PDA

View Full Version : sony p100



dekkan
30th January 2005, 15:57
1. วิธีการชาร์ทแบต จำเป็นต้องให้แบตที่เหลือหมดเกลี้ยงก่อนใช้เปล่าค่ะ หรือว่าชาร์ทได้เลยไม่ต้องให้แบตที่เหลือหมด
2. เมมฯ ที่ใช้อยู่ 256 mb ไม่ทราบว่าจะเก็บภาพได้กี่ภาพคะ ถ้าใช้ 3 ล้าน กับ 5 ล้าน (แบตชาร์ทเต็ม)
3. เมมฯ ที่ใช้ขึ้นอยู่กับเวลาของแบตที่เหลืออยู่หรือเปล่า ถ้าแบตเต็มก็เก็บภาพได้มากกว่าแบตที่เหลือน้อยกว่าจริงเปล่าคะ (กรณีใช้ขนาดของภาพเท่ากัน)
4. วิธีการ format เมม. บ่อย ๆ จะทำให้ เมม. เสียเร็วจริงเปล่าค่ะ มีคนเขาบอกว่าให้ลบที่ละรูปจะรักษาเมม.

Orange**
30th January 2005, 16:44
1. ชาร์ทเมื่อไรก็ได้ครับ แบตฯอ่อน จึงชาร์ทใหม่.
2. เมมฯ 265 เมก ถ้าตั้งความละเอียดไว้ที่ 3 ล้านพิกฯ จะได้ประมาณ เกือบ ๆ 300 รูปครับ
ถ้าตั้งไว้ที่ 5 ล้านนี่คงร้อยกว่ารูปครับ(อันนี้เป็นการกะ นะครับ) มีรายละเอียดปลีกย่อยอีก เช่น ตั้งคุณภาพของภาพไว้ที่เท่าไหร่ เป็นต้น...
3. เมมที่ใช้ไม่ขึ้นอยู่กับแบตที่เหลืออยู่โดยตรง แต่ถ้าแบตหมด ถึงจะมีเมมฯ เหลืออยู่ ก็ถ่ายต่อไม่ได้แหละครับ แต่ถ้ามีแบตฯ สำรอง ก็ถ่ายได้เรื่อย ๆ จนกว่าเมมฯ หรือแบตฯ จะหมดก่อนกัน
4. คิดว่าไม่มีผลอะไรนะครับ. อย่าไปซีเรียสมากครับ.

Orange**
30th January 2005, 16:58
Sony P100

- ถ่าย 5 ล้าน ตั้งคุณภาพของภาพดีที่สุด ได้ 92 รูป
- ถ่าย 5 ล้าน ตั้งคุณภาพของภาพธรรมดา ได้ 194 รูป
- ถ่าย 3 ล้าน ตั้งคุณภาพของภาพดีที่สุด ได้ 148 รูป
- ถ่าย 3 ล้าน ตั้งคุณภาพของภาพธรรมดา ได้ 264 รูป

ปกติข้อมูลเหล่านี้ กล้องจะบอกเราอยู่แล้วแหละครับว่า ถ่ายได้ทั้งหมดกี่รูป หรือถ่ายได้อีกกี่รูป ยิ่งกล้องที่ใช้แบตฯ ลิเธียม ก็จะบอกได้ละเอียดอีกว่า แบตเหลืออยู่อีกกี่นาที ( P100 ใช้แบตฯ ลิเธียม)

Orange**
30th January 2005, 17:11
แนะนำให้อ่านคู่มือด้วยนะครับ จะได้รู้จักกล้องของเรามากยิ่งขึ้น และจะได้ใช้อย่างถูกวิธีและเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ควรรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับกล้อง ส่วนมากแล้ว ผู้ผลิตจะนำมาใส่ในคู่มือให้อยู่แล้วละครับ :D

940se
31st January 2005, 10:30
ถ้าเป็นลิเที่ยม สามารถชาร์ตได้ตามที่ต้องการครับ เพราะระบบจะจำปริมาณที่ "เติม" เข้าถ่านครับ เช่นถ้าถ่านชาร์ตได้สูงสุด 100 รอบ แล้วเราชาร์ตถ่านเมื่อใช้ไปครึ่งหนึ่งทุกครั้ง เราจะชาร์ตถ่านได้ประมาณ 200 รอบครับ

ผมจำและประยุกต์มาจากเครื่องปาล์มครับ

940se
31st January 2005, 10:40
เพิ่มเติมจากข้อมูลที่ copy ไว้ครับ

".... เห็นว่ามีการถามเรื่องการChargeแบตบ่อยๆ ตัวผมก็เพิ่งถามไปเมื่อวาน เลยไปsearchจากwebboardของmbk เจอกระทู้นี้เลยเอามาpostต่อ ขอบคุณmchawที่เขียนกระทู้ดีๆครับ


+++ข้อควรรู้ เกี่ยวกับแบตเตอรี่+++
แบตเตอรี่

โทรศัพท์มือถือที่เพื่อนๆใช้กันอยู่นั้น จำเป็นต้องมีแหล่งจ่ายพลังงานเพื่อให้โทรศัพท์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งยิ่งโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆด้วยแล้ว ฟังก์ชั่นมากๆ จำเป็นที่จะต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุสูง สามารถใช้งานได้นานๆ น้ำหนักเบา เวลาการชาร์ทสั้นๆ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน

ช่วงที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือจะใช้แบตอยู่ 2 ประเภทคือ
1. Ni-CD นิกเกิล แคดเมี่ยม ซึ่งจะมีข้อด้อยคือ มีผลเรื่องของเมมโมรี่ เอ็ฟเฟ็คสูงมาก ทำให้อายุการใช้งานค่อนข้างสั้น เมื่อผู้ใช้ชาร์ทไม่ถูกต้อง
2. Ni-MH นิกเกิล เมทัลไฮไดร ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบของ เมมโมรี่เอ็ฟเฟ็ค แต่ข้อด้อยคือน้ำหนักที่ค่อนข้างมากไปหน่อย ซึ่งต่อมาก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมใช้ในมือถือรุ่นใหม่ๆ

สำหรับประเภทโทรศัพท์มือถือที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็น Li-on (ลิเทียม ไอออน) และ Li-Polymer หรือ Li-on Polymer (ลิเทียมโพลิเมอร์)

ข้อดีของแบตประเภทลิเทียมคือ
1. น้ำหนักเบา
2. ความจุสูง
3. ใช้เวลาในการชาร์ทสั้น
4. ผลกระทบจาก Memory Effect น้อยมาก แทบจะไม่มีเลย

ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับการใช้งานกับมือถือรุ่นใหม่ๆเป็นอย่างมาก แต่ในประเภทของ Li-on ก็ยังมีผลเรื่องของการใช้งานอย่างหนึ่งคือ หากมีการดิสชาร์ท หรือใช้แล้วปล่อยให้ไฟหมดจากตัวเซลของแบตเตอรี่แบบเกลี้ยงเลย อาจเสื่อมประสิทธิภาพได้ หรืออาจจำเป็นต้องกระตุ้นการชาร์ท ระยะหนึ่งก่อนที่จะกลับมาใช้งานปกติ เช่น เมื่อเราทิ้งเครื่องพร้อมแบตเตอรี่จนไฟหมด และไม่ได้ชาร์ท จนกระทั่งไฟหมดจากแบตเตอรี่ เมื่อเสียบสายชาร์ท ไฟอาจไม่สามารถชาร์ทได้ในทันที อาจต้องรอ 30-60 นาที เพื่อกระตุ้นเซลแบต ให้กลับคืนสภาพ ก่อนการชาร์ทได้อีกครั้ง

แต่ในแบตแบบ Li-Polymer ได้รับการพัฒนาจาก Li-on อีกระดับคือ นอกจากจะเบา แล้ว ยังสามารถที่จะปล่อยให้ไฟหมด โดยไม่มีผลเรื่องความเสื่อมประสิทธิภาพของเซล รวมทั้งยังสามารถออกแบบรูปร่างให้เหมาะสมกับมือถือในแต่ละรุ่นได้อย่างง่ายดาย และสามารถออกแบบได้บางเป็นพิเศษ อย่างเช่นแบตของ อีริคสัน T39 เป็นต้น

การชาร์ทไฟในแต่ละแบบ
-สำหรับแบตแบบ Ni-CD และ Ni-MH ใน 3-5 ครั้งแรก ควรชาร์ทไฟทิ้งไว้ประมาณ 12-16 ชม. ก่อนการใช้งาน และในแต่ละครั้งที่ใช้งานควรที่จะใช้จนกระทั่งแบตหมด หรือเหลือน้อยที่สุด
-แบตเตอรี่แบบ Li-on การชาร์ทครั้งแรกๆ ไม่จำเป็นต้องชาร์ท 12-16 ชม.อีกต่อไป ชาร์ทเพียงแค่เต็ม แล้วทิ้งไว้อีกซัก1-2 ชม.ก็เพียงพอ แต่แบตอาจจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพหลังจากการชาร์ทผ่านไปแล้ว 3-5 ครั้ง โดยในการชาร์ทแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องรอให้แบตหมด หรือแบตอ่อน สามารถชาร์ทได้บ่อยเท่าที่ต้องการครับ เพียงแต่แบตแบบนี้ไม่ควรปล่อยให้ไฟหมดเกลี้ยง และห้าม ดิสชาร์ทครับ
-แบตเตอรี่แบบ Li-Polymer การชาร์ทเหมือนแบบ Li-on คือชาร์ท3 ครั้งแรกแค่เต็ม และสามารถปล่อยให้แบตหมดได้โดยไม่มีผลต่อประสิทธิภาพในการใช้งาน

และมีความเห็นเพิ่มเติมของสมาชิกในบอร์ดว่า
".....
อันตรายมากๆครับ อย่าไปเชื่อเด็ดขาดครับ เรื่องปล่อยให้แบตหมดก็ไม่เป็นไรเนี่ย เพราะจากที่ซ่อมๆปาล์มมา รุ่นหลังๆก็เป็น Li polymer ทั้งหมด พบว่าหากปล่อยให้แบตหมดเนื่ย หากเกิน 1 สัปดาห์ล่ะก็ร้อยละ 80 แบตจะเสียอย่างถาวรครับ แม้ว่าจะชาจแล้วนำกลับมาใช้ก็จะเหลือประจุต่ำกว่าเดิมมากๆจนบางทีใช้ไม่ได้เลยก็มี
หากเชื่อที่ว่าปล่อยแบตหมดได้กันมากๆสงสัยผมจะมีงานเปลี่ยนแบตมากกว่าเดิม ดีเหมือนกันครับ ฮ่าๆๆ
ที่ว่าปล่อยแบตหมดได้นั้นเนื่องจากวงจรจะตัดตัวเองเมื่อไฟต่ำกว่า ที่กำหนด แต่ทีนี้ถึงจะตัดแล้วหากปล่อยไว้นานๆ ประจุก็จะมีการรั่วไหลผ่านวงจรต่างจนกระทั่งต่ำกว่า 2 volt คราวนี้แบตก็จะเสียถาวรครับ แบตเสียไม่เสียให้ดูได้จากตัวแบตจะบวมขึ้นมากว่าแบตปรกติครับ"


โปรดศึกษาเพิ่มเติมก่อนเชื่อผมนะครับ....:chat:

Orange**
31st January 2005, 10:45
เป็นข้อมูลที่ดีครับ :clap: :clap: