PDA

View Full Version : #3 : มารู้จักกับ f-Stop และระยะชัดกันดีไหม? มือใหม่มาโคร (^^,)/



oberon
11th September 2010, 11:48
... ขอโทษที่หายกันไปนานนะครับ :chat:

... ก่อนออกทริปมาโคร ผมมีบทความพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องของ f-Stop และระยะชัดมาฝากมือใหม่มาโครกันครับ ส่วนสำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่เป็นมือเก่า หรือมือใหม่ที่รู้เรื่องนี้อยู่แล้วมีอะไรจะเพิ่ม จะเสริมก็ยินดีเลยนะครับ ช่วยๆ กันแชร์ให้เพื่อนๆ ร่วมทริปกันครับ :bucha::bucha::bucha:

ถ้าจะเอาความหมายทางทฤษฏีว่าไอ้ค่านี้ คำนี้มันได้มายังไงเนี่ย เราคงไม่กล่าวถึงกันในกระทู้นี้นะครับ (เพราะผมอ่านเองแล้วยังปวดหัวน่าดู อิอิ) :P

f-stop หรือที่เราเรียกกันว่า ค่ารูรับแสง หมายถึงขนาดของรูปรับแสงที่เราเปิดให้แสงไปตกกระทบกับระนาบฟิล์มหรือตัวรับภาพ ไม่ว่าจะเป็น CMOS หรือ CCD ซึ่งจำได้ง่ายๆ ว่า


ตัวเลขน้อยๆ หมายถึง รูรับแสงขนาดใหญ่ เปิดรับแสงได้มาก
ตัวเลขมากๆ หมายถึง รูรับแสงขนาดเล็ก เปิดรับแสงได้น้อย

ขนาดของรูรับแสงที่ต่างกัน 1 stop หมายความว่า จะเปิดรับแสงต่างกัน 1 เท่าครับ เดี๋ยวลองดูตัวอย่างได้จากลิงค์นี้นะครับ :crazy: (เครดิตจากเว็บ http://bmpt1.com ครับ)

http://www.offlens.com/SHG/oberon/aperture3.swf

จาก demo ตัวนี้จะเห็นได้ว่า สภาพแสงที่ดีและไม่ดี แสงมาก แสงน้อย (Lighting: Dim, Bright) จะมีผลโดยตรงกับค่าการเปิดรับแสงของรูรับแสงที่เราจะใช้ ถ้าเราเปิดรูรับแสงมาก (ค่า f น้อยๆ) ก็จะทำให้ได้แสงเข้ามามากกว่าการเปิดรูรับแสงน้อย (ค่า f มากๆ) ลองเล่นกันดูนะครับ น่าจะช่วยให้เข้าใจการทำงานของ f-stop มากขึ้นครับ :chat:

oberon
11th September 2010, 12:02
แล้วมันเกี่ยวกับการถ่ายมาโครยังไงล่ะ??? :blink::blink::blink:

เนื่องจากระยะชัดและการถ่ายภาพมาโครเป็นส่ิงที่แยกกันไม่ออก และเจ้า f-stop นี่เองก็มีผลโดยตรงกับระยะชัดครับ


การใช้ค่า f สูง (รูรับแสงแคบ) ก็จะได้ระยะชัดที่มาก
การใช้ค่า f ต่ำ (รูรับแสงกว้าง) ก็จะได้ระยะชัดที่น้อยกว่าครับ

เช่นการถ่ายภาพมาโครที่ต้องการภาพชัดทั้งภาพ ก็อาจจะต้องใช้ค่า f สูงๆ ... บางครั้งอาจจะถึง f/22 หรือ f/32 เลยก็ได้ (ขึ้นอยู่กับภาพ subject ที่เราจะถ่ายครับ) ... แต่บางครั้ง เราก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ค่า f สูงขนาดนั้นก็ได้ถ้าเราสามารถ "รู้ได้ว่าค่าไหนเหมาะสม" ... และ "เท่าไหร่จึงจะเพียงพอ" ... เจ้า "ปุ่มเช็คชัดลึก" ก็จะเป็นพระเอกของเรา ลองดูที่กล้องของเรานะครับ ด้านหน้าจะมีปุ่มสำหรับเช็คชัดลึกอยู่ การทำงานก็คือ เมื่อเรากดปุ่มนี้แล้วกล้องจะหรี่ม่านไดอะแฟรมเป็นค่า f ที่เราจะใช้ถ่ายจริงๆ เวลาที่เรากดชัตเตอร์ (ปกติเจ้าไดอะแฟรมนี้จะเปิดกว้างตลอดเวลาที่เรามองผ่าน viewfinder เพื่อให้แสงเพียงพอ) ...

ถ้าเราใช้ f มากๆ (รูรับแสงแคบนะครับ) ก็จะเห็นว่าภาพใน viewfinder ของเรามืดลง แต่ให้สังเกตมากกว่านั้นครับ ลองสังเกตระยะชัด จะเห็นว่าเมื่อเราเปลี่ยนค่า f ให้ตัวเลขมาก (รูรับแสงแคบขึ้น) ก็จะทำให้เราค่อยๆ ได้ระยะชัดที่มากขึ้น ลองเล่นกันดูนะครับ จะทำให้เข้าใจมากขึ้นครับ :chat:

oberon
11th September 2010, 12:07
... อีกสักนิด ... สำหรับมือใหม่ ลองดูที่หน้าเลนส์นะครับ จะเห็นว่าเลนส์บางตัวมีค่า f เป็นช่วงๆ เลนส์บางตัวมีค่า f ค่าเดียว ... แล้วมันต่างกันยังไง?

ยกตัวอย่างเช่น เลนส์ 70-300mm f/4 - f/5.6 นั่นหมายความว่า ถ้าเราถ่ายภาพที่ระยะ 70mm เราจะสามารถเปิดรูรับแสงสำหรับเลนส์ตัวนี้ได้กว้างที่สุด = f/4 แต่ถ้าเราถ่ายภาพที่ระยะ 300mm ก็จะเปิดรูรับแสงได้กว้างที่สุดเพียง f/5.6 เท่านั้นครับ

ส่วนเลนส์มาโครแท้ๆ และเลนส์เกรดโปรส่วนใหญ่ จะสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างสุดที่ทุกระยะครับ เช่น เลนส์มาโคร 100mm f/2.8 เป็นเลนส์มาโครแท้ๆ ที่เปิดรูรับแสงได้กว้างที่สุด = f/2.8 ส่วนเลนส์ 70-200mm f/2.8 หมายความว่า ไม่ว่าเราจะถ่ายที่ระยะ 70mm หรือ 200mm ก็สามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างสุดที่ f/2.8 ครับ

ฝากมือใหม่ลองเล่น ลองทดสอบกับอุปกรณ์ของตัวเองกันดูก่อนออกทริปนะครับ ... แล้วเจอกันคราบ :chat::chat::chat:

Palajin
11th September 2010, 18:06
ขอบคุณครับพี่อ๊อบ แต่อยากจะขอถามเพิ่มเติมนิดนึงครับ เนื่องจากเรื่องชัดลึกเนี่ยนอกจาก F แล้วมันยังมีเรื่องของ Focus Length กับระยะจากกล้องถึงวัตถุด้วย
สมมุติผมใช้ 100 macro ถ่ายที่ F2.8 แมลงปออยู่ระยะ 2 เมตร แมลงวันระยะ 1 เมตร ระยะชัดลึกมันก็ไม่เท่ากันใช่มั้ยล่ะครับ พี่พอจะมีวิธีกะการใช้ F คร่าวๆมั้ยครับ ว่าใกล้มากๆๆๆ ใช้ F ประมาณไหนครับ เพราะบางครั้งที่มันมืดๆ แล้วจะใช้ DOF Preview มันมืดมองชัดลึกไม่เห็นอ่ะครับ

oberon
11th September 2010, 22:04
ขอบคุณครับพี่อ๊อบ แต่อยากจะขอถามเพิ่มเติมนิดนึงครับ เนื่องจากเรื่องชัดลึกเนี่ยนอกจาก F แล้วมันยังมีเรื่องของ Focus Length กับระยะจากกล้องถึงวัตถุด้วย
สมมุติผมใช้ 100 macro ถ่ายที่ F2.8 แมลงปออยู่ระยะ 2 เมตร แมลงวันระยะ 1 เมตร ระยะชัดลึกมันก็ไม่เท่ากันใช่มั้ยล่ะครับ พี่พอจะมีวิธีกะการใช้ F คร่าวๆมั้ยครับ ว่าใกล้มากๆๆๆ ใช้ F ประมาณไหนครับ เพราะบางครั้งที่มันมืดๆ แล้วจะใช้ DOF Preview มันมืดมองชัดลึกไม่เห็นอ่ะครับ... ถูกต้องครับจิน ... เรื่องของระยะชัดมันจะมีตัวแปรหลายตัวที่นอกเหนือจากค่ารูรับแสงครับ หลักๆ ก็ 3 ตัว คือ รูรับแสง ทางยาวโฟกัส และก็ระยะห่างระหว่างตัวแบบกับระนาบรับภาพครับ ... ทีนี้ ถ้าจะถามถึงสูตรเนี่ย มันก็มีนะครับ อันนี้หมายถึงสูตรคณิตศาสตร์นะ มีเป็นสูตรยืดยาวเลยทีเดียว แต่ถ้าจะถามถึงวิธีการประมาณค่ารูรับแสงคร่าวๆ เนี่ย พี่ก็ต้องบอกว่า เป็น "ค่าประสบการณ์" ครับ อันนี้ไม่ได้ตอบแบบกวนๆ นะครับ เพราะตัวพี่เองก็ใช้ค่านี้จริงๆ ครับ :bucha::bucha::bucha:

ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพมาโคร หรือถ่าย portrait หรือแม้กระทั่งถ่ายภาพแนวอื่นๆ ทุกอย่างเป็นเรื่องของ "ทักษะ" ครับ คือ ยิ่งเราทำมาก เราฝึกมาก เราจดจำมาก เราก็ได้มากครับ ... ยิ่งฝึกฝน อะไรที่เคยใช้เวลานาน ก็จะใช้เวลาน้อยลงและได้ผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นครับ ... :good::good:

ยิ่งเป็นมาโครด้วยแล้ว ตอนฝึกจะยิ่งเหนื่อยกว่าการถ่ายภาพแนวอื่น ฉะนั้น ขอให้ฝึกซ้อมกันเยอะๆ ครับ ... ค่าโดยประมาณที่พี่ถ่ายภาพแมลงหรือแมงปอในระยะที่เห็นเต็มตัว จากด้านข้าง ส่วนใหญ่จะใช้ค่ารูรับแสงประมาณ f/8 - f/16 ครับผม :crazy:

ฝีกซ้อมกันเยอะๆ นะครับ ... แล้วก็ขอบคุณจินที่มาแชร์กันครับ :chat:

takua
11th September 2010, 23:24
แล้วมันเกี่ยวกับการถ่ายมาโครยังไงล่ะ??? :blink::blink::blink:

เนื่องจากระยะชัดและการถ่ายภาพมาโครเป็นส่ิงที่แยกกันไม่ออก และเจ้า f-stop นี่เองก็มีผลโดยตรงกับระยะชัดครับ



เช่นการถ่ายภาพมาโครที่ต้องการภาพชัดทั้งภาพ ก็อาจจะต้องใช้ค่า f สูงๆ ... บางครั้งอาจจะถึง f/22 หรือ f/32 เลยก็ได้ (ขึ้นอยู่กับภาพ subject ที่เราจะถ่ายครับ) ... แต่บางครั้ง เราก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ค่า f สูงขนาดนั้นก็ได้ถ้าเราสามารถ "รู้ได้ว่าค่าไหนเหมาะสม" ... และ "เท่าไหร่จึงจะเพียงพอ" ... เจ้า "ปุ่มเช็คชัดลึก" ก็จะเป็นพระเอกของเรา ลองดูที่กล้องของเรานะครับ ด้านหน้าจะมีปุ่มสำหรับเช็คชัดลึกอยู่ การทำงานก็คือ เมื่อเรากดปุ่มนี้แล้วกล้องจะหรี่ม่านไดอะแฟรมเป็นค่า f ที่เราจะใช้ถ่ายจริงๆ เวลาที่เรากดชัตเตอร์ (ปกติเจ้าไดอะแฟรมนี้จะเปิดกว้างตลอดเวลาที่เรามองผ่าน viewfinder เพื่อให้แสงเพียงพอ) ...

ถ้าเราใช้ f มากๆ (รูรับแสงแคบนะครับ) ก็จะเห็นว่าภาพใน viewfinder ของเรามืดลง แต่ให้สังเกตมากกว่านั้นครับ ลองสังเกตระยะชัด จะเห็นว่าเมื่อเราเปลี่ยนค่า f ให้ตัวเลขมาก (รูรับแสงแคบขึ้น) ก็จะทำให้เราค่อยๆ ได้ระยะชัดที่มากขึ้น ลองเล่นกันดูนะครับ จะทำให้เข้าใจมากขึ้นครับ :chat:
สวัสดีครับ คุณ OBERON ผมใช้ D90 อยู่ครับ ผมทดลองเช็คระยะชัดลึกทำตามที่บอกแล้วครับ สังเกตได้อย่างเดียวคือความสว่างในช่องมองภาพเปลี่ยนแต่ระยะชัดผมดูไม่ออกครับ(ผมใช้เลนส์ Sigma 17-70 f2.8-4 OS HSM) รบกวนคำแนะนำเพิ่มเติมหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

takua
11th September 2010, 23:46
สวัสดีครับ คุณ OBERON ผมใช้ D90 อยู่ครับ ผมทดลองเช็คระยะชัดลึกทำตามที่บอกแล้วครับ สังเกตได้อย่างเดียวคือความสว่างในช่องมองภาพเปลี่ยนแต่ระยะชัดผมดูไม่ออกครับ(ผมใช้เลนส์ Sigma 17-70 f2.8-4 OS HSM) รบกวนคำแนะนำเพิ่มเติมหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

คุณ oberon ผมดูออกแล้วครับ ลองถ่ายตัวอักษรบนหนังสือ ถ้า f2.8 ภาพสว่าง ตัวหนังสือจะชัดแถวจุดโฟกัสแต่กว้างออกไป(ในแนวตั้ง)มันละเบลอ แต่ถ้า f 11-13 ภาพจะมืดลงตัวหนังสือตรงจุดโฟกัสและที่กว้างออกไปจากจุดโฟกัส(ในแนวตั้ง)ก็ชัดครับส่วนแนวนอนรู้สึกว่าไม่ค่อยต่างกันครับ

oberon
12th September 2010, 00:27
คุณ oberon ผมดูออกแล้วครับ ลองถ่ายตัวอักษรบนหนังสือ ถ้า f2.8 ภาพสว่าง ตัวหนังสือจะชัดแถวจุดโฟกัสแต่กว้างออกไป(ในแนวตั้ง)มันละเบลอ แต่ถ้า f 11-13 ภาพจะมืดลงตัวหนังสือตรงจุดโฟกัสและที่กว้างออกไปจากจุดโฟกัส(ในแนวตั้ง)ก็ชัดครับส่วนแนวนอนรู้สึกว่าไม่ค่อยต่างกันครับ:good::good::good:... ถูกต้องแล้วครับ ... การทดสอบ ทดลอง ฝึกฝน นำมาซึ่งการเรียนรู้ครับ ... คุณ takua ก็เริ่มเห็นความแตกต่างของการปรับค่ารูรับแสงกับผลที่เกิดขึ้นกับระยะชัดแล้วใช่ไหมครับ ... ทีนี้มาอีก step นึงก็คือ ทำไมภาพถึงได้มืดลงด้วย ก็เพราะว่าเราปรับแต่รูรับแสงเพื่อให้ได้ระยะชัดที่เปลี่ยนไป แต่นั่นก็ทำให้ "ค่าแสงเปลี่ยน" ด้วยครับ (เข้าใจว่าคุณ takua ใช้โหมด M) :crazy: ค่าแสงหรือค่า EV เป็นค่าการเปิดรับแสง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตัวแปรสองตัวครับ นั่นก็คือ ความเร็วชัตเตอร์กับรูรับแสงครับ

ถ้าจะพูดเข้าเรื่องของการวัดแสงก็คงจะยาว ขอไว้เป็นกระทู้แยกต่างหากจะดีกว่า และก็มีกระทู้เกี่ยวกับการวัดแสงให้อ่านมากมายครับ ... เรามาลองโฟกัสในส่วนของการทดสอบ ทดลองดีกว่า ... อย่างที่ผมบอกว่ามันจะแปรผันกันระหว่างค่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสง ให้ลองทำแบบนี้นะครับ


ถ้าใช้รูรับแสงแคบลง 1 stop (ค่า f ตัวเลขมากขึ้น) ให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ช้าลง 1 stop
ถ้าใช้รูรับแสงกว้างขึ้น 1 stop (ค่า f ตัวเลขน้อยลง) ให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่เร็วขึ้น 1 stop

แต่เนื่องจากกล้องรุ่นใหม่ๆ สามารถชดเชยค่า EV ได้ทีละ 1/2 หรือ 1/3 stop .. วิธีง่ายๆ ก็ตามนี้เลยครับ ลองดูๆ ... ถ้าหมุนเพิ่มค่ารูรับแสง ก็ให้หมุนลดค่าความเร็วชัตเตอร์ ง่ายๆ คือ หมุนตรงกันข้ามนั่นเอง (ใช้โหมด M นะครับ จะได้เห็นภาพชัดเจน) ...

แล้วลองดูนะครับว่า จะได้ภาพที่สว่างเท่าเดิมโดยได้ระยะชัดที่เปลี่ยนไปตามต้องการครับ

ปล. หรือจะใช้โหมด Av (Canon), A (Nikon) แล้วปรับเฉพาะรูรับแสงก็ได้นะครับ เพราะโหมดนี้จะเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์ให้เราครับ

ฝากกันไว้ครับ ลองซ้อม ลองสังเกต แล้วก็ฝึกฝนบ่อยๆ จะพัฒนาได้เร็วแน่นอนครับ ยุคดิจิตอลแล้ว การหัดวัดแสงไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าหมั่นฝึกฝนครับ :flower:

Palajin
12th September 2010, 00:53
ค่าประสบการณ์ นี่แหล่ะครับที่ผมอยากรู้ มันเป็นอะไรที่สอนกันได้ยาก ได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ไป trip thaid แต่ละครั้งสิ่งที่ผมต้องการจากเหล่า staff ก็คือค่าประสบการณ์พวกนี้แหล่ะครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับพี่

oberon
12th September 2010, 01:51
ค่าประสบการณ์ นี่แหล่ะครับที่ผมอยากรู้ มันเป็นอะไรที่สอนกันได้ยาก ได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ไป trip thaid แต่ละครั้งสิ่งที่ผมต้องการจากเหล่า staff ก็คือค่าประสบการณ์พวกนี้แหล่ะครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับพี่... ไ้ว้เดี๋ยวตอนไปออกทริป ไปเดินป่าด้วยกัน ตอนถ่ายก็มาลองดูด้วยกันได้เลยครับ ... เรียนรู้กันจากสถานการณ์จริงเลยจะได้อะไรมากกว่าเพียงแค่อ่านครับ ... อีกไม่กี่วันแล้ว เตรียมตัวกันให้พร้อมนะคราบ :chat:

takua
12th September 2010, 07:27
:good::good::good:... ถูกต้องแล้วครับ ... การทดสอบ ทดลอง ฝึกฝน นำมาซึ่งการเรียนรู้ครับ ... คุณ takua ก็เริ่มเห็นความแตกต่างของการปรับค่ารูรับแสงกับผลที่เกิดขึ้นกับระยะชัดแล้วใช่ไหมครับ ... ทีนี้มาอีก step นึงก็คือ ทำไมภาพถึงได้มืดลงด้วย ก็เพราะว่าเราปรับแต่รูรับแสงเพื่อให้ได้ระยะชัดที่เปลี่ยนไป แต่นั่นก็ทำให้ "ค่าแสงเปลี่ยน" ด้วยครับ (เข้าใจว่าคุณ takua ใช้โหมด M) :crazy: ค่าแสงหรือค่า EV เป็นค่าการเปิดรับแสง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตัวแปรสองตัวครับ นั่นก็คือ ความเร็วชัตเตอร์กับรูรับแสงครับ

ถ้าจะพูดเข้าเรื่องของการวัดแสงก็คงจะยาว ขอไว้เป็นกระทู้แยกต่างหากจะดีกว่า และก็มีกระทู้เกี่ยวกับการวัดแสงให้อ่านมากมายครับ ... เรามาลองโฟกัสในส่วนของการทดสอบ ทดลองดีกว่า ... อย่างที่ผมบอกว่ามันจะแปรผันกันระหว่างค่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสง ให้ลองทำแบบนี้นะครับ



แต่เนื่องจากกล้องรุ่นใหม่ๆ สามารถชดเชยค่า EV ได้ทีละ 1/2 หรือ 1/3 stop .. วิธีง่ายๆ ก็ตามนี้เลยครับ ลองดูๆ ... ถ้าหมุนเพิ่มค่ารูรับแสง ก็ให้หมุนลดค่าความเร็วชัตเตอร์ ง่ายๆ คือ หมุนตรงกันข้ามนั่นเอง (ใช้โหมด M นะครับ จะได้เห็นภาพชัดเจน) ...

แล้วลองดูนะครับว่า จะได้ภาพที่สว่างเท่าเดิมโดยได้ระยะชัดที่เปลี่ยนไปตามต้องการครับ

ปล. หรือจะใช้โหมด Av (Canon), A (Nikon) แล้วปรับเฉพาะรูรับแสงก็ได้นะครับ เพราะโหมดนี้จะเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์ให้เราครับ

ฝากกันไว้ครับ ลองซ้อม ลองสังเกต แล้วก็ฝึกฝนบ่อยๆ จะพัฒนาได้เร็วแน่นอนครับ ยุคดิจิตอลแล้ว การหัดวัดแสงไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าหมั่นฝึกฝนครับ :flower:

ขอบคุณครับคุณ oberon ขอให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขกับทริปนี้นะครับ

amjames
12th September 2010, 10:15
โอ๊ยยยย ตื่นเต้น อยากให้ถึงไว ๆ

AU.KU.
13th September 2010, 15:47
เอฟอะไรผมไม่คอยสนครับ ... เพราะผมมักใช้ เอฟ 8 พ่อทุกสถาบัน 555 ... คือเลือกช่องรับแสงที่ดีที่สุดของเลนส์ที่เรามีก็อยู่ที่ค่ากลาง ๆ ประมาณ 5.6 - 11 ... แต่สิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ คือ ต่ำแหน่งโฟกัส ต้องมั่นใจและแน่นอน กล้องใครติดฟร้อน-แบ็ค ต้องมากางกระดาษตีตารางกันก่อนว่าผิดไปกี่ตารางมิลลิเมตร

สปีดเอาให้แน่ ใครชอบหลังดำก็เลือกสปิดสูงหน่อย + แฟลช ... ใครชอบหลังสว่างๆ หน่อย ก็เล่นสโลซิ้งค์ ... ใครไม่ชอบแฟลชก็ตัวใครตัวมันครับ ... และใครคิดจะแฟลชก็ต้องหาสายโยงแฟลชหรือมีแทคนิคไม่ควรใช้แฟลที่มีทิศทางเดียวกับเลนส์ แยกจากกันกับกล้อง มีไวเลท ตาแมว สายโยง วิธีใด ๆ ก็ได้ ... เหตุที่ผมชอบใช้แฟลชก็เพราะช่วยให้ไวท์บาร้านทำงานได้ตรงขึ้น ไม่เพียนสี ช่วยหยุดวัตถุให้นิ่งขึ้น ... แม้มีแฟลชถูก ๆ ปรับกำลังไม่ได้ผมว่าก็ยังดีเพราะเราสามารถ ทำตารางเทสความแรงของแฟลชไว้ก่อนได้ ว่าห่างกี่นิ้ว กี่ฟุต จะได้เอฟประมาณไหน ... ยิ่งแฟลชที่แบ่งกำลังได้ยิ่งแม่นกว่าระบบ TTL ด้วยนะครับ ...

ขอให้ลืมเรื่อง 1/ ทางยาวโฟกัสไปได้เลย มันแทบจะไม่ได้ผลกับงานมาโคร ... และระบบ IS ... VR ... OS ... อย่าคิดว่างานนี้จะเป็นตัวช่วย ... เนื่องด้วยคุณมักใช้ขาตั้งกล้องกับงานมาโคร ระบบพวกนี้จึงปิด ... และถ้าวัตถุมันไม่นิ่งก็อย่างหวังว่าจะได้ภาพง่าย ๆ บางที่มองผ่านช่องมองยังหาวัตถุที่ต้องการไม่เจอะ ไลท์วิวน่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีกว่า ...

ขอให้เตรียมความพร้อมด้วยการฝึกหมอบคลายอยู่ในห้องที่แสงน้อย ๆ หรือ นำกล้องติดขาตั้งซ้อมหมุนโฟกัสและจำให้ได้ว่าหมุนซ้าย - ขวา อันไหนเป็นอินโฟกัสหรือเอาท์โฟกัส ... แต่ หลักกาถ่ายภาพมาโคร-ถ่ายใกล้ ที่ผมใช้คือ ปรับเป็นแมนนวลหมุนโฟกัสประมาณระยะด้วยสายตาไว้ แล้วก็เคลื่อนตัวเข้าหาวัตถุช้า ๆ ๆ ๆ พอโฟกัสเข้าก็กดชัตเตอร์ จากนั้นหมุนให้ใกล้เข้าไปอีก ขยับกล้องอีกนิดแล้วกด ... ปรับโฟสให้ใกล้อีกแล้วก็กด ... ถ้าคุณดวงดีอาจถ่ายแมลงตัวนั้นได้ 5- 7 ช็อต แต่ถ้าไม่ได้พกดวงมาด้วยอาจได้เพียงช็อตแรกที่เดียวเท่านั้นหรืออาจหีนไปตั้งแต่คุณสบตามัน ...

แต่ถ้าเอาแปลกและสนุก หาไฟไว้ล่อแมลงกลางคืนด้วย เพียงคุณเปิดไฟแล้วรอ มันพร้อมจะมาให้ถ่ายอีกหลายสิบชนิด มีที่สวยและแปลก หรือแปลกมาก ๆ ๆ ในแบบที่เดินทั้งวันไม่สู่เปิดไฟล่อแมลงให้มาเล่นไฟเป็นแบบในเวลากลางคืน แล้วอย่าลืม ผ้าสีป่า ๆ ต้นไม้ เอาไว้ให้มันเกาะจะได้ดูเข้ากั้น เข้ากัน ...

เพิ่มเติม ส่วนใหญ่ วัตถุ สิ่งของที่ต้องการจะถ่ายมักอยู่ใก้ล / ติดพื้น ดังนั้นขาตั้งกล้องที่เหมาะควรเป็นรุ่นที่กางราบได้มาก ๆ แต่ถ้าไม้ได้ก็ต้องกลับแกนเอาหัวทิ่มลงพื้น คุณเอ๋ยพอติดแล้วทำงานโคตะระยากส์ๆๆๆ จะปรับกล้องก็ลำบาก ... มีเวลาอีกนิดหน่อยซ้อมกันให้คล่องนะครับ ... และที่สำคัญอุปกรณ์หลายอย่างอาจหล่นหายได้ง่ายพวกฝาปิดเลนส์ ฯลฯ คิดระวังกันนิดก็ดีว่าจะจัดการยังไง

oberon
14th September 2010, 23:08
ขอบคุณครับคุณ oberon ขอให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขกับทริปนี้นะครับ... ขอบคุณมากนะครับคุณ takua :bucha::bucha: :yahoo:


โอ๊ยยยย ตื่นเต้น อยากให้ถึงไว ๆ... 555 อารมณ์เดียวกันเลยครับ รอแทบไม่ไหวแล้ว :banana::banana: