PDA

View Full Version : กล้อง Film ตัวไหนน่าเล่นกว่ากันระหว่าง FM2N-F3-F3 Hp



Arty
28th November 2008, 22:43
เลือกไม่ถูกครับ อยากรู้ว่าแต่ละตัวมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จริง ๆ FM3A ก็ชอบเหมือนกันครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ :bucha:
________________________
http://artygallery.multiply.com

KNOT
28th November 2008, 23:02
F3 ก็เคยเป็นรุ่นสูงสุดของ Nikonครับ แต่ถ้าจะเอามาสะสมเก็บ ไม่ค่อยแนะนำ เพราะว่ามีเรื่องของไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องครับ แนะนำหา F2 หรือ F ไปเลยจะดีกว่า แต่ถ้าจะเล่น F3จริงๆ ก็หา F3/T หรือ F3hp มาลองใช้ขำๆก็ได้ครับ

FM2n นี่เป็น มาตราฐานกล้อง manual ระดับเริ่มเล่น มีทุกอย่างให้ที่ต้องการครับ แต่ช่วงราคากว้างมาก เจอตั้งแต่ 2000บาท ไปจนถึง 10000 บาท ครับ ขึ้นกับสภาพ ถ้าจะเล่นตัวนี้เก็บได้แน่นอนเพราะเป็นกลไก100% แบบไม่ใส่แบต ก็ถ่ายได้ แต่แนะนำว่าถ้าจะเล่นให้หาตัวสภาพสวยๆดีกว่าครับ เพราะเป็นรุ่นที่ไม่ได้หายาก ของในตลาดมีเยอะ แต่ตัวที่สวยๆจะมีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นหาตัวที่ดูมีคุณค่ากว่าจะดีกว่าครับ

neno-c
29th November 2008, 05:18
fm3a เป็นกล้องรุ่นหลังสุดที่ได้รับการพัฒนาในระดับของกล้องฟิล์มที่ถือว่าล่าสุดณ.ปัจจุบันที่เลิกผลิตไปหมดแล้วครับ ให้ความสะดวกในการใช้งานมากกว่า fm2 ครับ แต่ถ้านับว่ากล้องเมคคานิคล้วนๆที่เป็นกลไกไม่ต้องใช้ถ่านก็มีแต่ fm2 ครับที่ทนทานที่สุดครับ แล้วแต่จะชอบอะไรครับ แต่สำหรับ f3 ลืมได้แล้วครับ เพราะว่าไม่มีอะไหล่แล้วครับ สำหรับส่วนของระบบวัดแสงเสียแล้วทับกระดาษอย่างเดียวครับ อายุแยะมากแล้วครับ :chat:

CocoSang
29th November 2008, 06:43
ตามคุณนีโน่เลยครับ
ผมเคยคุยกับช่างซ่อมกล้องแกบอกว่าช่วงนี้ระบบอีเลคโทรนิคของ F-3
รุ่นแรกๆถึงรุ่นกลางๆได้เวลาเสียกันแล้ว อะไหล่ก็หายากมาก
ไม่แนะนำให้เล่นครับ

ตัวเลือกของคุณ Arty คงจะเหลือแต่ FM2 แล้วครับ
กล้องกลไกล้วนใช้ไปเถิดครับ ไม่ยากเย็นเท่าไร อึดทนด้วย ฟังก์ชันครบทุกอย่าง ล็อกกระจกได้ถ่ายภาพซ้อนได้
มอเตอร์ไดรฟ์ก็มีให้ซื้อ
ส่วน FM3a ไม่ได้เป็นแมคานิคล้วนครับ อาจมีส่วนอีเลคโทรนิคเสียหายได้
แต่คงอีกนานเพราะมันเพิ่งออกมาไม่นาน
ถ้าขี้เกียจวัดแสงก้อ FM3a ครับ เหมือน Fm2 ทุกอย่างแต่มีระบบอัตโนมัติกับระบบแฟลช TTL เพิ่มเข้ามา
ส่วนเรื่องล็อกกระจกนี่ไม่แน่ใจครับว่ามีเหมือน FM2 หรือเปล่า

Megasawa
29th November 2008, 06:59
F3 เท่าที่เคยไปเดินดูเคยจับมาแต่ละตัวส่วนใหญ่เหมือนผ่านสงคราม,มาแล้วซะเป็นส่วนมาก นอกจากจะไปเจอพวก F3T หรือ F3HP สภาพมิ้นๆมาพร้อมกับ MD4 อย่างนี้ก็น่าสะสมครับ มีอย่างเดียวที่ต้องระวังก็เรื่องจอ LCD ที่มักจะจางลงไปหมดแล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนก็คงใช้ได้อีกนาน การใช้งานผมว่าเป็นกล้องที่ไว้ใจได้เลยสมกับที่เป็นกล้องโปรของ NIKON แต่เสียอย่างเดียวโคตรหนัก
FM2n กล้องดีพิมพ์นิยมครบเครื่องทุกอย่างเท่าที่กล้องแมนนวลจะพึงมี ซื้อง่ายขายคล่องอะไหล่เพียบ มีให้เลือกหลายสภาพแบบจะซื้อใช้หรือสะสมถ้าได้มาพร้อม MD12 ละเจ๋ง
FM3a กล้องแมนนวลฟิล์มตัวสุดท้ายมีโหมด A ให้ใช้สะดวกสบายขึ้นมาอีกหน่อย

ให้เลือกแบบสะสม F3T, F3HP, FM2N, FM3A :Smiles2:
แต่ถ้าเอามาใช้ FM2N, FM3A, F3HP :dry:

Echo21
30th November 2008, 14:38
ถ้าชอบลูกครึ่ง "เอามาใช้แบบสะสม" สงสัยต้องเป็น FM2/T ครับ

stax
1st December 2008, 01:20
FM2n เป็นคำตอบสุดท้าย กลไกล้วนๆ

มีเช็คชัดลึก synflash1/250 ใส่มอเตอร์ไดร์ฟก็ได้

ระบบวัดแสงอย่างเดียวที่ใช้ถ่านกระดุมหาได้ไม่ยาก

ของผมตอนนี้สภาพ99%เลยนะ เก็บอยู่อย่างดี

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:35
ขอเอาขึ้นมาคุยอีกหน่อยนึง เพราะหลังจากได้ FM3a มาเกือบเดือนแล้ว และถ่ายไปประมาณ 10 กว่าม้วน พบว่ามันยังเทียบ F3 ไม่ได้หลายเรื่อง

ขอโม้ตามนี้แล้วกันครับ

ก่อนอื่นเลย คงต้องขอออกตัวว่าไม่ใช่เซียนด้านกล้องเก่าเท่าไหร่หรอกครับ

เพียงแต่ประทับใจในกล้องตัวนี้พอสมควร ประกอบกับเห็นหลาย ๆ คนเอาไปเปรียบเทียบกับ FM3a อยู่บ่อย ๆ ผมถือว่าเป็นการดูถูก F3 ค่อนข้างมาก

เลยเอาความคิดเห็นมาบอกกล่าวกันดูครับ

เริ่มเลยแล้วกัน

นักถ่ายภาพรุ่นใหม่ ๆ ที่เติบโตมากับกล้อง autofocus และบางคนอาจเริ่มต้นกับ DSLR อาจจะไม่คุ้นชื่อกล้อง manual focus ของนิคอนตัวนี้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าคนที่เกิดทันยุคผม จะต้องรู้จักกล้องตัวนี้แน่ ๆ ครับ

Nikon F3 ผลิตออกมาในยุค 80 ตามไลน์การผลิตกล้องโปรของนิคอนที่วางแผนจะผลิตทุก ๆ 10 ปี ถ้านับความโปรของกล้องตัวนี้ นับอายุก็ประมาณร่วม ๆ 30 ปีเข้าไปแระ :D และเชื่อว่าถ้ายังอยู่ในสภพาดี ก็จะโปรไปได้อีกอย่างน้อย 10-15 ปี สบาย ๆ ครับ

จุดเด่นของกล้องตัวนี้คือความสามารถในการถอดเปลี่ยนอุปกรณ์ได้ตามแต่ช่างภาพต้องการ เหมือนกับที่เคยทำกับกล้อง F และ F2 มาแล้ว, โดยมีหัวกะโหลกให้เลือกใช้ถึง 5 แบบหลัก ๆ และมีแบบพิเศษ ๆ ออกไปอีก เช่น หัวกะโหลก Autofocus หรือกะโหลก waist level ที่ใช้ฝาเปิดปิดแบบกล้อง medium format แล้วก้มมองระดับเอวได้

โฟกัสสกรีนเปลี่ยนได้หลากหลายตามลักษณะของงานที่เอาไปถ่าย ทั้งแบบตาราง แบบใสทั้งแผ่น และอีกหลายแบบเยอะจนนึกไม่ออก

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:36
ช่องมองภาพเห็นเต็ม 100% เปอร์เซนต์ เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไร?

บางคนอาจจะบอกว่าก็แค่เห็นภาพทั้งหมด ไม่ใช่ประเด็นสำคัญซักหน่อย

แต่

สมัยกล้องฟิลม์ที่ช่างภาพส่วนใหญ่จะต้องใช้ภาพจากฟิลม์เต็ม ๆ แบบไม่ครอป ไม่ว่าจะด้วยความเร่งรีบ หรือเรื่องของความละเมียดละไมเรื่องความงามของภาพที่ไร้สิ่งแปลกปลอม เรื่องนี้สำคัญพอสมควร เพราะช่องมองภาพกล้องทั่ว ๆ ไปนั้น จะเห็นภาพได้ไม่เต็มเฟรม ส่วนใหญ่จะประมาณ 92% หรือ 95% ภาพที่ได้ออกมาอาจจะติดสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เห็นในวิวไฟเดอร์ได้ ช่องมองภาพ 100% จึงค่อนข้างมีผลต่อการเลือกใช้กล้องของช่างภาพพอสมควร กล้องระดับเห็นภาพ 100% จึงมักเป็นกล้องระดับโปร และใสสว่างกว่ากล้องระดับ consumer อย่างมีนัยยะเหมือนกันนะครับ

อีกเรื่องของความสำคัญของช่องมองภาพ 100% คืองานทำสำเนาภาพครับ สมัยก่อนจะทำสำเนาสไลด์ มีสองทางคือ เอาสไลด์มาดุ๊ปเอง หรือส่งแลปทำ ซึ่งอย่างแรก ทำเองได้ แต่อย่างหลังแพง การทำสำเนาฟิลม์จำเป็นอย่างมาก ในการจัดภาพให้เท่ากับต้นฉบับจริง ๆ หรืองานก๊อปปี้เอกสาร ที่ต้องการสัดส่วนที่ถูกต้องกับต้นฉบับ ซึ่งช่องมองภาพ 92% , 95% ก็ทำได้ แต่มีข้อจำกัดสูง และต้องเผื่อ ๆ ส่วนที่มองไม่เห็นอีก

นี่คือข้อดีของช่องมองภาพ 100% ที่ไม่ได้มีไว้ในใบสเปคโก้ ๆ ครับ

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:37
จอ LCD สามารถเปิดดูไฟในที่มืดได้ อย่างน้อยถือเป็นตัวช่วย สำหรับคนที่เคยใช้กล้อง FE2 , FE , FA ที่ลัญลักษณ์ของเครื่องวัดแสงจะไม่สว่างในยามค่ำคืน ถือเป็นเรื่องทรมานมาก ๆ ถ้าต้องเอากล้องไปใช้ในที่แสงสลัว เพราะแทบมองไม่เห็นเลย ต้องกลอกตาเพ่งแล้วเพ่งอีก แต่ F3 มีปุ่มเปิดไฟดูข้อมูลวัดแสงได้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจุกจุกเล็กน้อย ต้องลงงานจริง ๆ จึงจะรู้สึกครับ ว่ามีดีกว่าไม่มีแน่นอน

แม้ว่าจะมีเสียงบ่นมาว่าจอ LCD เริ่มจางแล้ว ผมว่าก็ถือเป็นเรื่องปรกติ ของต้องมีเสื่อมโทรมไปตามอายุนิครับ ค่าเปลี่ยนก็สูงเอาการ แต่ใช้ได้อีกนาน ๆ เช่นกัน ล่าสุดผมเปลี่ยนมา 2000 บาท ชัดแจ๋ว

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:38
ล้อกกระจกได้ อันนี้ก็ไม่มีกล้องตัวอื่น ๆ ของนิคอนทำออกมาเยอะนัก เห็น ๆ ก็มีกล้องโปรนี่แหละครับ ที่ทำ กล้องอย่าง Fm2 ก็มีล็อกกระจก แต่ต้องใช้ self timer แปลว่าล้อกไม่ตลอดนั่นเอง

ทำไมต้องล้อกกระจก นอกเหนือจากลดการสั่นไหวของชุดกระจกที่กระดกขึ้นลงได้ ยังมีข้อนึงทีบางท่านอาจจะมไม่ทราบมาก่อน

มีเลนส์ของนิคอนเก่า ๆ บางตัว ที่จะต้องยกกระจกก่อน เพื่อหลบกระจก เพราะเลนส์ชุดหลังสุด จะยื่นเข้าไปเกือบจะชนกับม่านชัตเตอร์เลย ตัวอย่างน่าจะเป็นเลนส์ 21 mm ตัวแรกของนิคอน และ super wide ที่ไม่ได้ใช้กลไก retrofocus ชิ้นเลนส์หลังสุดจะยื่นเข้าไปมาก ถ้าไม่ยกกระจก จะใส่เลนส์ไม่ได้เลย (ถ้าฝืนใส่ก็คงพังคามือแน่ ๆ ) ใส่เลนส์แล้ว ก็จะวัดแสงไม่ได้ และช่องมองภาพจะมืด เอาวิวไฟเดอร์เสียบที่ hot shoe แล้วก็ใช้เครื่องวัดแสงภายนอก

ฟังดูยุ่งยาก แต่สมัยนั้นก็ทำได้เท่านี้ เพราะกลไก retrofocus เพิ่งทำออกมาได้ประมาณ 30 ปีก่อนนี้เองครับ และเลนส์ super wide ก็ไม่ได้มีให้เลือกหลากหลายเท่ายุคนี้หรอกครับ

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:38
อีกเรื่องที่มีความสำคัญคือ ยุคสมัยที่กล้องไฟฟ้ากำลังมาแรง กล้องในยุคนั้นก็ทำกล้องชัตเตอร์ไฟฟ้าออกมากันเยอะ ด้วยเหตุผลของความแม่นยำในจังหวะลั่นไก และการใช้งานคู่กับ Motordirve ได้อย่างราบรื่น กล้อง Nikon f3 ก็คิดเผื่อว่าถ้าแบตหมด จะทำอย่างไร จึงมีชัตเตอร์กลไกที่ 1/60 ให้ใช้ ซึ่งเป็นชัตเตอร์ที่สามารถ sync กับแฟลชได้อยู่ และยังสั่งแฟลชทำงานได้ แปลว่าอย่างน้อย งานกลางคืนก็ไม่เสียงานล่ะนะ

ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ในยุคนั้นเลยทีเดียว ที่จะมีการผสมกลไกกับไฟฟ้าร่วมกัน ถือว่าออกแบบได้เหนือชั้น และทำได้ยาก และยิ่งถ้าเทียบกับยุคนี้ที่ แบตหมด = กล้องตาย ถือว่า Nikon f3 คิดเผื่อให้ช่างภาพมืออาชีพจริง ๆ




ความแข็งแรงและทนทานของกล้อง F3 ยังเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอยู่

คิดดูว่ากล้องไฟฟ้าที่ทำออกมาทีหลังอย่าง FE2 , FA ส่วนใหญ่จะลงหลุมกันไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะระบบไฟฟ้าเดี้ยง ชัตเตอร์ตาย ชัตเตอร์ยับ ติด พังฯลฯ

แต่ F3 ก็ยังทำงานได้ และยังทำได้อีกนานซะด้วย โดยแลกกับเงินที่ต้องจ่ายเมื่อยุคนั้นน่าจะเป็นเงินจำนวนมากอยู่ แต่กล้องก็ยังทำงานได้ดี แม้ว่าจะผ่านเวลามานานขนาดนี้แล้ว ถือว่าเป็นกล้องผ่านรุ่นต่อรุ่นได้จริง ๆ

ปัญหาของกล้อง F3 เท่าที่รู้ก็น่าจะเป็นการเดี้ยงในอากาศเย็น ๆ จอ LCD จางลงเมื่อผ่านเวลาไปนาน ๆ ไม่มี shoe แบบชาวบ้านเค้า ชัตเตอร์ผ้าวิ่งแนวนอนซิงค์ที่ 1/60 เท่านั้น (ผมยังไม่เคยเห็นชัตเตอร์ไททาเนียมของ F3 เลย) กินถ่าน และแพงไม่สมราคา

เท่านั้นเองครับ

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:38
ก็ยังตอบเหมือนเดิมครับ ว่า F3 เหมาะสำหรับการเอามาใช้งานครับ

ส่วน "เก็บ" นี่ผมว่ากล้องระดับ F , F2 , FM2 , FM3a นี่น่าเก็บหมดครับ เสียยังพอซ่อมได้ง่ายหน่อ


ไม่ต้องทำที่ทับกระดาษยี่ห้อนิคอนครับ

อยากเตือนพี่ ๆ น้อง ๆ ว่าถ้าจะซื้อมาเพื่อสนอง need ถ่ายฟิลม์คั่นเวลา ผมว่าอะไรก็ได้ครับ ที่ประหยัด และใช้กับระบบดิจิตอลที่เรามีได้ให้มากที่สุดครับ เลนส์, แฟลช เลือกที่ไม่แพงก็ดีครับ เวลาขายต่อจะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก

พอดีช่วงปีเศษที่ผ่านมาเห็นมีคนมาใช้ฟิลม์เยอะ สุดท้ายก็ทนไม่ไหว หนีไปกันก็เยอะเหมือนกัน เหตุผลก็ไม่ยาก จัดการลำบาก แพง รอนาน คิดช้า ถ่ายแล้วลบไม่ได้ แล้วก็ขายกล้องฟิลม์ไม่ออกหรือทำใจขายไม่ได้ต้องเก็บไว้

เหนื่อยแทนครับ

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:43
จำได้คุ้น ๆ ว่าคุณ arty ก็เคยมี fm2n นี่ครับ ตกลงขายไปแล้ว????


จริง ๆ กล้องพวกนี้ถ้าไม่ได้เอามาใช้งานประจำเดือนนึงถ่าย 10 ม้วน ผมว่าเอาอะไรก็ได้ครับ ไม่ต้อง FM3a

อีกอย่างลองอ่าน rep บน ๆ ดูจะรู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับ fm3a เองครับ

ส่วนถ้าจะหา f3 ตอนนี้ก็รีบ ๆ หาซะนะครับ ต้องหาเก็บไว้สองตัวด้วย เผื่อตัวใดตัวนึงตายครับ เอาตับไตใส้พุงมาแลกกันได้

ประเด็นที่ผมอยากแนะนำคือ ถ้าคุณ arty หรือใคร ๆ อยากจะลองเริ่มกับฟิลม์ เพียงแค่ "ถ่ายขัดอารมณ์" ผมอยากแนะนำกล้องตัวที่ราคาไม่แพง ซ่อมง่าย ขายต่อง่ายครับ

ยกตัวอย่างว่า fm2 ตอนนี้ราคาวิ่งกันประมาณ 6000 ยังไม่มีใครอยากซื้อครับ ถ้าระดับ F3 ก็วิ่งกันประมาณไม่เกิน 10000 สำหรับสภาพดี ไม่เน่า

ราคานี้ถ้าซื้อมาแล้วตะบันใช้ ผมว่า F3 เป็นคำตอบที่ดีกว่า ถูกต้องกว่า ตอบโจทย์กว่าทุกด้านครับ

แต่ถ้าซื้อมาสามเดือนถ่ายม้วนนึง ผมว่าเอา FG20 ก็ได้ครับ ราคาสองพันบาทไม่เกิน :)

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 14:54
เสริมอีกอย่าง

กล้องประเภท titanium SLR ของ nikon ไม่น่าใช้ด้วยประการทั้งปวง

หากซื้อมาเพื่อ "ใช้" นะครับ

เพราะว่ามันเป็นรอยง่ายมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ทำ finishing ได้ไม่ดีนัก ราคาก็ไม่ได้ขึ้นมากมายเหมือนพวกกล้อง collector แบบไลก้าครับ หากจะเก็บไว้เพื่อให้ราคามันดีดขึ้นไปเกรงว่าจะไม่คุ้มการลงทุนครับ (ในแง่นักสะสม)

ดังนั้นหากจะนำมาเพื่อใช้ แม้ผ่านฟิลม์สักม้วนผมก็ไม่แนะนำ titanium นะครับ

http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O7204740/O7204740-0.jpg

http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O7204740/O7204740-1.jpg

http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O7204740/O7204740-2.jpg



กล้องผมมีหลายตัว ไม่มีตัวไหนซ้ำกันสักตัวนะครับ

ทุกตัวต้องใช้งานได้หมด แค่นี้ก็กินฟิลม์ไปปีนึง ๆ มากโขแล้วล่ะครับ


แทบจะเลิกถ่ายดิจิตอลไปเลยครับ

popkrab
1st December 2008, 15:13
รุปที่ post ข้างบนนี่ของน้าจอมมารหรอครับ ???

Oh My God !!!

Arty
1st December 2008, 17:25
ผมยังไม่กล้าอ่านคำตอบของท่านจอมมารอ้วนตอนนี้ เพราะตกใจกับกล้องของท่านจอมยุทธ และก็ไม่รู้จะ Thank ท่านยังไงมันถึงจะสาแก่ใจผม เอาเป็นว่าผม Thank ท่านจอมยุทธไป 10 จอกครับ :bucha::bucha::bucha::bucha::bucha::bucha::bucha::bucha::bucha::bucha:
เดี๋ยวผมตั้งสติก่อนแล้วจะรีบอ่านขอรับ
ว่าแต่...ท่านมีกล้องที่เหลือ ๆ จะทิ้งเผื่อผมสักตัวมั้ยครับ เฮ้อ...

ปล.กล้องกับเลนส์ที่ท่านมี...บางทีมันอาจทำให้คนที่คิดจะเริ่มสะสมเกิดอาการหงุดหงิดพาลเลิกคิดเอาได้ดื้อ ๆ อ่ะครับ :thumbup:
________________________
http://artygallery.multiply.com

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 18:37
ขายทิ้งไปเยอะแล้วเหมือนกันครับ พวกที่ซ้ำ ๆ กันนี่ผมไม่เอาไว้นะ

กล้องแต่ละตัวเราเลือกที่ system ของมันน่ะครับ และผมก็ไม่ชอบเอามาแปลงอะไร ถ้าอยากใช้ยี่ห้อไหน ก็หายี่ห้อนั้น ๆ มาใช้ครับ

ที่เห็นนี่ก็เท่าที่มีครับ ใครก็อยากมีเยอะ ๆ แต่ผมว่าเยอะไปก็ไม่ดีนะ :D

เลยปล่อย ๆ ออกไปบ้างครับ แล้วแต่คนคิดกัน เหลือเลนส์ดี ๆ เก็บไว้ใช้ดีกว่า


จริง ๆ ถ้าอยากใช้กล้องกลไก ผมว่ามีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจและน่าใช้งานไม่แพ้ fm2n , fm3a หรอกครับ

อยากให้ลอง

pentax spotmatic
olympus om1
contax S2b มีเฉลี่ยหนักกลาง ถ้า S2 เป็น spot เท่านั้น
minolta x5 อันนี้ไฟฟ้าแฮะ :D
หรือแม้แต่ leica r6.2 ที่เป็นกลไกล้วนเหมือนกัน มี spot meter ด้วย

กล้องพวกนี้ก็มีอัตลักษณ์ของตัวเองต่างกันไปครับ

บางทีผมว่าความเป็นไฟฟ้าไม่ไฟฟ้า ไม่เกี่ยวครับ แต่ความ smooth ในการใช้งานสำคัญไม่แพ้กัน หากเรารู้ว่ากล้อง nikon f3hp มันกินถ่าน ไม่ยากครับ "พกถ่านไปเผื่อ"

ผมก็มีถ่านหลาย ๆ เบอร์ในตู้ครับ เผื่อถ่านหมดก็จะได้ไม่ต้องไปหาซื้อ

ล่าสุดเพิ่งสั่ง cr1/3n เข้ามา ก้อนละ 180 บาท , 625px , 4LR44 , SR44 สั่งมาทีอย่างละ 30 ก้อน (ไม่รวมค่าส่ง UPS อีก 2000 บาท เพราะขี้เกียจให้ตกค้างที่สนามบิน) ถ่านเบอร์พวกนี้ไม่ค่อยมีขายเลยสั่งมาทีละเยอะ ๆ ครับก็ค่อย ๆ เก็บไว้ใช้ครับ ผมเปลี่ยนถ่านกล้องทีนึงก็เปลี่ยนพร้อมกันหมด จะได้ไม่ต้องจำว่าเปลี่ยนไปล่าสุดเมื่อไหร่

เปลี่ยนแล้วก็แปะไว้ข้างตู้กล้องว่าล่าสุดเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ กี่ตัวครับ


กลับมาที่ไฟฟ้าหรือไม่ไฟฟ้า

ผมว่ากล้องระดับ F3 นี่มันพิสูจน์ตัวเองเรียบร้อยแล้วครับ ว่ายังพร้อมรับใช้เราได้อยู่อีกระยะนึง แต่ไม่ใช่แค่ปีสองปีครับ อย่างน้อย "อีกสิบปีครับ"

ถ้าซื้อวันนี้สัก 12000 บาท (ในห้องขายมีตัวนึงสวยโพด)

ใช้ได้อีก 10 ปี

ผมว่าคุ้มนะ :D


เรื่องกลไกล้วน ๆ น่ะ ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เอาแค่เวลาเลื่อนฟิลม์ของ F3 นี่รับรองได้ว่าความนุ่มนวล การทำงานเรียบร้อย ความสมูทของการเลื่อนฟิลม์ "ตัวพ่อ" อย่าง F3 กิน "ตัวลูกกระจ๊อก" ไม่มีตัวไหนในค่ายทำได้ครับ กินขาดครับ :D เรียกได้ว่ารู้สึกได้ถึงหัวแม่โป้งเลยว่ามันทำงานได้นุ่มนวลกว่ากันอย่างบอกไม่ถูก



พิมพ์มาตั้งนาน


เชียร์ F3 ครับ มี HP ได้ก็ดี

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 19:15
เพิ่งนึกออก

กล้องระดับ nikon , pentax นี่ละเอียดระดับโครงสร้างนะครับ รายละเอียดย่อย ๆ ก็ตัวอย่างนะครับ กล้อง om1 เนี่ย เคลมกันว่าเป็นกล้องที่ทนที่สุดของ OM เล็ก สะเทือนน้อย แต่การซีลระบบไฟฟ้าของ om1 นี่เป็นปัญหาเพราะใช้ตะกั่วเชื่อมที่มีกรดเยอะ ทำให้พอเวลาผ่านไปนาน ๆ ตะกั่วเชื่อมวงจรนี่ละลาย กัดแผ่นวงจรเสียหายครับ เป็นเหตุให้วัดแสงกล้องตาย

แต่กล้องยุคเดียวกันของนิคอนไม่ค่อยมีปัญหาพวกนี้ครับ

และกลไกอะไรก็แม่นยำดี ไฟฟ้าก็ซ่อมง่ายครับ

ดังนั้นผมว่าไฟฟ้าไม่น่าใช่ปัญหา ดีซะอีกครับ ยังไงซะก็ช่วยเสริมความสะดวกบ้างนิดเดียวก็ยังดีนะ :)

ถ้าไม่ติดที่ว่าจะต้องไฟฟ้าหรือกลไก และเป็นนิคอน

ขอเสนอตัวเลือกอีกตัวคือ

NIKON FA ครับ

http://www.mir.com.my/rb/photography/credits/fagold/images/P1000881.jpg




http://mir.com.my/rb/photography/hardwares/classics/nikonfa/

จอมมารพุงโต
1st December 2008, 19:54
กล้อง nikon FA มีดีอะไรบ้าง

ลองคิดสภาพว่าเราสามารถวัดแสง matrix metering ได้ กับเลนส์แมนนวล หรือเลนส์ออโต้ได้ทุกเลนส์ แม้แต่เลนส์อิสระ AIS กล้องตัวนี้สามารถให้ได้ครับ (แม้ว่าจะไม่ฉลาดขั้นเทพ) ความสามารถนี้คงไปโผล่อีกตัวก็ F6 โน่นแน่ะครับ ที่ใส่เลนส์แมนนวลแล้วยังวัดแสงเฉลี่ยหลายส่วนได้

มีระบบพื้นฐานจำเป็นครบ p,s,a,m

http://www.nikon.co.jp/main/jpn/profile/about/history/itoko/img/nikon_fa_02.jpg


มีมอเตอร์ไดรฟ์เฉพาะรุ่น ใช้แล้วลืมถ่านกระดุมไปได้เลย เพราะใช้ไฟจากถ่าน AA แทนครับ

ถ้าไม่ชอบ matrix metering ก็ปรับมาใช้ center weight ได้ด้วยครับ


เช็คชัดลึกได้

ชดเชยแสงได้ (ในโหมด p,s,a)

มี eyepeice shutter ให้ใช้ (fm2, fm3 ไม่มี)

ถ้าถ่านหมดมีชัตเตอร์กลไกให้ใช้เป็น backup เสียดายสปีดชัตเตอร์สูงไปหน่อย

ถ้านึกออกจะมาแจงเพิ่ม


ไม่รู้ทำไม ผมเลิกใช้ FM3a กับ FM2 ไปเลยครับ หลังพบว่า คู่หู F3 + FA ทำงานได้ดีชนิด F4 ที่ยืมมาใช้พักนึงยังชิดซ้าย เอาไปคืนเจ้าของซะ 555


แต่ถ้าคิดมากและรักฟิลม์จริง ๆ ผมว่า F6 ก็น่าสนนะ :)

KNOT
1st December 2008, 20:16
ถ้าอยากเล่นเลนส์เก่าด้วยพวก Non ai ก็แนะนำให้หา Nikon FM มาให้ครับ พวกนี้วัดแสงกับ Non ai ได้ แถมเป็นกลไกลล้วนครับ (FM2 ใช้กับ Non ai ไม่ได้นะครับ)

phung_ja
2nd December 2008, 09:14
แล้วกล้องยี่ห้อนิคอนที่ใช้ฟิลม์ตัวไหนที่ราคาถูกกว่า FM2 บ้างค่ะ พอดีมีงบไม่ถึง 6000 บาทอ่ะ อยากได้ครบชุดกล้องกับเลนส์ในงบประมาณนี้เลยน่ะ

tamrong
2nd December 2008, 09:46
เห็นกรุท่านจอมมารแล้ว จะบ้าตาย

ถ่ายวันละตัว เดือนนึงยังไม่ซ้ำเลยหงะครับ :thumbup::thumbup:



แล้วกล้องยี่ห้อนิคอนที่ใช้ฟิลม์ตัวไหนที่ราคาถูกกว่า FM2 บ้างค่ะ พอดีมีงบไม่ถึง 6000 บาทอ่ะ อยากได้ครบชุดกล้องกับเลนส์ในงบประมาณนี้เลยน่ะ


งบน้อย เล่นพวก FE FG ก็ได้เลยครับ ใช้ง่าย ทนมือทนเท้า แต่ว่ามันไม่ใช่ mechanic นะครับ มันเป็น electronic ย่อมมีวันดับสูญ แบบหาสาเหตุไม่ได้ หรือหา FM มาเล่นก็ได้ครับ

JEE
2nd December 2008, 12:12
หากท่านใดที่คิดจะเข้ามาเล่นเเบบไม่จริงจังนานสิบปี..ประมาณนั้น
ผมว่าเล่นรุ่นที่มีระบบไฟฟ้านิดหน่อยก็ได้ครับ
อย่างที่คุณจอมมารฯเเนะนำไว้เช่น FA / FM3A
ถ่ายง่าย มือหมุน สนุกๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้อง 100% manual

เพราะเล่นไปสักพักท่านก็จะเบื่อ
เบื่อก่อนระบบไฟฟ้าจะพังซะอีก

จอมมารพุงโต
2nd December 2008, 14:27
เพราะเล่นไปสักพักท่านก็จะเบื่อ
เบื่อก่อนระบบไฟฟ้าจะพังซะอีก


ใช่ครับ ก่อนที่กล้องจะพัง ผมว่าหลาย ๆ คนเลิกถ่ายไปแล้วล่ะ:Smiles2:

ตีไปฟิลม์สไลด์ม้วนละ 200 ค่าล้าง 60 สแกน 60 ตกม้วนละ 300 บาทเศษ

ประมาณเฟรมละ 10 บาท (ไม่รวมค่าเม้าท์สไลด์นะ)

หากลงทุนหน่อยก็ต้องมีสแกนเนอร์อีกสัก 8000-10000 บาท

ตกแล้วเราจะมีภาระเพิ่มเติมคือถ่ายภาพละ 10 บาท และค่าเก็บรักษาอีก (ถ้าเก็บดี ใส่กล่องและซอง archive ก็ตีไปอีกม้วนละ 30 บาท สำหรับค่าเก็บรักษา)


เคยตอบไว้ที่ห้องกล้องเก่าแล้วโดยประมาณสำหรับฟิลม์แบบต่าง ๆ นะครับ


ค่าฟิลม์สี iso 100 - 400 ม้วนละไม่ถึงร้อย ไปจนถึงร้อยกว่าบาท แล้วแต่ว่าได้จากร้านไหน
ฟิลม์ขาวดำม้วนละ 180 บาทขึ้นไป
ฟิลม์สไลด์ ม้วนละ 200 ขึ้นไป

ค่าล้างฟิลม์สี เริ่มต้น 30 - 50 บาทต่อม้วน (ไม่ต้องอัดเป็นกระดาษ)
ค่าล้างฟิลม์ขาวดำ ประมาณ 70 บาท แต่แถมเกรนมาให้เยอะ ไม่ค่อยคุ้ม
ค่าล้างฟิลม์สไลด์ 60 บาท

ค่าสแกนฟิลม์กล้องธรรมดา ม้วนละ 60-100 บาท แล้วแต่ร้าน ต้องเลือกร้านหน่อย บางร้านไม่ได้ใช้มือทำ ส่วนมากเป็นแบบหลังครับ เป็นเหตุให้ต้องหาสแกนเนอร์มาทำเองที่บ้านครับ

นอกเหนือจากนั้นก็เป็นซองฟิลม์ แฟ้มเก็บฟิลม์ (ในกรณีที่ต้องการเก็บให้เป็นระบบ เก็บได้นานหน่อย ไม่ใช่เก็บแบบใส่ห่อกระดาษพับ ๆ ๆ ๆ แบบที่ร้านเค้าให้มา)

และก็ค่าไฟในการนั่งสแกนฟิลม์เองครับ


มีแต่เสียกับเสียนี่หว่า

เอาข้อดีมั่ง
ฟิลม์มันไม่ต้องเสียบปลั๊กดูครับ ไม่ต้องใส่แบตดูด้วย เสียแต่ดูได้คนเดียว หรือต้องใช้กล่องไฟดูฟิลม์

อายุก็ยืน บางทีฮาร์ดดิกส์พังไปสามลูกแล้ว ฟิลม์สมัยผมยังหัวเกรียนก็ยังอยู่ อายุมันยืนดีนะ


หวังว่าคงจะช่วยได้ครับ


ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้การถ่ายฟิลม์เป็นภาระหนัก และถ่ายเล่น ๆ เอาเถิดแบบ เดี๋ยวถ่ายกระถางธูป ถ่ายโมเดล เพื่อเทียบว่าไอ้เลนส์ตัวนี้คมกว่าตัวนั้น เป็นเรื่องสิ้นเปลืองจริง ๆ ถ้าไม่ได้ทำเพื่อเทสฟิลม์เทสกล้องอย่างจริงจัง

จริง ๆ เทสอย่างจริงจังมาก ๆ ก็เสียฟิลม์ไปแค่สองสามม้วนครับ และก็ใช้ค่านั้นได้อีกนาน ๆ จนกว่าจะเปลี่ยนกล้องและเลนส์ หรือไม่ก็ใช้กันยาวจนชัตเตอร์หรือ diaphram ของเลนส์จะเพี้ยนเลย

และอย่าลืมว่าการถ่ายฟิลม์นี่เป็นภาระผูกพันยาวนานครับ เพราะฟิลม์มันบอบบาง ออกมาจากแลบแล้วเก็บไว้ในซองนาน ๆ ก็พังไปเองครับ
ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ เอาออกมาโดนลมบ้างครับ

มีอีกเยอะครับ แต่ถ้ามาถูกทางแล้ว ผมว่าฟิลม์เป็นอะไรที่คุ้มค่ากว่าระยะยาว ไม่มีค่าใช้จ่ายพ่วงท้ายที่มองไม่เห็นเหมือนดิจิตอลนะครับ


ไม่รู้ว่าพี่ arty ตัดสินใจได้หรือยัง? ได้อะไรมาก็บอกกล่าวกันมั่งนะครับ :D


http://farm4.static.flickr.com/3137/3076571249_abc8187ef2_o.jpg


http://farm4.static.flickr.com/3252/3077402380_e86431b9ca_o.jpg

http://farm4.static.flickr.com/3291/3077402572_83ce5c1d94_o.jpg

onceagain
4th December 2008, 10:30
ว่าจะมาเชียร์ FM2N เจอเหตุผลคนที่จับมาแล้วครบๆ อย่างคุณจอมมารฯ ก็ต้องให้เค้า

...

แต่ ก็ยังอยากเชียร์ FM2N มากกว่านะ

เพราะว่า

ถ้าไม่ "อิน" กับแนวนี้ เวลาปล่อย น่าจะกุมขมับน้อยกว่า

แต่ถ้าชอบ อาจจะมี F3 มาร่วมก๊วนอีกตัว และอีกตัว ... และอีกตัว. ...:Smiles2:

JEE
4th December 2008, 12:55
เห็นกรุคุณจอมมารฯเเล้วอยากอุทานเป็นเสียงเเมวร้องไห้...
ไม่อยากจะกดเครื่องคิดเลขดูคร่าวๆว่าหมดนั่นเป็นเงินเท่าไหร่

รู้อย่างเดียวว่าคนเล่น manual ขนาดนี้คงมีไม่มากในประเทศไทย
เเละนี่ก็คือหนึ่งในนั้น...

Echo21
4th December 2008, 12:59
ขอถามนอกเรื่องนิดนึงครับ (เกี่ยวเนื่องกับ F3) จำได้ว่าเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ (อ่านของเพื่อนบางตอน) แล้วพระเอกของเรื่องใช้ F3 ครับ ใครพอจำได้บ้างว่าเรื่องอะไรครับ ว่าจะพยายามหามาอ่านทั้งเรื่องดูครับ จำได้ว่าในเรื่องมีบางตอนมีแข่งถ่ายภาพตามหัวข้อที่กำหนดโดยไม่รู้ล่วงหน้าแบบที่ Canon จัด Photo Marathon ด้วยครับ

เกิบขาด
5th December 2008, 10:02
เคยใช้FE มาสองตัว ตัวแรกมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไป เอาไปซ่อมกลับมาก็ยังไม่หายเลยขายเป็นซากไป ตัวที่สองได้มาสภาพค่อนข้างดี ระบบทำงานยังดีอยู่ แต่ขายไปแล้ว เคยใช้FM2N มาสามตัว ผมคิดว่ามันเป็นกล้องที่ทนมากนะครับ ไม่มีปัญหาจุกจิกอะไรมาก ตอนแรกกะว่าจะใช้จนพังคามือไป สุดท้ายขายทำทุนซะแล้ว อิอิ ตัวล่าสุดที่ได้มาคือNikomat EL ตัวนี้ตอนได้มาค่อนข้างจะเก่ามากครับ แต่ลองๆหาผ้ามาเช็ดฝุ่นออกสภาพก็พอรับได้นะครับ วัดแสงตอนแรกคิดว่ามันเสีย วัดแสงไม่ได้ แต่พอลองเปลี่ยนถ่านแล้ว วัดแสงก็ทำงานได้ปกติดี ได้มาพร้อมเลนส์ 50/1.4 ราคา800 ถือว่าคุ้มจริงๆครับ

ถ้าคิดจะซื้อมาเล่นและเก็บยาวๆ ผมแนะนำเป็นพวก FM,FM2N จะดีกว่านะครับ เพราะกล้องรุ่นนี้อะไหล่หาง่าย ถ้าอะไหล่ไม่มีก็ยังพอแปลงได้
แต่ถ้าจะซื้อมาลองถ่ายแป๊ปๆแล้วขายไป ผมว่า F3,F3HP ก็น่าสนใจเหมือนกันนะครับ

graycat
6th December 2008, 21:24
มาเชียร์ FM2Nครับ
ของดีราคาถูกมีเยอะครับ

T.Brongo
9th December 2008, 20:22
ขอบคุณพี่จอมมารพุงโตครับ เข้ามาอ่านได้ความรู้ไปเยอะเลยครับ
ทำให้รู้สึกอยากกลับไปถ่ายฟิล์มอีกครั้งครับ

zome
9th December 2008, 21:13
โห้....คลังแสงคุณจอมมาร...:blink:

ส่วนตัวชอบตัวนี้มากกว่าไม่รู้ว่าจะมีโอกาศได้เอามากอดที่บ้านมั๊ยถึงจะเก่าไปหน่อยวัดแสงก็ไม่ได้ไม่มีลูกเล่นอะไรเลย :Smiles2:

NIKON F2 Ti

ไดโกโร๊ะ
9th December 2008, 21:15
ขายกินไปแล้ว F3
แต่ใช้ดีจริงๆครับ
ถ้ามีโอกาสอยากจะสู่ขอกลับมาสักตัว