยัง High Camp และทางที่เราเดินผ่านมานั้น มองไม่เห็นอะไรแล้วครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:26
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านทะลุหมู่เมฆหนา

ykumsri
9th November 2010, 07:27
เราไต่ไปตามแนวเขาสูงยาวกว่าสามร้อยเมตรอยู่เป็นเวลานาน แต่ละก้าวก็ยังเหนื่อยยากเหมือนเดิม ประสบการณ์จากการปีนยอดเขา Island Peak ช่วยเราได้มาก เรารู้และเข้าใจถึงความเหนื่อยยากที่เราจะต้องเผชิญ แต่เราก็ยังก้าวขึ้นไป จนในที่สุดโต้งที่อยู่ข้างหน้าผมก็กำลังจะขึ้นถึงยอดเขา เราทำได้อีกครั้ง โดยครั้งนี้เราทำได้ดีกว่าครั้งแรก เราขึ้นพิชิตยอดเขาได้ในเวลาราวแปดโมงครึ่ง วันนี้วิวรอบตัวเราอาจจะไม่สวยใสเท่าวันที่เราอยู่บนยอดเขา Island Peak แต่เราก็มีความปิติในใจที่ได้เห็น หลังจากเก็บภาพบนยอดเขาได้สักพักเราก็เดินทางกลับลงมา โดยที่เราจะต้องช่วยเหลือตัวเองมากยิ่งขึ้นเนื่องจากไกด์ปีนเขาของเรา จะต้องเก็บเชือกหลังจากนักปีนเขากลุ่มสุดท้ายที่ตามเราขึ้นไป จะใช้เสร็จ ทำให้ช้ากว่าผมและโต้ง เราจึงต้องใช้อุปกรณ์ที่มีช่วยในการลงเขาผ่านพ้นช่วงภูเขาหิมะมาได้แบบไม่สวยนัก แล้วเราก็ต้องออกเดินทางลงเขาต่อแต่เมื่อเดินลงมาได้สักพักเราก็ไม่สามารถหาทางลงต่อได้ เพราะสภาพเส้นทางแทบจะไม่มีร่องรอยเส้นทางเดินให้เราเห็นเลย เราจึงตัดสินใจรอให้ไกด์ปีนเขาลงมานำทางเราลงไปอย่างไรก็ดีระหว่างนั้น พ่อครัวของเราได้เดินขึ้นมาพร้อมกับเครื่องดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ เราดีใจที่จะได้ลงไปโดยเร็ว และที่พ่อครัวได้ตัดสินใจขึ้นมาหาเราก็เพราะคนที่รออยู่ไฮท์แคมป์เห็นเรารอและติดอยู่บนหน้าผาสูง จึงได้ให้พ่อครัวผู้มีประสบการณืในการเดินทางบนภูเขาแบบนี้ขึ้นมารับเรา ขณะที่เราดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆนั้นไกด์ปีนเขาก็ตามลงมาทัน เราจึงได้เดินทางลงมายังไฮท์แคมป์พร้อมๆกัน หลังจากเดินทางลงมาอย่างปลอดภัยเราก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนสมาชิกที่รอเราอยู่ จากนั้นเราจึงเก็บสัมภาระออกเดินทางสู่ Lobuche ต่อไป

ykumsri
9th November 2010, 07:28
หนทางยังอีกไกลหริบ

ykumsri
9th November 2010, 07:29
ทางชันที่ยาวไกล

ykumsri
9th November 2010, 07:31
ระดับความยากของการปีน ยากกว่ายอดเขา Island Peak

ykumsri
9th November 2010, 07:32
เราขึ้นมาใกล้จะถึงยอดขาแล้ว มีอีกกลุ่มที่ตามเรามาครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:33
ใกล้ Summit เต็มทีแล้วครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:38
โต้ง ด้วยความปิติที่พิชิตยอดได้ สีหน้าหายเหนื่อยเลยครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:40
ถ่ายย้อนกลับไปดู แนวเส้นที่เราขึ้นมา กลุ่มคานาดากำลังจะถึงยอดเขาครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:41
สีหน้าของความยินดีปรากฏขึ้น อย่างชัดเจน...

ykumsri
9th November 2010, 07:43
อีกคน ดูยังไม่หายเหนื่อย...

ykumsri
9th November 2010, 07:44
ท่าทางผ่อนคลาย สบายๆบนยอดเขา

ykumsri
9th November 2010, 07:45
ถึงตอนลง ที่พลาดไม่ได้เช่นเดียวกัน ...

ykumsri
9th November 2010, 07:47
ภาพระหว่างทาง ขาลงครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:48
โต้งมองย้อนกลับไปดูยอดเขา Lobuche East ที่พิชิตได้ ก่อนเดินทางลงต่อ..

ykumsri
9th November 2010, 07:51
Nuptse ยอดเขาสูงใหญ่บดบังยอดเอเวอร์เรสต์ ตอนนี้เมฆเปิดให้เราพอมองเห็นยอดเอเวอร์เรสต์ได้นิดหน่อยครับ

ykumsri
9th November 2010, 07:56
ขอเอาภาพที่พี่ประสิทธิ์ถ่ายตอนเราหาทางลงไม่เจอ ลองดูครับนี่คือทางขึ้น-ลง จากยอดเขา ดูแล้วอันตรายและไม่มีเส้นทางเดินอะไรเลย

ykumsri
9th November 2010, 07:57
อีกภาพครับ ...ยังงงๆ ขึ้นไปได้ไง

ykumsri
9th November 2010, 07:59
เมื่อเราเดินทางมาถึง Lobuche เราพบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแออัดกันอยู่ในห้องอาหารจนที่นั่งไม่พอกัน ที่พักเต็มเกือบทุกที่เราต้องรออาหารมื้อค่ำอยู่นานกว่าจะได้กิน แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติเพราะช่วงนี้เป็นฤดูการท่องเที่ยว เราเองก็ต้องทำใจให้สบายมองโลกให้สวยงามจะได้มีความสุขตลอดการเดินทาง...

ykumsri
9th November 2010, 08:01
วันที่ 12 ตุลา จาก Lobuche วันนี้เราจะเดินไปที่ Gorakshep(5140m)ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก เราเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวมากมาย ผมได้แอบเก็บภาพบรรยากาศการเดินทางของนักท่องเที่ยว ของลูกหาบและของชาวบ้านที่เดินทางไปมาระหว่างเส้นทางสายนี้มาได้หลายภาพ ทำให้มีความสุขพอผ่อนคลายลืมเหนื่อยไปได้เหมือนกันครับ ช่วงก่อนจะถึง Gorakshep ผมถือว่าเป็นช่วงที่น่าอึดอัดที่สุดเพราะเราจะต้องเดินขึ้นๆลงๆผ่าน เส้นทางขรุขระของการเคลื่อนตัวจากธารน้ำแข็ง ซำ้แล้วซ้ำเล่า ดูเหมือนจะถึงจุดหมายแต่ก็ไม่ถึงสักที กว่าจะผ่านช่วงนี้ไปได้เราก็ต้องเหนื่อยกันพอสมควร
เราถึงGorakshep เกือบเที่ยง หลังมื้อเที่ยงสภาพอากาศก็เริ่มแย่ลง จากแผนที่เรากะว่าจะเดินขึ้นไปชมวิวแสงสีทองสุดท้ายของวันเหนือเทือกเขาหิมาลัยและยอดเอเวอร์เรสต์ ทำให้เราต้องเปลี่ยนไปเดินเล่น ชมทิวทัศน์รอบๆที่พักแทน คืนนั้นอากาศก็ยังไม่ดี ผมเองตั้งใจมากอยากจะตั้งกล้องถ่ายภาพดวงดาวนานๆให้เห็นเป็นเส้นยาวๆ เหนือแนวเขาหิมาลัยแต่ท้องฟ้าก็ไม่เป็นใจ จึงไม่ได้ภาพแบบนั้นกลับมาเลย เสียดายจริงๆครับ เอาไว้ทริปหน้าอยากไปทิเบตอีก จะไปแก้ตัวทดลองถ่ายภาพแบบนั้นกลับมาให้ได้ครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:03
บรรยากาศการเดินทางระหว่างไป Gorakshep ยอดเขา Pumari โดดเด่นอยู่ทางซ้ายมือของเราตลอดตอนเดินทาง

ykumsri
9th November 2010, 08:07
ส่วนฝากขวามือของการเดินทาง จะเป็นยอดเขา Nuptse โดดเ่นกว่าใครครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:09
นักท่องเที่ยวเยอะครับ ....

ykumsri
9th November 2010, 08:11
เห็นจามรี...Yak ขนสัมภาระกำลังเดินมา ผมต้องรีบหามุมเหมาะเก็บภาพไว้

ykumsri
9th November 2010, 08:14
......

ykumsri
9th November 2010, 08:16
อีกสักภาพครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:17
ถึง Gorakshep แล้วครับ ที่นีี่วิวสวยครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:20
ซ้ายมือเป็นทางขึ้นไป Kala Pattar ยอดเขาหินที่บัง Pumari ครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:22
เดินเก็บภาพยามเย็นๆครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:24
วันที่ 13 ตุลา เราตื่นแต่เช้าตรู่ตีสี่เพื่ออกเดินทางขึ้นสู่ Kala Pattar(5450m)เพื่อชื่นชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในมุมที่ใกล้ชิด สวยงามที่สุดสำหรับการเดินทางเส้นนี้ หลายคนที่มาเทรกกิ้งวันนี้ถือเป็นไฮไลท์ที่สำคัญ เพราะเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง สำหรับคนเราที่สามารถเดินทางด้วยเท้าจนถึงระดับความสูงเกือบห้าพันห้าร้อยเมตรได้ อีกทั้งจะได้เห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะจะได้เห็นยอดเอเวอร์เรสต์ในจุดชมวิวที่ได้ชื่อว่าเห็นยอดได้ชัดเจนและใกล้ชิดที่สุด ในฝั่งเนปาลเลยทีเดียว เราออกเดินกันอย่างช้าๆ หลายคนยังไม่เคยออกเดินในช่วงเวลาแบบนี้ ซึ่งนอกจากจะหนาวเย็นกว่าปกติ เส้นทางเดินยังดูมืดมองเห็นทางไม่ชัดเจน ระหว่างเดินขึ้นยอดเขานี้ผมพยายามเก็บบันทึกภาพมาเป็นระยะ ถึงวันนี้นิ้วมือที่ใช้กดชัตเตอร์แทบจะไม่มีความรู้สึก ปลายนั้วมือทั้งสิบ ชามาหลายวันแล้ว การเดินขึ้นสู่ Kala pattar แม้จะไม่ต้องใช้เทคนิคใดๆในการปีนเขา แต่การเดินขึ้นที่สูงและยาวไกลแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยครับ เช้านี้คุณเต้ยขึ้นถึงยอดเขาก่อนใคร ผมเองไม่รีบร้อนเพราะอยากถ่ายภาพให้ได้สักภาพดีๆกลับไป โต้งตามไปถึงยอดเขาในเวลาต่อมาและผมก็ตามติดไปอีกคน พี่วิวัติเองก็มาถึงยอดเขาได้อย่างไม่ช้า ส่วนคนอื่นๆก็ทยอยขึ้นมาจนครบเจ็ดคน สำหรับคุณวรรณเป็นคนเดียวที่ขอรออยู่ที่พัก เนื่องจากกลัวว่าจะไม่สบายหากฝืนเดินทางขึ้นมาด้วย เราทยอยเดินลงเขามายังที่พัก เพื่อรอกินมื้อเช้าก่อนออกเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านPheriche(4200m) ต่อไป

ykumsri
9th November 2010, 08:26
เช้าตรู่ แสงเหนือเทือกเขาหิมาลัย...และยอดเอเวอร์เรสต์

ykumsri
9th November 2010, 08:28
บนยอด Kala Pattar แสงแรกสาดส่องเหนือยอดเขาเอเวอร์เรสต์

ykumsri
9th November 2010, 08:31
วันที่ 14 ตุลา หลายคนเริ่มนับวันเวลาจะได้กลับเมืองไทย เพราะเริ่มจากบ้านมาหลายวัน ต่างพากันคิดถึงอาหารไทย อาหารในเมนูอาหารแต่ละวันก็ซำ้ๆ พี่วิวัติก็กินข้าว ไข่ดาวแทบจะทุกวัน วันหนึ่งกินไข่ไปเกือบๆหกฟอง ส่วนคุณวรรณก็กิน Lalar Noodle Soup  แทบทุกวัน ผมเองก็เบื่อทุกครั้งที่ต้องสั่งอาหาร ใช้เวลานานกว่าใครๆ  วันนี้เรามีแผนจะเดินลงไปที่ Tengboche ซึ่งที่นี่มีร้านเบเกอร์รี่ ที่ทำได้อร่อยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในละแวกนั่น เราจึงนัดแนะกัน ด้วยความเบื่ออาหารที่จำเจกันสุดๆ ว่าเราจะมุ่งตรงไปที่ร้านดังกล่าว กินเบเกอร์รี่และกาแฟรสดีๆกันครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:33
ยามเช้าที่ Pheriche

ykumsri
9th November 2010, 08:35
เดินทางลงสู่ Tengboche

ykumsri
9th November 2010, 08:36
ต่อครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:37
เก็บภาพไปเรื่อยๆ

ykumsri
9th November 2010, 08:38
เช้าวันใหม่ที่ Tengboche

ykumsri
9th November 2010, 08:40
วันที่ 15 ตุลา
เราต้องเดินทางจาก Tengboche ผ่านลงไปยังนัมเช แล้วต่อไปยัง Monjo(2700m)ที่ซึ่งเราจะค้างคืนในวันนี้ครับ   
ระหว่างทางที่เราเดินทางผ่านนัมเช เราได้แวะไปที่ร้านเบเกอร์รี่อีกแห่ง  ที่นี่ขนมและกาแฟรสชาดดีกว่าที่ Tengboche เราต่างมีความสุขกันมากที่ได้ ลิ้มรสของว่างรสชาดถูกปากอย่างนี้ครับ  
เดินทางกลับต่อ ไปพักที่ Monjo(2700m)

ykumsri
9th November 2010, 08:41
Tengboche Monastery

ykumsri
9th November 2010, 08:42
Tengboche Monastery.....

ykumsri
9th November 2010, 08:43
Tengboche Monastery..

ykumsri
9th November 2010, 08:45
Tengboche Monastery......

ykumsri
9th November 2010, 08:46
วันที่ 16 ตุลา เดินทางกลับไปยัง Lukla เราเดินทางต่อถึง Lukla  วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไม่เป็นใจสำหรับพวกเราครับ  มีฝนตกปรอยๆ ตลอดการเดินทาง แม้จะไม่หนักแต่ก็รบกวนทำให้เราไม่สบายตัว แถมเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายภาพต่างๆด้วยครับ  แต่เราก็ผ่านมาได้อย่างราบรื่น เรานัดเจอกันอีกครั้งที่ร้าน สตาร์บัค ที่ลุคลา สังสรรค์กันเล็กๆ ก่อนจะได้เดินทางกลับ Kathmandu ในเช้าวันต่อไป

ykumsri
9th November 2010, 08:48
วันที่ 17 ตุลา บินจากลุค-ลา กลับสู่กาฐมาณฑุ หลังจากเข้าโรงแรมอาบน้ำ พักผ่อน เราจะออกมากินมื้อเที่ยงอาหารไทยที่ร้านอาหารกันครับ สำหรับมื้อเย็นมีเลี้ยงส่งจากทางเนปาลครับ
วันที่จะได้บินกลับเมืองหลวงของเนปาล  แต่เกือบทั้งคืนที่ผ่านมาฟ้าปิด และมีฝนเป็นระยะๆ พอรุ่งเช้าฟ้าก็ยังไม่สดใส ผมเองก็กังวลว่าเราจะได้บินหรือไม่  เราออกมารอบินตั้งแต่หกโมงครึ่ง  และในที่สุดเราก็ได้บินกลับ  ในสภาพอากาศที่ดูไม่สดใสนัก ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยเมฆ เราปะทะเข้ากับกลุ่มเมฆเป็นบางขณะ นี่จึงเป็นอีกครั้งที่เที่ยวบินของเส้นทางนี้ ทำให้ผมตื่นเต้นอีกครั้ง

ykumsri
9th November 2010, 08:49
วันที่ 18 ตุลา เวลาราว 10.30น. เดินทางสู่สนามบิน เพื่อเดินทางกลับเมืองไทยครับ

ykumsri
9th November 2010, 08:56
ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาดูครับ....มีข้อสงสัย คำแนะนำอย่างไร ยินดีอย่างยิ่งครับ

Philanderer
9th November 2010, 11:53
ขอบคุณมากนะครับสำหรับภาพสวยๆ เอาจริงๆนะครับ ถ้าไปอีกรบกวนช่วยโทรบอกหน่อยได้ไหมครับแบบว่าอยากไปด้วยน่ะ เดี๋ยวจะ PM เบอร์โทรไปให้นะครับ ขอบคุณมากครับ

Ppon
9th November 2010, 15:37
ยกให้เป็นสุดยอดของ ทริป ปีนี้ครับ และเยี่ยมยอดของภาพเชิงท่องเที่ยว ปี้ 53 เช่นกัน ทีมงานที่นรา หากว่างๆผ่านหาดใหญ่ แวะมาเล่าประสบการณ์ พร้อมภาพให้ฟังบ้างนะครับ ที่ ม.สงขลาฯ

Milk-Keeper
9th November 2010, 16:45
....โอ้ว ดูแล้วมหาโหดเหมือนกัน แต่สวยสุดใจเลยครับ ได้ไปสักครั้งในชีวิตเก็บเกี่ยวประสบการณ์แบบนี้ สุดยอดครับ

Couleurs
9th November 2010, 17:49
เป็นทริปที่น่าไปแต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาศรึเปล่า เห็นเจ้าของกระทู้ไปประมาณ 3 อาทิตย์ เต็มอิ่มจริงๆขอบคุณสำหรับเรื่องราวและข้อมูลครับ
ภาพสวยครับ ยิ่งภาพดาวเห็นภาพที่ไม่คิดว่าจะเห็นได้จากบนพื้นโลก

vocher38
9th November 2010, 21:24
สุดยอดจริงๆครับ นับถือพลังใจของผู้เดินทางจริงๆ

Ppon
12th November 2010, 21:38
มาเสนอ ความคิดใหม่ครับ เขียนเนื้อหาในเขิงท่องเที่ยว แล้วขายให้ หนังสือท่องเที่ยว ดีๆสักเล่ม คงได้เนื้อได้หนังมากว่านี้นะครับ ตัวละครก็ดูดีได้นะครับตามที่เล่ามา.......ขอสนับสนุน 1 เสียง ลงเล่มไหน บอกด้วย คร๊าบ.....

sunpic
12th November 2010, 22:52
เป็นทริปในฝันจริงๆครับผม
อยากไปเหยียบหิมาลัยสักที :)

pakonking
17th November 2010, 13:13
สุดยอดครับ อยากกดLIKE สักพันครั้ง
ไม่ต้องมีคำบรรยายอะไรมาก เท่ากับว่าสุดยอด
และขอบคูณประสบการณ์ดีๆนะครับ

poppygoal
17th November 2010, 13:47
ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆที่นำมาฝากครับ
การที่ได้ไปในสถานที่สุดยอด+กับมีฝีมือด้านการถ่ายภาพขั้นเทพจึงทำให้ได้ภาพดีๆกลับมา คุ้มค่ากับการที่เสียเหงื่อเสียแรงเดินทางสำหรับทริปนี้ครับ ^^ ยอดเยี่ยมๆมากๆ

sabaimage
17th November 2010, 14:08
สุดยอดครับ แค่ได้ดูก็เป็นบุญตาแล้ว lOl

PSYD
17th November 2010, 14:13
ยอดเยี่ยมครับ ดูแล้วอยากไปบ้าง ค่าใช้จ่ายทริปนี้ประมาณเท่าไหร่ครับ แล้วตอนยื่นขอวีซ่าที่เนปาลต้องใช้อะไรบ้างครับ

phadungsak
17th November 2010, 16:18
สุดยอดเลยครับ ในชีวิตอยากไปเยือนสักครั้ง

kokokung
17th November 2010, 21:03
สุดยอดจริงๆครับ แต่ท่าทางเส้นทางโหดน่าดูขอเวลาฟิตร่างกายก่อนนะครับ :D

sunsaelo
17th November 2010, 23:24
สุดยอดครับ ไม่มีคำบรรยายใดๆ....

keang_guru
23rd November 2010, 21:44
(Y)(Y)(Y) ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ ผมเป็นอีกคนนึงที่อยากไป แต่ทั้งประสบการณ์และฝีมือการถ่ายภาพยังมีน้อยอยู่ คงใช้เวลาอีกสักพักและซักวันนึงผมคงต้องไปเยือนให้ได้ครับ

devilman368
9th December 2010, 23:27
สุดยอด

jojoe20
19th December 2010, 00:36
ภาพสวยมากครับ

ukjent
17th January 2011, 16:44
ภาพสวย
.....การเล่าเรื่องก็ดีเยี่ยม....

ขอคารวะด้วยใจ..พวกคุณเก่งจริง ๆ

saranont
17th January 2011, 20:16
ดูแล้วผมพูดได้ประโยคเดียวครับ"สุดยอด"

หลวงลายไทย
21st January 2011, 13:23
โอ พระเจ้าช่วย ผมเกือบพลาดกระทู้ท่องเที่ยวที่ดีเยี่ยมแบบนี้ไปแล้วครับ ไม่ทันเห็นจริงๆครับ
ไม่ได้ดูกระทู้ท่องเที่ยว ที่เนื้อหาเยี่ยมๆแบบนี้หลายปีแล้วครับ เมื่อก่อนผมก็เขียนลงบ่อยๆนะครับ
เนื้อหาแน่ด้วยสาระ และที่สำคัญคือ....
ภาพสวยมีเสน่ห์แบบภาพถ่ายครับ ไม่ใช่ภาพประเภทที่แต่งจนไม่เหลือความเป็นภาพถ่ายกลายเป็นดิจิตอลอาร์ตหน้าคนกลายเป็นหน้าพลาสติคส่วนชาโดว์ก็กลายเป็นน้ำตาลไหม้ๆจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์แบบที่เห็นกันในหลายๆเวปครับ
กระทู้นี้สวยงามมีเสน่ห์ของภาพถ่ายมีกลิ่นอายของนักเดินทางให้สัมผัสได้ทุกอักขระและทุกอณูของภาพถ่ายครับ
ยอดเยี่ยมมาก ให้5ดาวและปักหมุดครับ

บางรัก
21st January 2011, 15:04
ร่วมโหวดแด่สุดยอดกระทู้ครับ ทั้งเนื้อหาพร้อมภาพสวย ตื่นเต้น ตื่นตา ประทับใจครับ

สุดยอดการเดินทางท่องเที่ยว แสดงความนับถือจากใจเลยครับ(Y)(Y)(Y)(Y)(Y)

me-mod
21st January 2011, 15:05
วิวสวยมาก ๆ อยากไปมั่งแต่คงยาก

ibig
24th January 2011, 10:16
ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ

boythai
25th January 2011, 15:13
รูปและการนำเสนอเรื่องราว....สุดยอดเลยครับเหมือนกับผมอินไปกับบรรยากาศไปด้วย มีลุ้น มีดีใจกับเรื่องราวที่น้าบรรยามา ^^


ขอบคุณจากใจด้วยอีกคนครับ

ปล.ชอบรูปทางช้างเผือกครับ

NooChaBaa
26th January 2011, 13:06
กระทู้สุดยอดการเดินทาง

Eistine
5th February 2011, 07:33
ขอบคุณมากๆครับสำหรับ ภาพสวยๆพร้อมเรื่องราวดีๆที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ

LVBoy
14th February 2011, 22:26
ไปเนปาลหลายรอบ แต่ไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้เลยครับ มีแต่ใกล้เคียง ลำบากหน่อย ก็หนีแล้วครับ 55
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันครับ

KAKAKUP
9th June 2011, 22:46
สุดยอด..ของความอดทนเลยครับ :clap::clap::clap:ผมชอบและกด Thanks ให้พี่ท่านทุกใบเลยครับ เพราะผมคงไปไม่ได้อย่างนี้ อึดจริงๆครับ บรรยายเหมือนเราปีนไปด้วยกัน.....ขอบคุณครับ ปีนด้วย ถ่ายรูปด้วย.....คงลำบากน่าดู.....ขอบคุณที่เปิดโลกอีกฝั่งหนึ่งที่ได้เห็นครับ

fijime
11th June 2011, 15:53
รูปสวยมากกเลยครับ ด้วยความเคารพ และชื่นชม

tia_doogon
22nd June 2011, 01:33
น่าไปจังครับ

35mm
23rd June 2011, 14:23
เห็นแล้วเหนื่อยตามไปด้วยครับ ดีทั้งรูปภาพและเนื้อหา

nixzcarter
25th June 2011, 17:53
เป็นผม ถ้าได้เห็น ทางช้างเผือกแบบในรูปจริงๆ คงนอนไม่หลับล่ะครับ

ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆครับ ถ้าเก็บเงินได้ คงต้องไปให้เห็นด้วยตัวเองสักครั้งครับ

chaloemsak
4th September 2011, 20:43
เกินจะบรรยายเลยครับ ชอบมาก

allz
13th September 2011, 11:11
สวยงามครับ

nop01
17th September 2011, 22:40
อยากทราบว่าใช้กล้องและเลนส์อะไรครับ ไม่ทราบว่าเอาเรี่ยวแรงอารมณ์แบบใหนตอนถ่ายรูป มันสุดยอดจริงๆ แค่ดูและอ่านผมก็เหนื่อยแทนแทนแล้ว อีกเรื่องค่าใช้จ่ายทริปนี้ต่อคนเท่าไรครับ

ykumsri
18th September 2011, 12:18
ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม
...1435 $ (กรณีทริปเรากันแปดคน) เป็นค่าใช้จ่ายเกือบทั้งทริป เงินก้อนนี้จ่ายให้ทางเนปาลตอนไปถึงเนปาลแล้วครับ
...40 $ ค่าวีซ่า ทำที่สนามบินเมื่อเดินทางไปถึง
...ทิป ที่จะจ่ายให้กับไกด์และลูกหาบ(ราว 80 $)
...ค่าอาหารกลางวัน หนึ่งม้ือ ในวันที่เดินทางกลับจากลุคลา ที่เราต้องหากินเอง
...ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับBKK-KTM (บินภายในเราไม่ต้องจ่ายเพิ่ม อยู่ในงบก้อนแรกแล้วครับ)
โดยสรุปก็ ราวๆ 1600 USD บวกกับค่าตั๋วบินไปกลับเนปาลครับ คร่าวๆก็เกือบเจ็ดหมื่นครับ แพงหน่อยครับเพราะการปีนเขาจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเทรกกิ้งธรรมดาครับ ทริปนี้เราปีนสองยอดค่าใบอนุญาตปีนเขาก็มากตามไปด้วยครับ
ผมมีความสุขและชอบถ่ายภาพแนวนี้ จึงพลาดไม่ได้ที่จะยอมทนแบก Nikon D700และเลนส์ไปอีกสองตัว ที่ใช้บ่อยสุดก็ Nikon 28-300mm เพราะสะดวกที่สุด อีกตัวที่ชอบก็ Nikon 14-24mm สำหรับถ่ายวิวกว้างๆ และต้องการภาพสวยคมแม้จะเปิดรูรับแสงกว้างๆครับ
ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอีกครั้งครับ

weerakarn124
7th November 2011, 01:02
อยากไปแบบนี้มั่ง แต่หาเพื่อนลุยๆไม่ได้

joe louis
16th November 2011, 20:16
แต่ละภาพได้ความรู้สึกจริงๆ


ผลบอล (http://www.7mscore.com)

Narit-EOS
22nd November 2011, 12:25
ชอมมาก สวยดีคร๊าบบบบบบบบบ:thumbup::good:

pakorn1973
14th February 2013, 17:19
ดูกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อเลย...อยากกลับไปอีกสักครั้ง:drool: